ข่าว

อัยการยัน"คดีเปรมชัย"ไม่หมกเม็ดไม่เข้าข้างใคร

อัยการยัน"คดีเปรมชัย"ไม่หมกเม็ดไม่เข้าข้างใคร

06 เม.ย. 2561

อธิบดีอัยการภาค 7 ยัน"คดีเปรมชัย"ล่าสัตว์ป่า ไม่หมกเม็ดไม่เข้าข้างใครตอบสังคมได้ทุกประเด็น "ศรีวราห์"เตรียมประชุมทำความเห็นแย้ง ชี้หลักฐานเพียงพอควรฟ้องทุกข้อหา

     เมื่อวันที่ 5 เมษายน นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 เปิดเผยถึงความเห็นทางคดีของคณะทำงานพิจารณาคดี นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวกรวม 4 คน ลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี หลังจากอัยการสรุปความเห็นสั่งฟ้องนายเปรมชัย 6 ข้อหา และไม่ฟ้อง 4 ข้อหา ว่า ขั้นตอนจากนี้ต้องส่งความเห็นส่วนที่อัยการสั่งไม่ฟ้องไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) ว่าจะมีความเห็นแย้งกับอัยการหรือเห็นพ้อง ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนครบกำหนดฝากขัง 7 ผัด ซึ่งคดีนี้จะเริ่มฝากขังครั้งที่ 6 ในวันที่ 7 เมษายน แต่เนื่องจากติดช่วงวันหยุดทางอัยการก็จะต้องยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 6 ในวันนี้ (5 เม.ย.) เนื่องจากวันที่ 6 และ 7 เมษายนจะติดช่วงวันหยุด

 

     "ยืนยันว่าความเห็นของคณะทำงานอัยการได้ใช้ดุลยพินิจในฐานะของนักกฎหมายและพยานหลักฐานที่ปรากฎพร้อมกับระมัดระวังความรู้สึกของประชาชนที่รู้สึกสูญเสียเสือดำซึ่งถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองขณะที่ก่อนหน้านี้นายเปรมชัยได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาแต่อัยการก็พิจารณาข้อเท็จจริงทางสำนวนของพนักงานสอบสวนด้วย ซึ่งคณะทำงานอัยการคดีนี้ไม่ได้ประวิงเวลาและพร้อมจะตอบคำถามสังคมได้ทุกประเด็น เพื่อให้ประชาชนคลายความกังวลว่าคดีนี้อัยการไม่ได้ทำงานแบบหมกเม็ดหรือเข้าข้างใครอย่างแน่นอน”อธิบดีอัยการภาค 7 กล่าว

 

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง 4 ข้อหาต่อนายเปรมชัย ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างมาก ล่าสุด เฟซบุ๊กของผู้ใช้ชื่อ “โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง” ของนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อัยการพิเศษฝ่ายบริหารอาคารและที่ดิน ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้โพสต์ข้อความชี้แจงถึงปมสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวว่า "เหตุผลที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง นายเปรมชัย 5 ข้อหานั้น ก็เพราะ ข้อหาที่ 1.ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สั่งไม่ฟ้องเพราะข้อหานี้ นายเปรมชัยได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนทั้ง 3 กระบอกก็ไม่เป็นความผิดทางกฎหมายตามที่ตำรวจเสนอเห็นควรสั่งไม่ฟ้องมา

 

อัยการยัน"คดีเปรมชัย"ไม่หมกเม็ดไม่เข้าข้างใคร

 

     ข้อหาที่ 2.ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต สั่งไม่ฟ้องเพราะ เขาได้รับอนุญาตจากหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า คือหัวหน้าวิเชียร ชิณวงษ์ ให้สามารถเข้าไปได้ ข้อหานี้ตามกฎหมายแล้วกำหนดเป็นความผิด แต่ไม่ได้กำหนดโทษไว้ เพียงแต่มีโทษทางปกครองคือให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็คือหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีอำนาจทางการปกครองในการที่จะสั่งให้ออกจากสถานที่นั้นเช่นเดียวกับ ข้อหาที่ 3.ร่วมกันมีเครื่องมือสำหรับการล่าสัตว์ป่า ทั้ง 2 ข้อหานี้มีลักษณะอย่างเดียวกัน คือมีบทกฎหมายความผิด แต่ไม่ได้กำหนดโทษไว้ อย่างเช่น จำคุก ปรับ กักขัง หรือยึดทรัพย์สิน ไม่มีกำหนดโทษไว้

 

     ข้อหาที่ 4.ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต สั่งไม่ฟ้องเพราะข้อเท็จจริงฟังได้เพียงแต่ว่า ผู้ต้องหาที่ 4 (นายธานี ทุมมาศ) เป็นคนพยายามล่าสัตว์ป่า และ ขณะที่ ผู้ต้องหาที่ 4 พยายามยิงสัตว์นั้น นายเปรมชัย นายยงค์ โดดเครือ ผู้ต้องหาที่ 2 นางนที เรียมแสน ผู้ต้องหาที่ 3 ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ขณะนั้นอยู่กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า แต่ในความผิดล่าสัตว์ป่ามีการสั่งฟ้องนายเปรมชัยแล้ว และข้อหาที่ 5.ร่วมกันกระทำการทารุณสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควร สั่งไม่ฟ้องเพราะกฎหมายยังไม่มีบัญญัติว่าเสือดำเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองและไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่าการที่พวกเขายิงเสือดำเป็นการกระทำที่ทารุณตามที่ตำรวจเสนอ เห็นควรสั่งไม่ฟ้องมา

 

     ขณะนี้พนักงานอัยการภาค 7 ส่งสำนวนคดีกลับไปให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พิจารณาว่ามีความเห็นชอบแล้ว ซึ่งหากเห็นชอบก็จะส่งสำนวนคดีกลับมาให้พนักงานอัยการภาค 7 ยื่นฟ้องต่อศาลโดยเร็วแต่หากมีความเห็นแย้งก็จะต้องส่งสำนวนให้ อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด ต่อไป เหลือเวลาฝากขังอีกราว 25 วัน"

 

 

อัยการยัน"คดีเปรมชัย"ไม่หมกเม็ดไม่เข้าข้างใคร

 

     ด้านพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า อำนาจการฟ้องหรือไม่ฟ้องเป็นอำนาจของพนักงานอัยการต้องเคารพเมื่อมีหนังสือถามความเห็นจากพนักงานสอบสวนก็ต้องกราบเรียนไปในแนวทางเดิมที่สั่งฟ้องไปทุกข้อหา แต่เบื้องต้นอัยการภาค 7 ยังไม่ได้ส่งความเห็นมา คาดประมาณสัปดาห์หน้า เมื่อความเห็นจากอัยการมาถึงก็จะเรียกประชุมแนวทางที่ตำรวจเห็นแย้ง เชื่อว่าใช้เวลาไม่นานก็สามารถลงความเห็นได้ ส่วนกรอบระยะเวลาก็ตามอายุความ เมื่อวานนี้(4เม.ย.)ได้พูดคุยกับ พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ รอง ผบช.ภ.7 เรียบร้อยแล้ว เมื่อทำความเห็นเสร็จก็ส่งกลับไปที่อัยการภาค 7 หลังจากนั้นอัยการภาค 7 ก็จะส่งไปที่อัยการสูงสุดเอง ยืนยันตำรวจไม่ได้มีความขัดแย้งกับอัยการ การลงความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นหน้าที่ เป็นความเห็นทางอาญา

 

     “ยืนยันตำรวจเห็นแย้งทุกข้อหาที่ไม่สังฟ้อง เช่น เรื่องพยายามล่าสัตว์ที่สั่งฟ้องนายธานี แต่ไม่สั่งฟ้องคนอื่น นายธานีเอาปืนของนายเปรมชัยไปยิง ถ้าไม่ผิดก็มีต้องมีความผิดฐานสนับสนุน แต่การเข้าไปหรือพาอาวุธปืนเข้าไป นายวิเชียร ชินวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ไม่มีอำนาจในการอนุญาต การอนุญาตเป็นอำนาจเขตบ้านโป่ง หรือผู้อำนวยการสำนักในกรุงเทพฯ ทางกรมอุทยานฯยืนยันมาแบบนี้ ประกอบกับกรณีนี้รัฐเสียหาย ค่าธรรมเนียมไม่ได้เก็บ เหตุที่ผมแย้งส่วนใหญ่อยากจะกราบเรียนว่าทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมีข้อหาตามกฎหมาย ถ้าผมทำทองไม่รู้ร้อน เดี๋ยวผมก็จะโดนว่าอีก ต้นเหตุคือเงิน 110 บาท ค่าเข้าอุทยานฯหรือไม่นั้น พวกคุณคิดเอาเองแล้วกัน ถ้าไม่เข้าไปมันจะล่าสัตว์ได้หรือเปล่า ทุกอย่างควรสิ้นสุดที่ศาล เพราะรัฐเสียหาย”รอง ผบ.ตร. กล่าว

 

     พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวด้วยว่า ส่วนบางข้อหาที่ไม่มีบทกำหนดโทษในคดีอาญา อัยการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งประมาณ 4 แสนกว่าบาท โดยเฉพาะตัวเสือ แต่ความเสียหายในระบบนิเวศ เรื่องนี้ปรึกษากับพนักงานสอบสวนและทางกรมอุทยานฯแล้ว ส่วนสำนวนเกี่ยวกับอาวุธปืนและติดสินบนเจ้าพนักงานรวมทั้งครอบครองงาช้างผิดกฎหมายได้ส่งให้พนักงานอัยการไปหมดแล้ว มั่นใจทุกสำนวนถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ส่งไปตั้งแต่ต้น หลักฐานพอมีก็ต้องฟ้องเห็นควรจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกข้อหา

 

     วันเดียวกัน นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 (สบอ.11) จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า หลังจากเปิดยุทธการ 3 เกาะติด 3 ปฏิบัติ รักษาป่า” ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ออกลาดตระเวนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตรอยต่อพื้นที่ 3 จังหวัด คือพิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ปรากกฎว่าได้รับรายงานจาก นายพรชัย ศรีศักดิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตาดหมอก ว่ามีผู้กระทำความผิดเข้าไปล่าสัตว์ บริเวณป่าห้วยเดื่อ หมู่ 5 ต.บ้านโคก อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ จึงสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกันเข้าจับกุมทันที พบมีกลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คน ได้ตั้งแคมป์อยู่ข้างกองไฟ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ถึงกับหน้าถอดสีตกใจพากันวิ่งหลบหนีไปได้ 1 คน เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวเอาไว้ได้ 2 คน ทราบชื่อต่อมาคือ นายวิทยา พุทธรักษา อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 13 ต.บ้านโคก อ.เมืองเพชรบูรณ์ และ นายคัมภีร์ ศรีวิเศษ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6/3 หมู่ 13 ต.บ้านโคก อ.เมืองเพชรบูรณ์ พร้อมของกลางซากหมูป่ารมควัน จำนวน 33 กิโลกรัม ซากลิงลมรมควัน จำนวน 2 ตัว

 

ฉบับ นสพ.คมชัดลึก