ข่าว

ยังต่อรองไม่เลิก

ยังต่อรองไม่เลิก

10 ต.ค. 2552

เกิดอะไรขึ้นในพรรคเพื่อคนหนีคุก ตอนแรกร้องเอะอะโวยวาย ออกอาการจะเป็นจะตาย กับแกนนำมวลชนเสื้อแดง ว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยแท้จริง ให้พ้นจากความเป็นเผด็จการ

 ค่ายสะตอเก๋าเกมเจอแบบนี้ แสดงอาการบิดตะกูด ไม่เห็นด้วย หลังจากนั้นก็เริ่มสร้างสัญญาณลวงว่า “แก้ก็ได้” แต่ขอให้ตั้ง ส.ส.ร. และมีประชามติ

 เถียงกันไปมาจนชาวบ้านเบื่อได้ที่แล้ว ค่ายสะตอก็บอกว่าไม่ต้องมี ส.ส.ร. ก็ได้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ 3 ฝ่ายไปยกร่างก็แล้วกัน

 ได้มา 6 ประเด็น ล้วนเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของนักการเมืองทั้งสิ้น ชาวบ้านไม่ได้อะไรเลย แถมยังต้องเสี่ยงเมื่อนักการเมืองจะมีโอกาสได้ยุ่มย่ามกับข้าราชการ หน่วยงานต่างๆ อิสระ เสรีในการสร้างรายได้เพิ่มหลากหลายวิธี

 เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ ค่ายสะตอเล่นองค์นิดหน่อย การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำท่าว่าจะเดินหน้า ทั้งๆ ที่มีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยจากหลายฝ่าย

 เสื้อเหลืองบอกว่าจะชุมนุมใหญ่คัดค้านแน่นอน !

 วุฒิสมาชิกส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยเช่นกัน พวกที่คัดค้านบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นปัญหา นักการเมืองต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ชอบกฎ กติกาซึ่งจำกัด ปิดกั้นไม่ให้พวกเสือหิวจับเหยื่อกินได้ง่ายๆ เหมือนในยุคคนหนีคุกเป็นใหญ่

 ล่าสุดพรรคเพื่อคนหนีคุกออกอาการโลเล บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องการให้ยกเลิกทั้งฉบับ แล้วเอาฉบับปี 2540 ซึ่งเอื้อประโยชน์สำหรับระบบกังฉินกลับมาใช้เหมือนเดิม จะได้เปิบคล่อง

 การเปลี่ยนท่าที ชักเข้าชักออก เกิดขึ้นหลังจากพ่อใหญ่จิ๋วรับตำแหน่งเป็นผู้นำสูงสุดอย่างเป็นทางการ นั่นคือใหญ่กว่าหัวหน้าพรรค ซึ่งรับบทเป็นแม่บ้านดูแลที่ทำการพรรค จ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า กำจัดแมลงสาบ ฯลฯ

 จะว่าอาการโลเล กลับไปกลับมา เป็นเพราะอิทธิพลของพ่อใหญ่จิ๋ว ก็คงไม่เป็นธรรมนัก น่าจะเป็นเพราะคำสั่งทางโทรศัพท์ข้ามโลกจากผู้นำสูงสุดกว่าประธานพรรคคนใหม่หมาดๆ นั่งเก้าอี้ไม่ทันอุ่นมากกว่า

 คนหนีคุกอยู่ดูไบ อ่านเกมค่ายสะตอออกว่าเป็นแผนยื้อลากยาว เพราะการร่าง ผ่านสภา และทำประชามติเป็นการซื้อเวลา ผลสุดท้ายถ้าตกไปเพราะประชามติไม่ยอมรับ ค่ายสะตอก็มีแต่ได้กับได้ แต่พรรคเพื่อคนหนีคุกเสียเวลา

 ดังนั้น จึงออกลายใหม่ว่า ไม่ต้องการทำประชามติ หรือแก้ไข ต้องการให้เลิกใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 เลือกตั้งใหม่ ให้คนหนีคุกกลับมาเป็นใหญ่อย่างเดิม

 เมื่อเสียงแตก ไม่ออกแนวสมานฉันท์ เท่ากับเป็นการช่วยค่ายสะตอ !

 แต่จะเหลิง หลงระเริงไม่ได้ ผลงานของรัฐบาลนำโดยค่ายสะตอยังขาดความเป็นรูปธรรม โดนใจชาวบ้าน เพราะเงินกระจายภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งยังไม่ตกถึงมือชาวบ้าน โดนสูบระหว่างทางจนสูญหายไปเยอะ

 การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงหาเสียงสนับสนุนยาก ยิ่งประเด็นซื้อเสียงโดยกรรมการบริหารพรรค หรือการทำความชั่วร้ายอื่นๆ ไม่ต้องโดนยุบพรรค ก็เท่ากับเป็นการทำให้นักการเมืองเหิมเกริม ไม่ต้องกลัวโดนแขวนนาน 5 ปี

 มีเสียงจากค่ายสะตอเป็นทำนองว่า เสียดายที่พรรคเพื่อคนหนีคุกไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พูดไปชาวบ้านก็เห็นน้ำตาจระเข้ไหลริน

 คงจะเสียใจสุดขีด เพราะแผนการยื้อเกมแก้ ลากยาว ไม่เป็นไปตามหวัง เมื่อเป็นเช่นนี้คนหนีคุกคงต้องมีใบสั่งใหม่เพื่อให้จัดการในเร็ววัน ถ้าโดนถ่วงเวลาแบบนี้ มีหวังไม่ได้กลับเมืองไทยชั่วนิรันดร หรืบกลับในรูปแบบอื่น

 ค่ายสะตอมีแต่ได้กับได้ นอกจากเป็นเจ้าแห่งหลักการแล้ว ยังสามารถสร้างความรู้สึกให้ชาวบ้านเชื่อว่าตัวเองอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามใจคนอื่นเพื่อต้องการสมานฉันท์ แต่เมื่อพรรคเพื่อคนหนีคุกเปลี่ยนใจ เบี้ยว ก็ช่วยไม่ได้

 การเบี้ยวยังมีข้ออ้างอีกว่าไม่ต้องการทำประชามติ ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งฝันหวานว่าจะได้ใช้เงิน 2,000 ล้านบาทเพื่อจัดงานนี้ คุ้มหรือไม่ ผลงานที่ผ่านมาเป็นตัวฟ้องให้เห็นชัด

 ดังนั้น เมื่อมองภาพโดยรวม การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ง่ายนัก นอกจากนั้น ค่ายสะตอยังอยากให้ความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ช่วยกลบเรื่องฟัดกันในพรรค ซึ่งแต่กันเป็นกลุ่มก๊วนมากกว่า 3 ก๊ก เสียอีก

 บ้านเมืองช่วงนี้จึงเหมือนเรือขาดหางเสือ เคว้งคว้างไร้ทิศทาง ผู้นำรัฐบาลมีปัญหากับรัฐมนตรีต่างพรรค แต่ทำอะไรไม่ได้ แถมยังถูกมองว่าปัญหาในพรรคก็จัดการอะไรไม่ได้เช่นกัน ทำให้เสียสภาพจนน่าห่วง

 ออกอาการแกว่ง จนเสียศูนย์กรณีปราสาทพระวิหาร และรถเมล์ 4,000 คัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นผู้นำจนถูกมองว่าใกล้หมดสภาพนั่นเลย

 ประเด็นการปรับ ครม. หรือแต่งเติมเฉพาะในค่ายสะตอ ก็ยิ่งทำให้การแก่งแย่งเก้าอี้สร้างรอยร้าว คนในไม่อยากออก คนนอกอยากเข้า
 ชาวบ้านดูแล้ว ได้แต่เศร้ากับอนาคตที่มืดมนนิ ! อิอิอิ !!!