
ประชามติ...
รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ระบุเอาไว้ว่า การขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น สามารถทำได้ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดังต่อไปนี้
1.มาจากรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีขอแก้ไข 2.มาจากรัฐสภาที่ต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ 3.มาจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมายขอแก้ไข
ในกรณีที่ประชาชนเข้าชื่อขอแก้ไขเท่านั้น ที่รัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ชัดว่าต้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มนี้ด้วย ถ้าหากว่ารัฐสภาได้ตกลงรับหลักการในวาระแรกแล้ว
นับว่าต่างจากกรณีที่กำลังแก้ไขกันอยู่ในเวลานี้ ที่ประชาชนไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากการตกลงร่วมกันของคณะรัฐมนตรีกับฝ่ายรัฐสภาโดยเฉพาะการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ จึงนับเป็นเรื่องของนักการเมืองโดยตรง
ประชาชนจะว่าไปแล้วก็เป็นแต่เพียงผู้ที่อยู่นอกวงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ซึ่งก็มีข้ออ้างอยู่บนความสมานฉันท์ของประชาชน รัฐบาลจึงดำเนินการให้มีการจัดทำประชามติขึ้นได้ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้
เราจึงต้องมาพูดกันถึงเรื่องประชามติอยู่ในทุกวันนี้
ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 165 ได้ระบุเอาไว้ว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใด อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีการออกเสียงประชามติได้
ก็อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังทำอยู่ในขณะนี้นั่นแหละครับ
การทำประชามตินั้นถึงอย่างไรก็เป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เป็นการให้เกียรติ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะฉบับนี้ ให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นับว่าทำชอบแล้ว
ในระบอบประชาธิปไตย ประชามติถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่แท้จริงจนมีคำกล่าวว่า ประชามติมาก่อน กฎหมายเสียด้วยซ้ำ ส่วนจะผิดถูกอย่างไรนั้น ก็นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ครั้งหนึ่งในประเทศออสเตรียได้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้น ใช้เวลาสร้าง 10 ปี และใช้เงินไปนับเป็นแสนๆ ล้านบาท ครั้นต่อมาเมื่อได้มีการทำประชามติขึ้น และมีประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับโรงไฟฟ้านี้ชนะไปแบบเฉียดฉิว ออสเตรียก็ต้องปิดโรงไฟฟ้าแห่งนี้ไปโดยปริยาย และโดยที่ไม่คิดเสียดายทั้งเงินทองและเวลา
เราแค่ 2,000 ล้านบาทยังนับว่าเป็นรายจ่ายของประชาธิปไตยที่น้อยมาก



