ข่าว

ค่าเงิน-สงครามการค้า ปัจจัยเสี่ยงการส่งออกปี 61

ค่าเงิน-สงครามการค้า ปัจจัยเสี่ยงการส่งออกปี 61

04 เม.ย. 2561

ค่าเงิน-สงครามการค้า ปัจจัยเสี่ยงการส่งออกปี 61

 

น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธาน สรท.ประเมินการส่งออกไตรมาส 1 ปี 2561 ยังขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ แต่ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่า ในขณะที่ภาวะตลาดหุ้นผันผวน ภาวะขาดแคลนอุปทานในภาคสินค้าเกษตรในบางกลุ่ม และปัจจัยลบจากนโยบายการกีดกันการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความเข้มข้น ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการค้าในระยะต่อไป

สถานการณ์ค่าเงินบาทในเดือน มี.ค.ยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.10 – 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ สรท. คาดการณ์สถานการณ์ค่าเงินบาท ปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 31.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นการแข็งค่าขึ้นจากเดือน ก.พ.เล็กน้อย แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรอบแรกแล้วก็ตาม 

สำหรับสำคัญในการแข็งค่าของเงินบาทในปัจจุบัน คือ 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจภายในประเทศและภาคการส่งออกที่ปรับตัวสูง ทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก 2.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลง 3.นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นหลังเล็งเห็นถึงความมีเสถียรภาพของค่าเงินบาท และมีมุมมองต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยว่ายังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

สรท.ได้ประเมิน 3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการส่งออก คือ 1.เงินบาทแข็งค่า แม้ว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 1.50-1.75% ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาเล็กน้อย แต่เนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2561 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.40% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ และนักลงทุนส่วนหนึ่งยังไม่มั่นใจในสหรัฐต่อความผันผวนเชิงนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐส่งผลให้เงินทุนยังไม่ไหลกลับเข้าไปที่สหรัฐ และยังเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง

ภาครัฐต้องกำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ เป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค ไม่ให้แข็งค่ากว่าคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบโครงสร้างต้นทุนสินค้า วัตถุดิบในช่วงที่ค่าเงินมีความผันผวน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศสูง รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน

2. มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายการค้ามาตรา 232 ต่อประเทศที่ได้ดุลการค้า เช่น จีน อียู เป็นชนวนให้เกิดการทำสงครามการค้า (Trade War) และส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้ค้าในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ อาทิ การปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าหลายรายการ เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม ที่ 25% และ 10% รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ แผงโซล่าเซลล์

ภาครัฐควรติดตามมาตรการกีดกันทางการค้า (เอ็นบีที) อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งหารือผู้ประกอบการและกำหนดมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้คำปรึกษาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูงของสหรัฐต่อประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ เป็นต้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และควรให้ความสำคัญและเร่งเจรจาการค้าเสรี และกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศตามมาตรฐานสากล ทั้งระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี โดยเฉพาะการรวมตัวของกลุ่มเศรษฐกิจ เช่น CPTPP ซึ่งไทยไม่ได้เข้าร่วมอาจทำให้เสียเปรียบการต่อรองทางการค้าในระยะยาว และกลุ่มเศรษฐกิจ EAEU ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ที่ไทยต้องให้ความสำคัญ

3.การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย.2561 ส่งผลกระทบต่อต้นทุนเอสเอสเอ็มอีที่ผลิตเพื่อการส่งออก

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก คือ ปัญหาความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ และสินค้าตกเรือ โดยปีนี้คาดว่าปริมาณตู้สินค้าขาเข้า-ขาออกทั่วประเทศมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นไปถึง 9.8 ล้านทีอียู จากสถิติในปีก่อนอยู่ที่ 7,784,498 ทีอียู ทำให้เกิดความกังวลถึงความพร้อมของท่าเรือแหลมฉบังทีปัจจุบันมีสภาพการจราจรแออัด โดยเฉพาะบริเวณทางเข้าท่าเทียบเรือ C1, C2 และ B5 และในบริเวณศูนย์เอกซเรย์ของศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งจะมีรถบรรทุกจอดรอเป็นระยะทางยาวมาก จึงเสนอให้ผลักดันการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางเชื่อมเข้าไปในท่าเรือ โดยกระทรวงคมนาคมควรจัดซื้อหัวรถจักรและแคร่รถไฟ เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวรถขนส่งให้เพียงพอต่อปริมาณสินค้าที่ต้องการขนส่ง และผลักดันการสร้างสถานีบรรจุตู้สินค้ากล่อง (ICD) แห่งใหม่ในแต่ละภูมิภาค เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางเชื่อมเข้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังให้มากขึ้น

ส่วนประเด็นอื่นที่ต้องการให้ภาครัฐดำเนินการ คือ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า ตามที่ได้ลงนามความตกลง Trade Facilitation Agreement เพื่อช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนสำหรับการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการค้าในระบบ B2B Cross Border e-Commerce ที่มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งรัฐต้องส่งเสริมและจัดหาตลาดศักยภาพใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักแห่งใดแห่งหนึ่ง และเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้าออกไปยังตลาดแห่งอื่น

ที่มา:·กรุงเทพธุรกิจ