ข่าว

"อดิศักดิ์"สั่งแบงก์รัฐตรึง'ดบ.กู้' อุ้มเศรษฐกิจฐานราก

"อดิศักดิ์"สั่งแบงก์รัฐตรึง'ดบ.กู้' อุ้มเศรษฐกิจฐานราก

03 เม.ย. 2561

"อดิศักดิ์"สั่งแบงก์รัฐตรึง'ดบ.กู้' อุ้มเศรษฐกิจฐานราก

 

มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี 11 เดือนที่ กนง.เริ่มมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องดอกเบี้ยนโยบาย โดยที่ประชุมมีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% อีก 1 เสียง เสนอให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 1.75% ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า ดอกเบี้ยนโยบายเริ่มเป็น “ขาขึ้น” ในระยะข้างหน้า

นายอภิศักดิ์ ตันติวงวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่ กนง. ยังมีมติให้ คงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะมีส่วนช่วยกระจายการเติบโตของเศรษฐกิจไปในทุกระดับได้ ส่วนกรณีที่ กนง. ไม่ได้มีมติเอกฉันท์ ถือเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ ไม่ได้รู้สึกกังวลว่า จะมีผลต่อการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไปแต่อย่างใด

“เราไม่กังวล เพราะเสียงแตกได้ และทฤษฎีในการคิดก็เยอะ ส่วนนโยบายดอกเบี้ยของแบงก์รัฐนั้น จะต้องเดินตามนโยบายของรัฐอยู่แล้ว เบื้องต้น ปีนี้ ไม่ควรขึ้นดอกเบี้ย เพราะเราคิดว่า เรายังต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้กระจายไปทั่ว โดยปกติแล้วเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว ความมั่งคั่งทั้งหลายก็จะไหลไปข้างล่าง แต่ที่รัฐบาลกำลังทำ คือ ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ กล่าวคือ พยายามผลักไปให้ไหลไปข้างล่างเร็วที่สุด”

‘ออมสิน’ลั่นตรึงดบ.กู้ถึงสิ้นปี

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวว่า ธนาคารจะพยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ให้นานที่สุดหรืออย่างน้อยภายในปีนี้ จะไม่เห็นว่าธนาคารปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เพราะถือเป็นนโยบายที่แบงก์รัฐต้องปฏิบัติตามเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน ธนาคารก็ยังมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรองรับการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร หรือ มีสภาพคล่องราว 3-4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ คาดแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยจะปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด โดยตลาดคาดว่า จะมีการปรับขึ้น 2-3 ครั้งในปีนี้ หรือครั้งละ 0.25% 

ชี้สภาพคล่องในระบบยังสูง

อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพคล่องในระบบที่มีจำนวนมากถึง 3-4 ล้านบาท แบงก์พาณิชย์ต่างๆก็ไม่ได้เร่งระดมเงินฝาก ขณะที่ การปล่อยสินเชื่อก็ขยายตัวเพียง 1 เท่าของจีดีพีเท่านั้น ฉะนั้น สภาพคล่องก็น่าจะเพียงพอ

“ถ้าหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยมาก เงินก็จะไหลออกมาก ก็จะทำให้เงินบาทอ่อนค่า ส่งเสริมการส่งออก ขณะเดียวกัน เมื่อเงินไหลออกมาก อัตราดอกเบี้ยในประเทศก็จะต้องปรับเพิ่มขึ้น แต่เบื้องต้น คิดว่า ภายในครึ่งปีนี้ จะยืนไว้ในระดับเดิม ส่วนครึ่งปีหลังก็จะเป็นไปตามสถานการณ์ ส่วนของแบงก์เองจะพยายามตรึงดอกเบี้ยไว้ให้ได้ถึงสิ้นปี แต่ถ้าจะปรับขึ้น ก็จะขึ้นทั้งสองขา คือ ขาเงินฝากและสินเชื่อ”

ธอส.ลั่นครึ่งแรกปีนี้ไม่ขยับดบ.

ด้านนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ภายในครึ่งปีนี้ ธนาคารจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม เนื่องจาก เรายังมีสภาพคล่องที่เพียงพอหรืออยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ เราประเมินว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดน่าจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยปรับขึ้น 1 ครั้งในปีนี้ โดยจะปรับขึ้นประมาณ 0.25%

อย่างไรก็ดี หากธนาคารจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้นั้น ก็จะปรับในสัดส่วน 50% ของดอกเบี้ยนโยบาย หรือ ประมาณ 0.125% เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐในการช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน

นอกจากนี้ นโยบายของตนในการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หลังจากครบระยะเวลาการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่แล้ว จะต้องมีอัตราเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2% เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างที่กว้างเกินไปสำหรับอัตราดอกเบี้ยคงที่กับลอยตัว เพราะหากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวมีอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่มากเกินไป จะทำให้ผู้กู้มีภาระดอกเบี้ยสูงเกินความสามารถในการหารายได้ หากรายได้ไม่เพียงพอจะกระทบความสามารถในการชำระหนี้ และ กระทบต่อเสถียรภาพของแบงก์ได้

“เวลาที่แบงก์อื่นใช้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นหรือคงที่แค่ 2 ปี เมื่อลอยตัวแล้ว อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่กับลอยตัวมันกว้างไป รายได้ขึ้นไม่ทันดอกเบี้ยที่ลอยตัว ก็กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ อานิสงส์ที่ทำให้เกิดหนี้เสีย ก็เพิ่งมาเกิดเอาตอนนี้ ฉะนั้น เราก็เลยสั่งการไปว่า อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่กับลอยตัวจะต้องไม่ห่างกันเกินไป หรือ บวกลบไม่เกิน 2%” เขากล่าวด้วยว่า ควรจะมีใครสักคนที่ออกมาส่งสัญญาณแก่แบงก์พาณิชย์ว่า ไม่ควรให้ดอกเบี้ยคงที่กับลอยตัวอยู่ห่างกันมากเกินไป

เผยไตรมาสแรกสินเชื่อใหม่โต76%

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ วันที่31มี.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทั้งสิ้นกว่า5.09หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า76.14%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลมียอดสินเชื่อคงค้างรวม 1.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น2%กำไรสุทธิประมาณ3.1พันล้านบาท คาดว่า ปีนี้ ผลการดำเนินงานจะเป็นไปตามเป้าหมาย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่ของธนาคารขยายตัวได้ คือ ธนาคารได้ออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำที่รองรับลูกค้าทุกกลุ่มอาชีพและรายได้ อาทิ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ อัตราดอกเบี้ย3%นาน4ปีแรก สำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน2.5หมื่นบาทต่อเดือน ครอบคลุมผู้ที่ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มียอดปล่อยสินเชื่อแล้วถึง5.23พันล้านบาท

โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ(บุคลากรภาครัฐ)อัตราดอกเบี้ย3%นาน4ปีแรก สำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ราชการ ยอดปล่อยสินเชื่อกว่า4พันล้านบาท โครงการบ้าน ธอส.เพื่อสานรัก อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-2 เท่ากับ MRR -3.76%หรือเท่ากับ2.99%ต่อปียอดปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า4หมื่นล้านบาท

ธปท.ชี้ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจมี.ค.พุ่ง

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนมี.ค.2561 เพิ่มขึ้นจาก 51.4 ในเดือนก่อนมาอยู่ที่ 53.3 สูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค.2556 โดยเป็นการปรับดีขึ้นทุกองค์ประกอบ ทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการภาคการผลิต และภาคที่ไม่ใช่การผลิต โดยกลุ่มผู้ผลิตมีความเชื่อมั่นด้านการผลิตและคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นมากตามอุปสงค์จากต่างประเทศที่ขยายตัวดี และอุปสงค์ในประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้น 

โดยเฉพาะในกลุ่มเคมีและปิโตรเลียม ยางและพลาสติก กระดาษ อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับภาคที่ไม่ใช่การผลิต ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ประกอบการภาคการค้าและโลจิสติกส์ตามปริมาณการค้าและคำสั่งซื้อที่ดีขึ้น

ส่วนอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 54.4 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ยังมีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นลดลงจากเดือนก่อนเกือบทุกองค์ประกอบ ยกเว้นด้านการลงทุนที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยผู้ประกอบการในภาคการผลิตมีความเชื่อมั่นลดลงในด้านการผลิตและผลประกอบการ (แต่ยังสูงกว่าระดับ 50 ทั้ง 2 ด้าน) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตเหล็กตามคาดการณ์ว่ายอดขายจะลดลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากความกังวลที่สหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม

ขณะที่ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคที่ไม่ใช่การผลิตลดลงในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง คาดว่าเป็นผลจากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนที่ปริมาณการก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง

ที่มา:·กรุงเทพธุรกิจ