ข่าว

จากมาเนาส์ถึงข้าวหอม

จากมาเนาส์ถึงข้าวหอม

09 ต.ค. 2552

เมื่อ ชาร์ล กู๊ดเยียร์ ค้นพบกรรมวิธีในการทำให้ยางคงรูป ด้วยการอบความร้อนและผสมกำมะถันและตะกั่วขาว ทำให้ยางไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะอากาศหรืออุณหภูมิภายนอกในปี 1843 และ โธมัส แฮนค็อก

ประดิษฐ์ยางตันสำหรับรถม้าเป็นผลสำเร็จในปี 1846 ได้ทำให้ มาเนาส์ ซึ่งเป็นเพียงตำบลเล็กๆ กลางป่าอะเมซอน ของบราซิล กลายเป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่งขึ้นมาในชั่วพริบตา

 สาเหตุประการเดียวที่ทำให้มาเนาส์ก้าวจากบ้านป่าแดนเถื่อนมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ก็คือ ยางพารา ซึ่งขึ้นอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติในป่าดงดิบรอบอาณาบริเวณนั้น เมื่ออุตสาหกรรมรถยนต์เฟื่องฟู ก็ทำให้ความต้องการยางเพื่อใช้ในการผลิตยางรถยนต์และอุปกรณ์อื่นๆ ของรถยนต์สูงขึ้นตามไปด้วย ว่ากันว่าเงินทองที่สะพัดในมาเนาส์นั้นมากมาย จนเจ้าของที่ดินและสวนยางอวดมั่งอวดมีกันด้วยการดื่มแชมเปญต่างน้ำ และใช้ธนบัตรใบละร้อยดอลลาร์จุดซิการ์เป็นว่าเล่น สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันความอู้ฟู่ของเศรษฐีมาเนาส์อย่างหนึ่ง ก็คือการสร้างโรงละครโอเปร่า “เตอาโตร อมาซอนนาส” กลางป่าอะเมซอน ที่ขนวัสดุก่อสร้างแทบทุกอย่างจากยุโรป ทั้งหินอ่อนจากอิตาลี โครงเหล็กจากอังกฤษ ไม้และเฟอร์นิเจอร์สไตล์หลุยส์ที่ 15 จากฝรั่งเศส แล้วลำเลียงข้ามป่าข้ามเขามาที่มาเนาส์ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าดินแดนแห่งนั้นเป็นศูนย์กลางความเจริญของทวีปอเมริกาใต้

 แต่ความเป็นเจ้าตลาดยางพารารายใหญ่ของบราซิลก็ทำให้ประเทศผู้ผลิตรถยนต์อย่างอังกฤษไม่สบายใจนัก อังกฤษลักลอบนำเมล็ดพันธุ์ยางร่วม 7 หมื่นเมล็ด จากบราซิลมาทดลองปลูกที่เรือนเพาะชำในกรุงลอนดอน จากนั้นจึงส่งไปทดลองปลูกในดินแดนที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ เช่น อินเดีย และศรีลังกา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาในปี 1882 จึงนำไปปลูกที่แหลมมลายู ซึ่งมีภูมิอากาศใกล้เคียงกับมาเนาส์ และจากนั้นมาทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ต้องพึ่งพายางจากบราซิลอีกต่อไป และมาเนาส์ก็ร่วงโรยจนเกือบจะกลายเป็นเมืองร้าง

 ยางพาราและมาเนาส์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต แต่สิ่งคล้ายๆ กันนี้ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือเรื่องข้าวแจ๊ซแมนของสหรัฐ แม้ว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการส่งออกข้าวของไทยจะไม่ค่อยแสดงความวิตกกังวลในเรื่องนี้มากนัก และบางคนยังเห็นว่าตลาดข้าวหอมไทยในสหรัฐมีปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่จากสถิติการส่งออกในปี 2006 ที่ผมได้ตัวเลขมา ไทยส่งออกข้าวหอมเป็นจำนวน 1.6 ล้านตัน มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท และข้าวไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐในปีดังกล่าว คิดเป็น 74 เปอร์เซ็นต์ของข้าวที่สหรัฐนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด โดยมีมูลค่า 6.4 พันล้านบาท ซึ่งข้าวไทยส่วนใหญ่ที่คนอเมริกันนิยมบริโภคจะเป็นข้าวหอม ประมาณ 3.5-4 แสนตัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลาดข้าวหอมไทยในสหรัฐนั้นไม่ได้เล็ก หรือมีมูลค่าต่ำแต่อย่างใด

 รหัสที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้าวแจ๊ซแมนของสหรัฐบางประการ ก็คือการจงใจตั้งชื่อว่า แจ๊ซแมน ให้ใกล้เคียงกับ จัสมิน หรือข้าวหอมมะลิของไทย และการตั้งตัวเลขประมาณการว่าชาวสหรัฐจะบริโภคข้าวหอมมะลิไทยถึง 1.6 ล้านตัน ในปี ค.ศ.2017 ซึ่งไล่เลี่ยกับปริมาณการส่งออกข้าวหอมของไทยในปี 2006 ทั้งที่หากเป็นไปตามตัวเลขประมาณการดังกล่าว ไทยจะต้องส่งข้าวหอมออกเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน ซึ่งจากผลผลิต 400 กิโลกรัมต่อไร่ของเราเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ประเทศไทยไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้นได้ แต่หากข้าวแจ๊ซแมนสามารถให้ผลผลิต 1,250 กิโลกรัมต่อไร่ได้จริง อย่างที่คุย ก็เป็นเรื่องค่อนข้างแน่นอนว่านอกจากจะตอบสนองต่อผู้บริโภคข้าวหอมในสหรัฐ (ซึ่งไม่น่าจะถึง 1.6 ล้านตันแล้ว) ยังจะครอบคลุมจำนวนผู้บริโภคข้าวหอมในที่อื่นๆ ของโลกด้วย

 นอกจากกำลังการผลิตที่เหนือกว่า 3 เท่าแล้ว การเน้นชื่อแจ๊ซแมนจะได้ผลในการประชาสัมพันธ์ข้าวหอมพันธุ์นี้ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางภายในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับข้าว “อังเคิล เบน” ขณะที่ข้าวจัสมินหรือหอมมะลิของไทย ยังเป็นชื่อรองจากยี่ห้อของบริษัทผู้บรรจุหรือส่งออก-นำเข้า ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะพิจารณาหาทางให้ความสำคัญต่อ “จัสมิน” มากขึ้น เช่นให้ทุกบริษัทใช้ตัวอักษรหรือเครื่องหมายจัสมินไรซ์ ในแบบเดียวกัน และให้คำว่า “จัสมิน” เด่นกว่าชื่อหรือยี่ห้อของบริษัทผู้บรรจุหรือส่งออก-เข้า

 สงครามข้าวหอมเริ่มแล้วล่ะครับ ถ้าไม่เตรียมตั้งรับให้ดี อนาคตข้าวหอมมะลิของไทยก็อาจจะจบลงเช่นเดียวกับยางพาราของมาเนาส์ในอดีต