
1ปี7ตุลากับกฎหมายการชุมนุมฯ
1 ปีผ่านไป ตำรวจไทยได้บทเรียนอะไรบ้างกับการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลา 51 นอกจากนายตำรวจใหญ่ 2 คนมีความผิดตามมาตรา 157
ฐานละเว้นและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คำตอบอาจขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและประสบการณ์ของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ตำรวจรู้สึกขยาดเวลาต้องมาควบคุมดูแลม็อบ แม้จะมีกฎหมายหลายฉบับกำกับดูแลไม่ให้ผู้ชุมนุมทำเกินขอบเขต แต่ก็ไม่ใช่ลักษณะกฎหมายเฉพาะ กำหนดกฎเกณฑ์ลึกลงไปในรายละเอียดปลีกย่อย
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ที่เสนอโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งตำรวจทุกคนรอคอยและตั้งความหวังว่าจะช่วยให้การปฏิบัติงานควบคุมฝูงชนง่ายขึ้น ที่ง่ายก็เพราะมีการระบุเจาะจงลงไปเลยว่าถ้าผู้ชุมนุมทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือว่าผิดกฎหมาย ตำรวจสามารถดำเนินการได้ทันที แถมมีบทลงโทษชัดเจน
ผมขอยกตัวอย่างที่สำคัญนะครับ เช่น ไม่ชุมนุมใกล้โรงพยาบาล หรือโรงเรียนขณะเปิดทำการในระยะ 200 เมตร ไม่ปิดล้อมสถานที่ราชการ หรือสถานที่ทำการของส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ไม่พกพาอาวุธเข้าที่ชุมนุมสาธารณะ ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แค่มาตรานี้มาตราเดียวก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า มีต้นกำเนิดมาจากอะไรและเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมในอนาคตยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างที่เคยเป็นมา
นอกจากนี้ ยังให้ผู้ชุมนุมยื่นเป็นหนังสือให้พนักงานท้องที่ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วัน พร้อมรายละเอียดวัตถุประสงค์ วิธีการ สถานที่ วัน เวลา และระยะเวลาชุมนุม จำนวนผู้ชุมนุม และชื่อที่อยู่ของแกนนำ ขณะเดียวกันก็ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม และออกไปจากสถานที่ชุมนุมโดยเร็ว ในกรณีที่การชุมนุมสาธารณะฝ่าฝืนกฎหมาย หรือน่าจะมีการกระทำอันเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้ชุมนุม บุคคลอื่น หรือของรัฐ และหากผู้ชุมนุมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้เลิกการชุมนุม ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้เท่าที่จำเป็นแก่สถานการณ์ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
นี่เป็นแค่ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการแล้ว เพียงแต่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นว่าบางเรื่องยังคลุมเครือ เช่น เจ้าพนักงานที่สั่งยุติการชุมนุมนั้นควรจะเป็นใคร และถ้าสั่งแล้วไม่หยุดจะมีมาตรการอย่างไร ตลอดจนขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน
ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้ว นอกจากจะยึดถือกฎหมายแล้วก็ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยชนด้วย ส่วนผู้ชุมนุมเองก็ต้องตระหนักถึงสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นด้วยเช่นกัน
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



