
พท.เสียงแตกแก้รธน.นปช.ม็อบอาทิตย์นี้แน่พมธ.ค้าน
"เพื่อไทย" เสียงแตกแก้-ไม่แก้รธน. เผยส.ส.รับลูกตามคำสั่งนายใหญ่ ปรับแผนเล่นบทตีสองหน้าเจรจา-กระทุ้งรบ.แก้รธน. เด็กพท.ประสานเสียงลั่นสภาไม่ร่วมสังฆรรมแฉเฉลิมโชว์บทบาท นำขบวนตามใบสั่งนายใหญ่ ปรับแผนเล่นบทสองหน้าเจรจา-กระทุ้งรบ.แก้รธน. "สุริยะใส"เผยแกนนำพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับท่าทีของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทยนำคณะส.ส.พรรค แถลงข่าวว่า มติของพรรคไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและทำประชามติมติ 6 ประเด็น แต่ล่าสุดวันนี้ (8 ตค.) มติวิป 3 ฝ่ายสนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น พร้อมให้ฝ่ายกฎหมายของ 2 สภาไปยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีตัวแทนพรรคเพื่อไทยคือ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมนั้น เมื่อเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวได้ขอสัมภาษณ์ส.ส.พรรคเพื่อไทยในพรรคหลายคน ความคิดเห็นยังแตกต่างเป็น 2 แนวทาง คือ
1.ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และทำประชามติ 6 ประเด็น และ 2.เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ โดยร.ต.อ.เฉลิม ปฎิเสธที่ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมติพรรคเพื่อไทยสวนทางมติวิป 3 ฝ่าย โดยระบุเพียงสั้นๆว่า ไม่ขอพูด เดี๋ยวจะมีความขัดแย้ง และที่ได้แถลงเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ได้พูดไปตามมติพรรค และทางเลขานุการวิปฝ่ายค้านได้มาขอให้แถลง เพื่อให้เป็นประเด็นข่าว ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรต้องไปถามเขา
นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มติพรรคเพื่อไทยชัดเจนว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเด็ดขาด ส่วนมติวิป 3 ฝ่ายเป็นอย่างไรนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตัวแทนวิปฝ่ายค้าน 4 คน
ด้านนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอยืนยันในพรรคไม่ได้ขัดแย้งในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมติที่ประชุมพรรคต้องการให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นร่าง และแก้ไขในประเด็นที่เห็นว่ามีปัญหา ก่อนร่วมลงชื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณา และเมื่อแก้ไขเสร็จต้องยุบสภาทันที ส่วนกรณีที่วิป 3 ฝ่าย มีมติเดินหน้ายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น และทำประชามตินั้น เป็นเพียงกลลวงของรัฐบาล เพื่อยื่นอายุรัฐบาลให้แบ่งเค้กกันมากขึ้น
ส่วนนายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะชุมนุมต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น เราไม่ได้สนใจอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่ดำเนินการเป็นเรื่องของสภา ที่ประชาชนไว้วางใจ และรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว
แหล่งข่าวจากส.ส.คณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อไทยเปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้ความเห็นของส.ส.ในพรรคแบ่งออกเป็นสองแนวทางทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและทำประชามติมติ 6 ประเด็น มาจากการที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินมายังที่ประชุมพรรคโดยบอกกับส.ส.เพื่อไทยว่าไม่ควรไปร่วมแก้รัฐธรรมนูญ 2550 แต่ควรสนับสนุนให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา ตรงนี้เองที่ทำให้ส.ส.หลายๆคนเชื่อตามแนวคิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ในทันที โดยเฉพาะร.ต.อ.เฉลิมที่ต้องการมีบทบาทในการนำพรรค ได้เรียกคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย วิปฝ่ายค้าน อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ นายไพจิตต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน เป็นต้น และไปหารือหลังการประชุมพรรคเพื่อไทย และออกมาแถลงข่าวคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น และการทำประชามติ เมื่อวันที่ 7 ตค.ที่รัฐสภา เพราะร.ต.อ.เฉลิมและส.ส.ที่เข้าร่วมหารือประเมินว่าไม่อยากเดินตามเกมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการซื้อเวลาแก้รัฐธรรมนูญ และมองว่าสุดท้ายแล้วการแก้ไขอาจไม่สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้ นอกจากนี้ในแง่กระแสสังคมต้องการให้หันไปกดดันพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งยังมองถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน และฝ่ายกฎหมายส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมองว่า จะเป็นการเปิดทางให้แก้ไขในส่วนอื่นๆ ได้ทำความเข้าใจกับร.ต.อ.เฉลิม และส.ส.ในส่วนที่ไม่เห็นด้วยแล้ว โดยหลังจากนี้ก็จะปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายแสดงท่าทีต่อการแก้รัฐธรรมนูญไปใน 2 แนวทาง เพื่อให้อีกฝ่ายทำหน้าที่กระทุ้งกดดันรัฐบาลให้มีการแก้ไขตามที่รับปากไว้ ขณะเดียวกันในส่วนของตัวแทนพรรคในวิปฝ่ายค้าน ก็จะมีหน้าที่เจรจา
นปช.ระดมพลไล่นายกฯ-ทวงรธน.40 อาทิตย์นี้
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงข่าว นปช.จะจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 11 ต.ค.นี้ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้ และรณรงค์ล่ารายชื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเอารัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 คืนมา ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ทั้งนี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษก นปช. กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 11 ต.ค.นี้ เป็น 1 ใน"แดงทั้งเดือนตุลา" และเป็นการอุ่นเครื่องก่อนจะระดมกำลังแดงทั้งแผ่นดินต่อต้านรัฐบาล โดยการชุมนุมจะเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น.-24.00 น. เน้นกิจกรรมการปราศรัยถึงสถานการณ์บ้านเมือง และเน้นย้ำจุดยืน นปช.ที่ต้องนำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมา คือไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ เพื่อซื้อเวลาของรัฐบาล และการแก้รัฐธรรมนูญบางประเด็นเอื้อประโยชน์นักการเมืองบางฝ่ายเท่านั้น
รวมทั้งจะมีการออกแถลงการณ์ระบุ เหตุผลของการระดมรายชื่อประชาชน เพื่อยื่นถอดถอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยจะมีการแจกแบบฟอร์มยื่นถอดถอนตั้งแต่วันนั้น เป็นต้นไป ภายในแคมเปญ "อภิสิทธิ์ออกไป เอารัฐธรรมนูญ 40 คืนมา" และในช่วงเวลา 20.30 น.ของวันดังกล่าว คนเสื้อแดงทั้งหมด พร้อมด้วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะวีดีโอลิงค์เข้ามา
"สุริยะใส"เผยแกนนำพมธ.พร้อมค้านแก้รธน.
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ (กมม.) ถึงจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯและพรรคการเมืองใหม่ ว่า เราคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็นอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองไม่ใช่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง หากมีการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญพันธมิตรฯ จะประชุมแกนนำทันทีเพื่อกำหนดมาตรการการเคลื่อนไหวคัดค้านซึ่งอาจจะจำเป็นต้องชุมนุมใหญ่เหมือนที่ผ่านๆ มา สำหรับแนวทางประชามติของนายกรัฐมนตรีนั้นคงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะวันนี้พรรคเพื่อไทยประกาศชัดเจนว่าจะให้ทำประชามติในประเด็นเอารัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา ซึ่งเป็นคนละแนวทางกับนายกฯ ฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นเกมการต่อรองทางการเมืองของนักเลือกตั้งไปแล้ว ไม่ได้เอาการปฏิรูปการเมืองเป็นตัวตั้งแต่อย่างใด จึงไม่มีความหมายและไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำประชามติ และคนที่คิดแก้รัฐธรรมนูญในขณะนี้ควรล้มเลิกความตั้งใจได้แล้ว ส่วนนักการเมืองบางคนออกมาคัดค้านบทบาทของพันธมิตรฯ นอกสภาเพราะเป็นพรรคการเมืองแล้วนั้น ถือเป็นความไม่เข้าใจของนักการเมืองหัวเก่าที่เคยชินกับการผูกขาดประเทศไทย ความคิดแบบนี้เป็นตัวแทนความคิดของการเมืองระบบเก่า
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า พรรคการเมืองทั่วโลกปรับตัวเข้าหาประชาชนกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปโดยเฉพาะพรรคกรีนที่มีบทบาทโดดเด่นก็โตและดำรงอยู่ได้จากเคลื่อนไหวภาคประชาชนนอกสภา ในละตินอเมริกาหลายประเทศพรรคการเมืองก็เริ่มยึดโยงกับฐานมวลชนมากขึ้น โดยเฉพาะพรรคแรงงาน มีแต่พรรคการเมืองในไทยที่กำลังจะเป็นผู้รับเหมาทำแทนประชาชน วิธีคิดแบบนี้เองที่เปิดช่องให้การเมืองกลายเป็นเรื่องของคนจำนวนน้อยไม่กี่ตระกูลที่ผลัดกันมาผูกขาดและทุจริตคอรัปชั่นจนทำให้ประเทศไทยพัฒนาช้ากว่าที่ควรจะเป็น อยากให้นักการเมืองไทยศึกษาและทำความเข้าใจสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการตื่นตัวของประชาชนเป็นสิ่งที่นักการเมืองไทยปรับตัวไม่ทันจึงมักมองว่าเป็นการเมืองข้างถนน ทำให้ระบบการเมืองไทยไม่เท่าทันและไม่สนองตอบต่อความต้องการของปรนะชาชน
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า นักการเมืองที่ดีตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมไม่ต้องกลัวม็อบ หรือไม่ต้องกลัวการชุมนุมของประชาชน ถ้าจำกันได้ในเหตุการณ์พฤาภาทมิฬ 35 ก็มีแต่บรรดารนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่ที่มาขึ้นเวทีชุมนุม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อพรรคการเมืองจัดชุมนุมแล้วจะได้รับความชอบธรรมจากสังคมเสมอไป เพราะต้องดูประเด็นและข้อเรียกร้องด้วย ยกตัวอย่าง เช่น การชุมนุมของนปช.ที่มีพรรคเพื่อไทยอุปถัมภ์อยู่ก็ไม่ได้รับความชอบธรรมจากสังคม เพราะข้อเรียกร้องไม่ได้เป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่



