
5แก๊งทั่วโลกเจาะธ.ไทยฟอกเงินข้ามชาติ
เตือนภัย 5 แก๊งฟอกเงินข้ามชาติ มุ่งไทยเป็นฐานกดเงินสด เป้าหมายธนาคารเล็กที่ไม่มีระบบป้องกัน ฝรั่งพัทยาจ้างบาร์เทนเดอร์เปิดบัญชีฟอกเงินผิด ก.ม. ผู้เชี่ยวชาญคอมพ์แนะธนาคารเจาะระบบตัวเอง นายแบงก์โอดเสียดายค่าซอฟต์แวร์ฟอกเงิน 60-100 ล้าน ปปง.เตรียมใช้มาตรฐานส
นายปริญญา หอมเอนก ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบเครือข่ายและความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การก่อการร้ายทางการเงินกำลังสร้างปัญหาให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมของไทย โดยเฉพาะการฟอกเงินผ่านทางธนาคาร ซึ่งทั่วโลกมีอยู่ 5 แก๊งใหญ่ คือ 1.แก๊งยุโรปตะวันออก 2.แก๊งอเมริกาใต้ 3.แก๊งแอฟริกา 4.แก๊งรัสเซีย และ 5.แก๊งเอเชีย โดยเฉพาะแก๊งแอฟริกาที่ดำเนินการโดยชาวไนจีเรีย และ แก๊งเอเชียโดยคนจีนร่วมกับคนมาเลเซีย นิยมทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาฟอกเงินหรือทำให้เป็นเงินถูกกฎหมายในประเทศไทย เมื่อเงินโอนผ่านบัญชีในประเทศไทยแล้ว ก็จะค่อยๆ ทยอยกดเงินสดออกมาผ่านทางตู้เอทีเอ็มของธนาคารเล็กๆ ที่ยังไม่มีระบบเฝ้าระวังการถอนเงินแบบผิดปกติ
ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ยกตัวอย่างการฟอกเงินของแก๊งชาวต่างชาติ ที่หลบเข้ามาอาศัยอยู่พัทยาว่า กลุ่มนี้จะแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวอยู่ตามชายทะเลของเมืองไทย เช่น นักท่องเที่ยวฝรั่งรายหนึ่งจ้างให้พนักงานบาร์เทนเดอร์หรือคนชงเหล้าในบาร์เมืองพัทยาไปเปิดบัญชีธนาคาร จากนั้นก็โอนเงินที่ทำผิดกฎหมายเข้าบัญชี แล้วใช้เอทีเอ็มไปทยอยกดเงินสดออกมาทุกวัน โดยธนาคารไม่รู้ว่าเป็นการฟอกเงิน แต่คิดว่าเป็นการถอนเงินตามปกติ นอกจากการฟอกเงินแล้ว แก๊งก่อการร้ายทางการเงินยังใช้วิธีแก้ไขข้อมูลธนาคาร เช่น ปลอมข้อมูลที่อยู่หรือข้อมูลส่วนตัวที่ทำอย่างแยบยลเสียจนไม่สามารถจับได้ จากนั้นก็เพิ่มบัญชีตัวเลขจาก 1 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาท เสร็จแล้วก็เบิกเงินสดออกมา
นายปริญญาแนะนำว่า ธนาคารพาณิชย์ของไทยต้องเพิ่ม "ระบบการตรวจจับการฉ้อโกง" (Fraud Detection System) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการก่อการร้ายทางการเงินผ่านธนาคาร เช่น การชำระเงินที่ผิดปกติ การโอนเงินที่ผิดปกติ ตราบใดที่ธนาคารยังไม่ได้รับความเสียหาย ธนาคารส่วนใหญ่จะไม่เปิดเผยตัวเลขความเสียหายให้สังคมรับรู้ แม้ว่าจะมีเงินสกปรกเข้ามาฟอกเงินในธนาคารของตัวเองก็ตาม เนื่องจากการทำระบบป้องกันการก่อการร้ายทางการเงินที่สมบูรณ์แบบต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยตลอดเวลา เช่น ธนาคารในต่างประเทศที่มีระบบมาตรฐานจะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกให้เข้ามาเจาะระบบของธนาคารปีละ 2 ครั้ง เพื่อทดสอบว่าระบบรักษาความปลอดภัยยังมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่ หากสามารถเจาะระบบได้ก็ต้องสร้างเครือข่ายป้องกันชุดใหม่ เนื่องจากแก๊งผู้ร้ายจะสร้างเทคนิคกลโกงใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
"ธนาคารพาณิชย์ไทยยังไม่เคยประเมินความเสียหายที่เกิดจากการก่อการร้ายทางการเงิน หากมีความเสียหายเกิดขึ้นธนาคารก็จะปกปิดเป็นความลับ ไม่กล้าให้ใครรู้ความเสียหาย เพราะกลัวเสียเครดิตกับลูกค้า หน่วยงานรัฐบาลระดับกระทรวงต้องออกกฎระเบียบป้องกันการฟอกเงินที่ได้มาตรฐาน เลิกกังวลว่า หากออกกฎระเบียบเคร่งครัดแล้วธนาคารเล็กจะสู้กับธนาคารใหญ่ไม่ได้ บังคับให้ธนาคารต้องตรวจสอบเชิงลึกอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายไฮเทคใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินข้ามชาติ" นายปริญญากล่าว
ด้าน นายขวัญชัย เลิศจุลัศจรรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์)จำกัด ซึ่งจำหน่ายซอฟต์แวร์โซลูชั่นด้านป้องกันการฟอกเงิน (Anti-Money Laundering : AML) ไปแล้วกว่า 50 ประเทศทั่วโลก กล่าวว่า เทคนิคการฟอกเงินปัจจุบันมีความแตกต่างและซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบโครงข่ายการสื่อสารที่ทันสมัย รวมถึงการเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้การฟอกเงินและการยักย้ายถ่ายเทเงินสะดวกและรวดเร็วขึ้น รวมถึงความหลากหลายของตัวกลางการฟอกเงินก็มีมากยิ่งขึ้น เช่น จากเดิมที่นิยมฟอกเงินโดยซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินทั่วไปแล้ว ปัจจุบันยังมีการซื้อหุ้นหรือเปิดบริษัทใช่ชื่อตัวแทนหรือนอมินี
"การสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าเป็นวิธีการสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ป้องกันไม่ให้มีการฟอกเงินผ่านธนาคาร เช่น หากลูกค้าโอนเงินก้อนเดียวกันต่อเนื่องหลายครั้ง หรือกรณีที่มีการโอนเงินต่ำกว่า 2 ล้านบาทในบัญชีเดียวกันหลายครั้ง ก็ถือว่าผิดปกติแล้ว เพราะหากโอนเงินเกิน 2 ล้านบาท ต้องแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อลูกค้าหลีกเลี่ยงโดยโอนเงินต่ำกว่า 2 ล้านบาทหลายครั้งในบัญชีเดียว ก็อาจแสดงให้เห็นว่าลูกค้ารายนี้มีทำธุรกิจบางอย่างที่ต้องการปกปิดความจริง ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ไทยหลายแห่งยังไม่มีระบบป้องกันฟอกเงินที่ดีพอ เพราะการป้องกันให้ได้ผลต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กจึงยังไม่กล้าลงทุน ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะให้ความสำคัญกับจุดนี้มากน้อยเพียงไร" นายขวัญชัยกล่าว
นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายบริหารการป้องกันการทุจริต ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวยอมรับว่า ธนาคารมีระบบตรวจสอบเงินฝากเบื้องต้นว่ามาจากแหล่งใด แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญขนาดดูรายละเอียดว่าเงินที่เข้าฝากระดับหลักสิบหรือร้อยบาทนั้นมีเส้นทางของเงินอย่างไร เพราะการนำเงินเข้ามาฝากไม่ใช่ความเสี่ยงของธนาคาร ไม่เหมือนการติดตามลูกค้าบัตรเครดิต อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้มีความเข้มงวดจริงจังในการตรวจสอบเรื่องการฟอกเงิน แต่หากได้รับการร้องขอมาธนาคารก็พร้อมจะตอบสอบให้
"ยอมรับว่าขณะนี้เกือบทุกธนาคารไม่มีระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ตรวจสอบการฟอกเงิน เพราะต้องมีการลงทุนสูงถึง 60-100 ล้านบาท แต่จะรู้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้นว่าเงินฝากมาจากแหล่งใด ส่วนการถอนออกไปใช้นั้นไม่ได้ตามไปดูรายละเอียดของลูกค้าแต่ละราย เพราะไมได้มีคำสั่งให้ติดตามลูกค้าทุกรายการ ยอมรับว่าอาจเป็นการเปิดช่องให้มิจฉาชีพใช้พักเงินที่ผิดกฎหมายได้ แต่ถ้าหน่วยงานรัฐมีการออกระเบียบในเรื่องนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ก็พร้อมจะดำเนินการตามอยู่แล้ว แต่ควรจะบังคับใช้กับทุกธนาคารให้มีมาตรฐานเดียวกัน" นายพงษ์สิทธิ์ กล่าว
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รองเลขาธิการ ปปง. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. ให้ข้อมูลว่า นโยบายป้องกันการฟอกเงินจากแก๊งคนร้ายผ่านธนาคารไทยนั้น นอกจากจะกำหนดให้ธนาคารต้องรายงานธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติแล้ว ขณะนี้มีการกำหนดมาตรการ "เควายซี" เพิ่มเติม หรือหลักเกณฑ์การรู้จักลูกค้าเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Know Your Customer : KYC) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับความเห็นชอบจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) โดยเน้นให้ธนาคารต้องรู้จักลูกค้าของตัวเองมากกว่านี้ จากเดิมที่มีเพียงบัตรประชาชนเพียงอย่างเดียว ก็ต้องตรวจเช็กข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญเพิ่มเติม เช่น อาชีพ แหล่งที่มาของรายได้ ความเป็นมาของตัวแทนนิติบุคคล ฯลฯ หากลูกค้ามีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางฟอกเงิน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้วิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น
ข้อมูลจาก ปปง.ระบุว่า เมื่อปี 2550 มีรายงานการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยจากสถาบันการเงินทั้งสิ้น 30,540 ครั้ง จากธุรกรรมทั้งหมด 9.5 แสนครั้ง หรือประมาณร้อยละ 3 ซึ่ง ปปง.ได้ดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์กรณีที่สงสัยจนกระทั่งสืบค้นการกระทำผิดได้ 186 เรื่อง



