ข่าว

กกต.ชี้คำสั่งคสช.53/60 มี 5 ปมขัดแย้ง-ไม่ตรงหลักการ

กกต.ชี้คำสั่งคสช.53/60 มี 5 ปมขัดแย้ง-ไม่ตรงหลักการ

28 มี.ค. 2561

กกต.ชี้คำสั่งคสช.53/60 มี 5 ปมขัดแย้ง-ไม่ตรงหลักการ ทำพรรคมีปัญหารัฐบาลรับปากแก้ไขแต่บังเงียบเตือนนักการเมืองดูกฎหมาย หวั่นทำผิดไม่รู้ตัว

           28 มีนาคม 2561 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดประชุมเพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจการแก่พรรคการเมือง ครั้งที่ 2/2561 เรื่อง แนวทางการดำเนินกิจการแก่พรรคการเมือง โดยมีแกนนำ และตัวแทนของพรรคการเมือง ทั้งสิ้น 55 พรรคการเมือง อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค, พรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์​ร รักษาการหัวหน้าพรรค, พรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย นายธีระ วงศ์สมุทร, พรรคสังคมประชาธิปไตย นำโดย นายสมศักดิ์​ โกศัยสุข, พรรคชาติพัฒนา นำโดย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรค, พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค, พรรคพลังชล นำโดย นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา เลขาธิการพรรค และมีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วม กว่า 300 คน

          ทั้งนี้นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวตอนหนึ่งโดยยอมรับถึงปัญหาและความไม่ชัดเจนของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งกกต.ฐานะผู้ปฏิบัติงานไม่ใช่ผู้ออกกฎหมาย จึงไม่สามารถตัดสินใจใด ๆ ได้ ที่ผ่านมามีพรรคการเมืองนำนปัญหาเข้าหารือ ซึ่งเกี่ยวกับคำสั่งของคสช.

           ดังนั้นจึงนำประเด็นไปปรึกษากับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ซึ่งคสช.มอบหมายให้ชี้แจง โดยเบื้องต้นทราบว่าคสช.จะแก้ไขคำสั่งที่ 53/2560 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ดังนั้นในแนวทางปฏิบัติของพรรคการเมืองหามีประเด็นปัญหาของให้พรรคการเมืองเสนอแนะมายังกกต.หากอยูในอำนาจของกกต.จะดำเนินการแก้ไขให้ แต่หากเกี่ยวข้องกับคำสั่งหรือประกาศของคสช.ต้องนำปัญหาดังกล่าวไปหารือเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งตนขอให้รีบทำก่อนที่กฎหมายต่าง ๆ จะมีผลบังคับใช้
           จากนั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการ กกต. รักษาการแทนเลขาธิการ กกต. ชี้แจงต่อการทำกิจการของพรรคการเมือง โดยเตือนพรรคการเมืองว่าพรรคการเมืองต้องทำกิจกรรมและดำเนินการด้วยตนเอง โดยคำนึงถึงระบบการปฏิรูปการเมืองด้วย และในกิจกรรมหลายอย่าง อาทิ ระบบเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส. (ไพรมารี่โหวต) พรรคต้องจัดการเอง หากไม่ทำและมีผู้ร้องเรียน กกต.ต้องแจ้งตำรวจเพื่อดำเนินการแม้สิทธิการส่งผู้สมัคร ส.ส. จะไม่เสียไป แต่กรรมการบริหารพรรคต้องได้รับโทษทางอาญา, การหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส. ผ่านป้ายหาเสียงที่กกต.กำหนดพื้นที่ติดตั้ง ผ่านกระดานประชาสัมพันธ์และติดตั้งในพื้นที่ชุมชน

          โดยผู้สมัครไม่สามารถนำป้ายติดตั้งตามเสาไฟฟ้าได้อีก ทั้งนี้เพื่อความเท่าเทียม เสมอภาคและเที่ยงธรรมกับทุกพรรคการเมือง นอกจากนั้นจะทำเอกสารประชาสัมพันธ์ผู้สมัครส่งไปยังประชาชนตามครัวเรือน เพื่อให้ศึกษาก่อนตัดสินใจออกเสียงลงคะแนน

           พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวด้วยว่าสำหรับการหาเสียงผ่านอิเล็คทรอนิกส์ หากเป็นการหาเสียงที่ผิดกฎหมาย หรือใส่ร้ายบุคคล ตามกฎหมายกำหนดให้กกต. ลบข้อความดังกล่าวออกจากระบบโซเชียลมีเดียด้วย ทั้งนี้ขั้นตอนปฏิบัติกกต.จะร่างระเบียบอีกครั้ง ขณะที่การทุจริตเลือกตั้ง หรือ ซื้อเสียง กฎหมายมีความเข้มงวดมากขึ้น และกฎหมายให้สิทธิ์กกต. ออกใบเตือน (ใบส้ม)

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมดังกล่าวทางพรรคการเมืองได้ซักถามประเด็นปัญหาและขอให้ทบทวนเจตนารมณ์ของกฎหมาย อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา, นายชูศักดิ์ ศิรินิล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย โดยสาระสำคัญของคำถามคือ ประเด็นการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค พร้อมชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง ที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 140 ระบุให้ยืนยันภายใน 30 วันนับจากวันที่ 1 เมษายน ไม่เช่นนั้นจะสิ้นสภาพความเป็นสมาชิกพรรค

          ขณะที่มาตรา 141 ระบุว่าให้ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคตามจำนวนให้ครบภายใน 4 ปีและเมื่อพ้นระยะดังกล่าวให้ถือว่าสิ้นสมาชิกภาพ ซึ่งอาจเกิดปัญหาว่าบุคคลที่เป้นสมาชิกพรรคอยู่เดิมและไม่ชำระค่าบำรุงพ้นระยะ 4 ปีอาจต้องสิ้นสภาหรือไม่, การชำระค่าบำรุงพรรคและการแสดงหลักฐานการชำระเงิน ที่ผ่อนผันให้ใช้ระบบอิเล็คทรอนิกส์แทนลงลายมือชื่อในเอกสารได้หรือไม่
          โดยนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงต่อประเด็นปัญหาตามคำสั่งหัวหน้า คสช.​ที่ 53/2560 มาตรา 140 และ มาตรา 141 ที่ฝ่ายการเมืองระบุว่ามีความขัดแย้งกัน ว่า มาตราทั้ง 2 ไม่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากมาตรา 140 คือกระบวนการยืนยันสมาชิกพรรคพร้อมกับชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง ตามกฎหมายกำหนดให้ระยะ 30 วันต้องยืนยันให้ได้ 500 คน ขณะที่มาตรา 141 คือ การปรับตัวของพรรคการเมือง ให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่

          ทั้งนี้หากพรรคใดมีสมาชิกไม่ครบจำนวนที่กฎหมายกำหนด ได้วางกรอบระยะเวลาให้ต้องจัดหาให้ได้ คือ ภายใน 1 ปีต้องมีสมาชิกพรรค ไม่น้อยกว่า 5,000 คน, ภายใน 4 ปี ต้องมีสมาชิกพรรค ไม่น้อยกว่า 1หมื่นคน เป็นต้น
นายแสวง กล่าวด้วยว่าส่วนการหาสมาชิกพรรคการเมืองรายใหม่ในช่วงเดือนเมษายนนั้นสามารถทได้ แต่ต้องขออนุญาตจาก คสช. ก่อน

           อย่างไรก็ตามในคำสั่งหัวหน้า คสช.​ที่ 53/2560 มี 5 ประเด็นที่ต้องแก้ไขเพราะขัดเจตนาและหลักการไม่ตรงกัน อาทิ เรื่องจัดตั้งสาขาพรรค ที่ทำได้หลังยกเลิกคำสั่งคสช. ที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง แต่สวนอื่น ๆ เช่น การตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด สามารถทำได้ ทั้งนี้ กกต.​สามารถแบ่งเขตเลือกตั้งได้ ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน และมีเวลาให้พรรคทำไพรมารี่โหวตภายในเดือนธันวาคม

           ดังนั้นเพื่อให้พรรคทำได้ภายใต้กรอบเวลาสั้น ๆ พรรคจึงเตรียมตัวไว้ได้ก่อน, เรื่องค่าบำรุงพรรค ที่ทำให้พรรคเสียประโยชน์ แม้บทเฉพาะกาลจะกำหนดให้ชำระค่าบำรุงพรรคได้ปีแรก 50 บาท แต่ยังไม่มีช่วงเวลาที่ชัดเจน, เรื่องการขออนุญาตทำกิจกรรมของพรรคการเมือง ใน 3 ประเด็น คือ ประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรค, จัดตั้งสาขา และตัวแทนประจำจังหวัด, การประชุมสมาชิกพรรค ที่อาจขัดกับคำสั่งคสช.​ที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมดังกล่าวตัวแทนพรรคการเมืองยังได้สอบถามต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง อื่น ๆ อาทิ สอบถามถึงความชัดเจนต่อการกำหนดวันเลือกตั้งและออกพระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนดวันเลือกตั้งเมื่อใด ทั้งนี้นายแสวง ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะทุกพรรคขณะนี้รู้เท่ากันหมด

           นอกจากนี้ตัวแทนจากพรรคชาติไทยพัฒนา ได้แก่ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา เรียกร้องให้ กกต.​ใช้ความกล้าหาญต่อการกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติของพรรคการเมือง แม้จะขัดกับคำสั่งหัวหน้าคสช.​ที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เพราะขั้นตอนยืนยันสมาชิกพรรคควรให้โอกาสได้พบปะ หรือพูดคุยในแนวทางของพรรคด้วย รวมถึงขอให้กกต.เสนอไปยัง คสช.​ให้ยกเลิกคำสั่งที่เป็นอุปสรรคต่อการทำกิจกรรมทางการเมืองด้วย

          ทั้งนี้นายแสวง กล่าวแบบติดตลก ว่า "เรารับไว้ แต่ทำไม่ได้ เพราะคนที่เสนอให้ทำนั้นก็ถูกทำให้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว"