
"บิ๊กตู่"สั่งทุกกระทรวงเอกซเรย์ขรก.โกง-ผิดร้ายแรงไล่ออกทันที
"บิ๊กตู่"สั่งทุกกระทรวงเช็คขรก.เอี่ยวโกง ลั่นผิดร้ายแรงไล่ออก เกียร์ว่างเด้งทันที ศธ.จ่อสอบ50ขรก.เอี่ยวโกงกองทุนเสมาฯ " สนช."รับลูกนายกฯส่งศาลตีความก.มลูกส.ส.
เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคสช. ว่า ที่ประชุมคสช.และที่ประชุมครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์การดำเนินการมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ในกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือมีข้อมูลข่าวสารว่าจะมีการทุจริต ขอให้หัวหน้าหน่วยงานราชการเริ่มตรวจสอบทันทีที่มีข้อมูลปรากฏขึ้น โดยจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่เกิน 7 วัน และผลตรวจสอบจะต้องเสร็จภายใน 30 วัน โดยหากพบว่ามีความผิดจะต้องปรับย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรง ให้หมุนเวียนอยู่ภายในกระทรวงเดิม
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า หากกระทำผิดทางวินัยร้ายแรง แต่ไม่ถึงขั้นปลดจากราชการหรือไล่ออกจากตำแหน่งเดิม ให้หน่วยงานต้นสังกัดปรับย้ายไปอยู่ตำแหน่งอื่น โดยให้มาอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีแทน และห้ามปรับย้ายกลับไปดำรงตำแหน่งหน้าที่ในสังกัดเดิมอีก หรือตำแหน่งที่สูงขึ้นภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาคิดบัญชีแค้นกับพยานได้ และเป็นมาตรการให้ข้าราชการเข็ดหลาบว่าการเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการต้องแลกมาด้วยความตั้งใจในการทำงานและความสุจริต โปร่งใส และหากกำลังพลในการตรวจสอบไม่เพียงพอสามารถร้องขอมาที่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ได้ ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าสามารถสรุปความผิดได้ชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิด ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยต่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทันทีไม่ต้องรอผลทางคดีอาญา
“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การใช้อำนาจตามมาตรา 44 แต่เป็นการใช้อำนาจตามปกติ หัวหน้าส่วนราชการจะต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ ไม่ให้เกิดความชะงักชักช้าอย่างเด็ดขาด รวมถึงข้าราชการที่เกียร์ว่างด้วย แต่ไม่ได้หมายรวมถึงขั้นว่าจะไล่ออก โดยนายกฯ สั่งการว่า ถ้ามีข้าราชการเกียร์ว่าง ไม่สนใจทำงาน จะต้องโยกย้ายจากตำแหน่งเดิมทันทีโดยไม่ต้องรอฤดูกาลโยกย้าย” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
แจ้ง50คนเอี่ยวทุนเสมาฯให้ข้อมูล
ความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ตั้งแต่ปี 2551-2561 จำนวน 88 ล้านบาท วันเดียวกัน นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้จะทำหนังสือเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่ปลัด ศธ. รองปลัด ศธ. ผู้ช่วยปลัด ศธ. ผู้อำนวยการสำนักกิจการการศึกษาพิเศษ เจ้าหน้าที่การเงิน ตั้งแต่ปี 2550-ปัจจุบัน ประมาณ 50 คน มาให้ถ้อยคำและยืนยันเอกสาร สำหรับอดีตรองปลัด ศธ. และอดีตปลัด ศธ. หากไม่สะดวกมาด้วยตนเอง ก็สามารถทำบันทึกชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาได้ ซึ่งบุคคลที่เชิญมาให้ถ้อยคำไม่ได้หมายความว่าอยู่ในข่ายที่สงสัยหรือกระทำผิด เป็นการเชิญมาเพื่อเป็นพยานบุคคล เพื่อสรุปผลว่าสุดท้ายข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สำหรับนางรจนา สินที ก็จะเชิญมาให้ข้อมูลตามปกติ แต่จะมาหรือไม่ก็ได้
นายอรรถพล กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สัปดาห์หน้าคณะกรรมการฯ จะลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี โดยจะขอดูรายละเอียดการดำเนินการที่ผ่านมา ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่านางรจนาไม่ได้ทำเพียงคนเดียวนั้น ทุกคนมีสิทธิไม่เชื่อ ซึ่งทุกอย่างจะดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน เอกสารต่างๆ ซึ่งผู้ที่จะสืบสาวเชิงลึกได้ดีที่สุดคือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีกทั้งเรื่องนี้มีการเชื่อมโยงกันหลายส่วน โดยเฉพาะกับธนาคารกรุงไทย ที่พบว่าในปี 2550-2561 มีการโอนเงินจำนวน 36 ครั้ง ซึ่งข้อมูลตั้งแต่ปี 2550-2559 การโอนเงินผ่านระบบจีโร่ (GIRO) ศธ.ระบุเฉพาะเลขที่บัญชีมาตลอด ซึ่งธนาคารสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยเหตุอ้างว่าได้โอนเงินตามบัญชีนั้นแล้ว
เด้ง13ตร.1ผอ.พันค้ามนุษย์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำเมื่อวันที่ 27 มี.ค.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 73/2561 เรื่อง ให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยที่การค้ามนุษย์เป็นปัญหาสำคัญร้ายแรงที่รัฐบาลกำหนดเป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องป้องกันและปราบปรามอย่างเฉียบขาด โดยเมื่อมีเรื่องร้องเรียนหรือตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนกระทำความผิด จึงต้องดำเนินการทางวินัยและทางอาญาโดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินการความถูกต้อง เป็นธรรม พยานกล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงและนำหลักฐานมาแสดง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (3) และ (4) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกฯจึงมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจและข้าราชการอื่น รวม 14 ราย ที่รายงานเบื้องต้นว่ามีส่วนกระทำความผิดดังกล่าว มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีในระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงและการดำเนินการทางวินัยโดยความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือทางอาญา โดยไม่ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิม และให้อยู่ในการกำกับดูแลของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)
ขณะเดียวกันให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) หรือหน่วยงานต้นสังกัดโยกย้ายข้าราชการเหล่านี้ออกจากตำแหน่งเดิมไปสู่หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องการค้ามนุษย์ โดยไม่เลื่อนตำแหน่งหรือยศสูงขึ้น จนกว่าจะมีคำสั่งสำนักนายกฯเป็นประการอื่นประกอบด้วย1.พ.ต.อ.นคร พักไพโรจน์ 2.พ.ต.อ.พิศุทธิ์ ศุกระศร 3.พ.ต.ท.กิตติชัย โถวิเชียร 4.ร.ต.อ.หญิงจริยาภรณ์ พ่วงพี่ดี 5.ร.ต.ท.ยุทธพล อนันตวิเชียร 6.ร.ต.ท.สมปอง หีบแก้ว 7.ร.ต.ท.สุรศักดิ์ ชาญขุนทด 8.ร.ต.ต.กัมปนาท สาเกทอง 9.ด.ต.วิชัยรัตน์ มงคลเคหา 10.ด.ต.สมศักดิ์ หวังมีสุข 11.ด.ต.อนันต์ สมศรี 12.ด.ต.อภินันท์ แก้วผล 13.จ.ส.ต.วโรดม วรพันธ์ และ 14.นายเจริญ ศรีพรม ผอ.โรงเรียนบ้านนาน้อย อ.ภูเรือ จ.เลย.
ยันสอบบิ๊กพม.ปมเงินคนจนเต็มที่
วันเดียวกัน พ.ต.ท.เธียรรัตน์ วิเชียรสรรค์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนายณรงค์ คงคำ รองปลัดพม. กรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อเท็จจริงอยู่ แต่ก็ยังมีข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งเอกสารและตัวบุคคลที่เข้ามาให้ข้อมูล ซึ่งทางคณะกรรมการก็พยายามเร่งรีบเพื่อสรุปผลให้ได้ภายในเดือนมีนาคม ทั้งนี้ ข้อมูลที่มีขณะนี้ถือว่าครบถ้วนระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหา เราได้เอกสารหลักฐานมาครบถ้วน แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าเป็นอย่างไร รวมถึงผลสอบจะเป็นอย่างไร จะเสนอรมว.พม.อย่างไร เพราะคณะกรรมการถูกตั้งโดยคำสั่งลับมาก จึงไม่สามารถเปิดเผยการดำเนินการอะไรได้
พ.ต.ท.เธียรรัตน์กล่าวอีกว่า ประชาชนสามารถเชื่อใจการสืบสวนของคณะกรรมการได้ เราเป็นคนนอกเกือบทั้งหมด คงไม่มีใครเอาเครดิตมาเสีย ทุกคนทำงานเต็มที่ที่สุด ไม่มีส่วนได้เสีย ว่ากันตามข้อเท็จจริงทุกอย่าง ฉะนั้นก็ขอให้มั่นใจในการทำงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ไม่ดีว่ากันตามเนื้อผ้าต้องสอบสวนกันไป
‘อนุพงษ์’ลั่น ไม่ยอมให้มีทุจริต
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม ครม. กรณีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายไม่ยอมเซ็นโครงการแม่ฟ้าหลวงเชียงรายว่า ถ้าเป็นเรื่องการทำงาน กระทรวงมหาดไทยถือเรื่องของความโปร่งใสเป็นนโยบายสำคัญ ซึ่งยึดตามนโยบายของรัฐบาล หากมีการทุจริตจะต้องดำเนินการตามกฎหมายและจะให้เกิดขึ้นไม่ได้ กรณีของผู้ว่าฯ เชียงราย จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา และให้รายงานขึ้นมาภายในวัน 3 วัน คิดว่าในวันที่ 28 มีนาคมนี้ จะทราบรายละเอียด และสั่งให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว เราให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว ดำเนินการไปตามนโยบายเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
เลือกตั้งท้องถิ่นส่อเลื่อน-แก้ทั้งฉบับ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวภายหลังการประชุมครม. ถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น จำนวน 6 ฉบับ ว่า ตอนนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษกำลังพิจารณาร่างกฎหมายที่มาจากกกต. และกระทรวงมหาดไทย โดยเห็นว่าจะต้องปรับแก้ประมาณ 130 มาตรา หรือเกือบทั้งฉบับ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอกลไกต่างๆ เพิ่มเติมเข้ามาในร่างกฎหมาย เมื่อถามว่าจะสามารถทำเสร็จภายในเวลา 1 เดือนตามที่คาดไว้ในตำแหน่งหรือไม่ นายดิสทัต กล่าวว่า เราจะพยายามทำให้เร็วที่สุด โดยไม่ขอพูดถึงเรื่องกรอบเวลา เพราะไม่อยากพูดกลับไปกลับมา เมื่อถามย้ำว่าจะส่งผลให้กำหนดการการเลือกตั้งท้องถิ่นจะต้องเลื่อนออกไปจากเดิมที่คาดว่าเป็นในช่วงกลางปีหรือไม่ นายดิสทัต กล่าวว่า ขอจัดทำร่างกฎหมายให้เสร็จก่อน
นายดิสทัต กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า สนช.จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ว่า ที่ประชุม ครม.ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ และไม่ทราบรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ทราบว่าร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวถูกส่งถึงนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของสนช.ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม แม้ สนช.จะส่งร่างกฎหมายมาที่นายกฯ แต่ สนช.ยังสามารถเข้าชื่อเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ ตามกรอบเวลาและกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด
"บิ๊กตู่ไม่สนกลุ่มอยากเลือกต้้ง
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการคสช.และประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีการวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองของคสช. ภายหลังกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเริ่มจัดชุมนุมฝ่าอำนาจฝืนคำสั่ง คสช.ว่า ไม่ให้ความสำคัญมากนัก เพราะทราบว่าเป็นคนกลุ่มเดิม รวมทั้งมีวัตถุประสงค์อื่นหรือไม่ และอาจมีการสนับสนุนจากภายนอก จึงไม่ใช่เจตนาบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จะตรวจสอบในทางลึกในส่วนของแกนนำว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใดหรือไม่ในการละเมิดกฎหมาย ซึ่งจะมีผลต่อพรรคการเมืองในอนาคต ย้ำว่าไม่ได้ปิดกั้นแต่ขอให้เข้าใจว่าวันนี้บ้านเมืองต้องการอะไร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังทราบว่ามีประชาชนบางส่วนที่เดือดร้อนจะฟ้องร้องทุกข์กล่าวโทษ จึงไม่อยากให้เกิดคดีความ เพราะจะกลับมาโทษรัฐบาลอีกและอันตรายก็จะเกิดขึ้น เมื่อมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการประท้วง อาจเกิดการบานปลายและเป็นเหมือนเดิมอีก จึงขอให้เลิกการจัดม็อบ ซึ่งขนาดมีคำสั่งยังฝ่าฝืนขนาดนี้แล้ววันหน้าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่แน่ใจ ยืนยันไม่ได้ขู่แต่ทุกครั้งก็มักจะเริ่มจากตรงนี้
ยังไม่ชัดรับนั่งนายกฯคนนอก
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีจะยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกฯ คนนอกหรือไม่ ว่า ยังไม่พิจารณาเรื่องนี้ หากมีการเสนอมาก็ตอบรับได้เพียงพรรคเดียว แต่ยังไม่รู้ว่าจะรับหรือไม่และจะรับพรรคไหน ซึ่งการตัดสินใจก็ต้องพิจารณาจากนโยบายของพรรค จึงต้องค่อยๆ ดูไป มีเวลาอีกเยอะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงไหน วันนี้ขอให้ได้ทำงานไปก่อน ย้ำว่าไม่ได้หวังผลทางการเมือง ขณะเดียวกันอยากให้เสนอชื่อคนอื่นไปก่อนไม่มีหรืออย่างไร อยากให้ไปขอคนอื่นก่อนแล้วค่อยมาพูดกับตน ไม่ใช่เอาตนเป็นตัวตั้ง เพราะตนไม่ใช่คนเก่ง ดีเลิศประเสริฐศรีคนเดียวเสียเมื่อไหร่
เมื่อถามว่า จะมีความชัดเจนเรื่องจะรับหรือไม่รับเป็นนายกฯ คนนอก ก่อนร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งประกาศใช้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น ส่วนที่ถามว่า จะเลือกเป็นนายกฯ คนนอกแบบใดนั้น ยังไม่เลือก
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้สถานการณ์แกว่งไปแกว่งมาจนทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งว่า “เธอแกว่งไปเอง อย่าทำให้แกว่งสิ”
เผยสั่งทบทวนก.ม.ลูกส.ส.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ขณะนี้รัฐบาลได้รับร่างดังกล่าวแล้ว และยังมีเวลาในการพิจารณาก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยในวันที่ 12 เมษายน จึงให้ฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบร่างฯ ดังกล่าวอีกครั้งว่าควรจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ ซึ่งหากยื่นให้ตีความก็ไม่น่าจะใช้เวลาช้าเกินไป จึงขอความกรุณาให้ศาลรับเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณา เพราะกฎหมายลูกถือเป็นประเด็นสำคัญ และขอให้ช่วยรัฐบาลในการดูแลให้อยู่ในกรอบโรดแม็พด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีการแสดงความเห็นของแต่ละฝ่ายที่อาจจะมีเจตนาดี หวังว่าจะเร็วขึ้นตามที่กระแสสังคมต้องการ แต่เมื่อเกิดปัญหามากๆ ก็ไม่อยากนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะไม่อยากให้มีปัญหาในขั้นตอนนั้น อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อาจมีปัญหาใน 2 ประเด็นคือ เรื่องการช่วยเหลือคนพิการในการกาบัตรเลือกตั้ง รวมทั้งเรื่องที่อาจจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิ ซึ่งหากใครเห็นว่าถูกละเมิดสิทธิก็สามารถฟ้องร้องได้ในภายหลัง แต่สิ่งสำคัญที่ตนระมัดระวังมากที่สุดคือไม่ให้มีปัญหาในขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ที่จะมีความขัดแย้งไม่ได้ จึงขอให้เข้าใจรัฐบาลด้วย และไม่ต้องการโยนความรับผิดชอบไปที่อื่น ซึ่งรัฐบาลนี้จะไม่ทำแบบนั้น แต่ต้องแก้ปัญหาให้ได้
หวั่นไม่ส่งศาลอาจถูกฟ้องร้อง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การพิจารณากฎหมายของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็เป็นไปตามกลไกของกฎหมาย ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องดีที่มีความขัดแย้งกัน ไม่ใช่คล้อยตามกันทุกเรื่อง แต่รัฐบาลมีหน้าที่เพียงทำให้การเลือกตั้งเป็นไปตามที่กำหนด แต่จะทำอย่างไรก็ต้องดูตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาแต่เป็นความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย เพราะกรรมาธิการมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และมติก็ออกมาตามเสียงส่วนใหญ่ แต่ต้องพิจารณาว่าประเด็นของเสียงส่วนน้อยนั้นจะมีปัญหาในอนาคตหรือไม่
“ผมได้บอกไปแล้วว่าจะทำอย่างไร ไม่ให้ร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับมีปัญหาจนเกิดการฟ้องร้องในอนาคต ไม่ใช่ห่วงแต่เรื่องการเลือกตั้ง จนไม่สนใจกฎหมายจะเดินได้หรือไม่ เพราะทุกคนก็หวังดีกันทั้งนั้น ไม่ได้เข้าข้างใคร หากมีการเข้าข้างกันจริงวันนี้ก็คงจบไปแล้ว ก็ต้องไปวิเคราะห์ดูว่าจะมีผลกระทบวันหน้าหรือเปล่า วันหน้าถ้าเลือกตั้งไปแล้ว ไปฟ้องร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้วจะทำอย่างไร ถ้ามันผิดแล้วยังไงก็ฟาวล์หมดหรือ แล้วผมก็ต้องรับผิดชอบอีกหรือ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ยันไม่สมคบคิดลากยาวเลือกตั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่ได้บอกว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณาร่วมกันก่อนและยังพอมีเวลา ซึ่งต้องคำนึงถึงโรดแม็พด้วย เพราะจะหาว่าไปถ่วงเวลาตามทฤษฎีสมคบคิด แต่พวกคุณสมคบคิดกันไปเองว่ารัฐบาลต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ รัฐบาลต้องเดินหน้าตามกรอบเวลาที่กำหนด ตามกฎหมายที่มีอยู่ ไม่ต้องการลากยาวอะไรทั้งสิ้น ถ้าบอกว่าเลือกตั้งได้อะไรหรือไม่ก็คงไม่เกี่ยวกับตนแล้ว ถ้าอยากเลือกตั้งก็เลือกมา แต่อย่ามาโทษรัฐบาลว่าเลือกแล้วได้คนไม่ดี
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า ส่วนจะตอบได้หรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่เป็นโมฆะนั้น ถ้า พ.ร.ป.ออกมาชัดเจนไม่มีปัญหา การเลือกตั้งก็ไม่เป็นโมฆะ และกำลังทำไม่ให้เป็นโมฆะอยู่ ตนพูดไม่ได้ แต่อยู่ที่ทุกคน ไม่ใช่อะไรก็นายกฯ ถ้าทำคนเดียวก็คงไม่ยากแบบนี้ แต่มันก็ไม่ได้ เพราะนายกฯ ไม่ใช่ผู้วิเศษ
“บิ๊กป้อม”ชี้ยื่นศาลไม่กระทบโรดแม็พ
ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มการยื่นตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังพิจารณาอยู่ ส่วนจะให้สนช.หรือครม.ยื่นตีความนั้นยังไม่ทราบ เพราะยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ทราบเพียงว่านายกฯ กำลังพิจารณาอยู่
เมื่อถามว่าหากยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. อาจจะกระทบกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่กระทบ ถ้าทำอะไรก็ต้องทำให้อยู่ในกรอบของเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้แก้ไขก็อาจกระทบกับวันเลือกตั้งตามที่นักกฎหมายหลายฝ่ายคาดไว้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ก็ต้องตกไป ก็ต้องทำใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรายังไม่รู้ว่าจะยื่นตีความหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ต้องมีการหารือกับหลายภาคส่วน
มาร์คเห็นด้วยให้ศาลตีความ
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ สนช.อาจยื่นตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ว่า หากมีปัญหาและไม่เกิดความชัดเจนหรือจะเป็นอุปสรรคในอนาคตต่อไปก็ควรทำให้ชัดเจน ตนมีความยินดีที่จะสนับสนุนในการยื่นตีความ พร้อมยืนยันว่าคสช.สามารถดำเนินการได้โดยไม่ทำให้โรดแม็พเคลื่อน โดยที่สมมุติว่าการยื่นตีความแล้วเสียเวลา 1 เดือน พอตีความเสร็จแล้ว ทางคสช.ก็สามารถแก้ไขการบังคับใช้กฎหมาย 90 วันออกไป ให้เป็นบังคับใช้ 60 วัน 30 วัน หรือให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ทันที มองว่าคสช.ก็สามารถทำได้ เพราะแม้แต่กฎหมายพรรคการเมือง คสช.ยังทำได้เลย จนพรรคการเมืองต้องให้สมาชิกมายืนยันตัวตน ดังนั้นกฎหมายส.ส.ก็สามารถทำได้อยู่แล้ว และการเลือกตั้งก็จะอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้
เพื่อไทยซัดปาหี่ยื้อเลือกตั้ง
นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า กรณีรัฐบาลอาจจะยื่น พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น หากดำเนินการจริง ทำให้เห็นว่าฝ่ายรัฐบาลกำลังเล่นเกมอะไรหรือไม่ ทำไมกลับไปกลับมา มีนัยอะไรกันแน่ หากทำจริงจะทำให้การเริ่มนับหนึ่งในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายกฎหมายนี้ต้องเลื่อนออกไป
“เมื่อมีการยื่นให้ศาลแล้ว ไม่รู้ศาลจะให้เวลาพิจารณาเท่าไหร่ หากวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ต้องแก้ไขอีก ต้องใช้เวลา ดังนั้นหากเป็นเช่นนี้ก็มีผลต่อโรดแม็พเลือกตั้งแน่นอน ไม่เข้าใจว่ามีเจตนาอะไร หรือกำลังเล่นปาหี่ เล่นเกมยื้อเวลา หรือซื้อเวลาให้การเลือกตั้งช้าออกไป อย่างนี้ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจ” นายชูศักดิิ์กล่าว
นายชูศักดิ์กล่าวอีกว่า ที่สำคัญเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าคนที่เป็นองคาพยพเดียวกัน มีเจตนาที่ทำให้กฎหมายเกิดปัญหาขึ้น หากจะเขียนให้กฎหมายถูกต้องตามรัฐธรรมนูญย่อมทำได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็จะเห็นร่องรอยของเจตนาให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป
สมชัยแจง2ปมจ่อผิดรธน.
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า เรื่องดังกล่าวมีเรื่องที่จะพิจารณา 2 ประเด็น คือ1.เนื้อหาของร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าวควรจะมีการยื่นตีความหรือไม่ และเรื่องดังกล่าวจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ โดยมองว่าประเด็นที่มีการตัดสิทธิคนที่ไม่ไปเลือกตั้งไม่สามารถเป็นข้าราชการการเมืองได้นั้น เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ถึงจะมีการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองขึ้น หากผู้ที่เห็นว่าตัวเองได้รับความเสียหายก็มีช่องทางในการฟ้องร้องขอความเป็นธรรมอยู่แล้ว ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะกระทบต่อการเลือกตั้ง ส่วนประเด็นการให้เจ้าหน้าที่ช่วยผู้พิการลงคะแนนนั้น ก็เฉพาะในส่วนของคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งมีจำนวนไม่มาก และการทำประชามติรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2557 ก็มีการใช้วิธีดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิเลือกตั้ง และสอดคล้องกับหลักการสากล จึงไม่น่าจะมีปัญหา
2.เรื่องกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องพิจารณาว่าขณะนี้ยังอยู่ในชั้นที่สามารถดำเนินการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความได้หรือไม่ เพราะถ้าพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 145 ที่ระบุว่านายกรัฐมนตรีมีเวลา รอไว้ 5 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมาย ถ้าไม่มีกรณีต้องดําเนินการตามมาตรา 148 ซึ่งก็คือการทักท้วงจาก สนช.หรือนายกฯเห็นว่าร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ หากไม่มีการดำเนินการตามมาตรา 148 ในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว นายกฯจะต้องนํากฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯถวายภายใน 20 วัน ดังนั้นกรอบเวลาการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจึงไม่ใช่ 5+20 วัน เพราะหากเป็นอย่างนั้นในกฎหมายคงจะเขียนกรอบเวลาให้สนช.ทักท้วงหรือนายกฯยื่นตีความภายใน 25 วันตั้งแต่แรกแล้ว
“ตอนนี้น่าจะเกิน 5 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว หากนายกฯได้รับร่างกฎหมายจาก สนช.วันที่ 20 มีนาคมอยากให้อ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 145 และ 148 ให้ดี ว่าอยู่ในกรอบ 5 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ เพราะหากมีการยื่นตีความแล้ว ผู้ที่ยื่นตีความจะกระทำขัดรัฐธรรมนูญ” นายสมชัยกล่าว
เมื่อถามว่านายมีชัยให้สัมภาษณ์ว่าขั้นตอนการยื่นตีความมีกรอบเวลา 5 วัน บวก 20 วัน รวม 25 วัน นายสมชัย กล่าวเพียงสั้นๆว่า “ก็ลองดูสิ”
คาด29-30มี.ค.ชัดเจนยื่นศาลหรือไม่
ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงผลการประชุมว่า กระแสข่าวว่าสนช.จะเข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความพ.รป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.นั้น ตอนนี้ยังไม่มีการล่ารายชื่อ ตามขั้นตอนที่ผ่านมา ประธานสนช.ได้ส่งร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ให้นายกรัฐมนตรี เพราะเห็นว่าไม่มีข้อห่วงกังวลให้ต้องยื่นศาลตีความ หากจะมีการล่ารายชื่อ ต้องมีหนังสือถึงนายกฯ ในลักษณะที่ตีร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ส่งกลับมายังประธานสนช.ก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจน หากสนช.จะมีการเข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ตามมาตรา 148 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในประเด็นการตัดสิทธิข้าราชการเมืองหากไม่ไปเลือกตั้ง และการให้เจ้าหน้าที่ลงคะแนนแทนผู้พิการ ตามที่มีข้อห่วงกังวลน่าจะเกิดขึ้นในวันที่มีการประชุมสนช.วันที่ 29-30 มีนาคมนี้
‘บิ๊กจอม’ย้ำ ผบ.เหล่าทัพไม่ถอนตัว คสช.
ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ ดอนเมือง พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะสมาชิก คสช. กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเรียกร้องให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพแยกขาดจาก คสช.ว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการ คสช. ได้ตอบคำถามไปหมดแล้ว ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ คสช.เองก็ไม่ได้ไปแทรกแซงการเมือง เพราะหน้าที่ของ คสช.จริงๆ คือทำให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่ดี ดังนั้นเราก็มีหน้าที่แค่นั้น อย่างไรก็ตาม คสช.ก็คือทหาร จึงไม่มีความเป็นไปได้ที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะออกจากการเป็นสมาชิก คสช. ขอให้กลุ่มคนดังกล่าวอย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย
ส่วนที่กลุ่มคนดังกล่าวมีแนวโน้มจะเดินทางมากดดันกองทัพอากาศนั้น พล.อ.อ.จอมกล่าวติดตลกว่า “ก็จะตั้งโต๊ะเลี้ยงน้ำ เกรงว่าจะเหนื่อย เพราะระยะทางไกล แต่คิดว่ากลุ่มดังกล่าวคงจะไม่มากองทัพอากาศ”
“สุเทพ”โวย13พันธมิตรถูกอายัดบัญชี
วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban ซึ่งเป็นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ โพสต์ข้อความทำนองตัดพ้อเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกอายัดเงินในบัญชีธนาคาร หลังจากต้องชดใช้เงินค่าเสียหายในคดีปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเงินรวม 522 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ปี นับแต่ 5 ธันวาคม 2551 แต่ยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกันซึ่งยังไม่เป็นที่ยุติ ทั้งนี้นายสุเทพโพสต์ข้อความไว้ว่า
“เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา กรมบังคับคดีส่งเอกสารถึงทุกธนาคาร อายัดทุกบัญชีของพวกเรา แต่เพิ่งทราบจริงวันนี้(23)หลังจากเพื่อนโอนเงินมาให้ ไปกดATMไม่ได้ จึงไปติดต่อธนาคารจึงทราบเรื่องทั้งหมด อายัดทุกบัญชี จะกี่บาทก็ช่าง และมันคงจะเป็นภาวะแบบนี้ไปจนกว่าเขาจะสามารถยึดทรัพย์เราได้ทั้งหมด..มันเป็นเช่นนี้เอง ความรู้สึกเจ็บลึกในอก..แม่เจ้าโว้ย!!! ทีคนโกงชาติบ้านเมืองมันทำอะไรกันอยู่ ทีกับคนที่ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง เอ็งทำได้และรีบทำ..”
สำหรับ 13 แกนนำ/แนวร่วมพันธมิตรฯ ที่ถูกทอท.ฟ้องแพ่ง ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายอมร อมรรัตนานนท์ นายนรัญยู หรือศรัณยู วงษ์กระจ่าง นายสำราญ รอดเพชร นายศิริชัย ไม้งาม นางมาลีรัตน์ แก้วก่า และนายเทิดภูมิ ใจดี
เปิดแอพรับสมาชิกพรรคปชป.ยืนยัน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ แถลงถึงการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนสมาชิก 2.5 ล้านคน ซึ่งพรรคเน้นการมีส่วนร่วมมาโดยตลอด แต่วันนี้คสช. กำหนดกฎให้เริ่มใหม่ทั้งหมด โดยยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะระดมให้สมาชิกเข้ามายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคให้มากที่สุด แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การที่คสช.ไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองก็ตาม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มีเวลา 30 วันในการเลือกสมาชิกพรรค หากไม่นับวันหยุดโดยนับแต่วันทำการ จันทร์ถึงศุกร์ ก็จะมีเวลาทำการเพียง 17 วัน ที่ต้องพยายามสื่อสารให้สมาชิกมายืนยัน ยอมรับว่าลำบากมาก โดยในวันที่ 1 เมษายนนี้ สมาชิกสามารถมายื่นเรื่องได้ที่สำนักงานใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ และสาขาของพรรค อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้มีการกำหนดว่าสมาชิกต้องนำบัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านมาด้วย
“วันนี้พรรคประชาธิปัตย์พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้สมาชิกง่ายขึ้น โดยมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นชื่อ D-Connect (ดี-คอนเน็ค) เพื่ออำนวยความสะดวก โดยสามารถใช้บัตรประชาชนเพื่อกรอกเลข 13 หลักในบัตรประชาชน พร้อมชำระค่าสมาชิกรายปี หรือตลอดชีพเพื่อเป็นการยืนยัน ระบบนี้จะจัดทำทั่วประเทศ ทั้งนี้เราได้เตรียมแอพพลิเคชั่นที่สามารถที่จะทำเรื่องการโอนเงินไว้ด้วย สามารถเลือกชำระเงินค่าบำรุงได้เลย แต่ปัญหาขณะนี้คือ ธนาคารไม่ยอมให้ทำการชำระเงิน เพราะต้องมีมติคณะกรรมการบริหารพรรคไปยืนยัน แต่ผมไม่สามารถให้คำตอบธนาคารได้ เนื่องจากคสช.ไม่ให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
(ข่าวหน้า1 นสพ.คมชัดลึก)



