ถอดบทเรียน"ทัวร์มรณะ18 ศพ"
ทุกภาคส่วน ถอดบทเรียน"ทัวร์มรณะ18 ศพ" วังน้ำเขียว พบคนตายส่วนใหญ่ นั่งท้ายรถไม่รัดเข็มขัด เตรียมซ้อมแผนอุบัติเหตุ เพื่อกำหนดบทบาทให้ชัดเจน
ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเวลา13.00น. วันที่ 26 มีนาคม 2561 - นายกฤษณ์ พุทธชนม์ สาธารณสุขอำเภอวังน้ำเขียว ในฐานะประธานการประชุมการสอบสวนอุบัติเหตุหมู่รถบัสปรับอากาศ2ชั้น ชนแผงกั้นปูนถนนพลิกคว่ำที่หลักกิโลเมตรที่242ถนนราชสีมา-กบินทร์บุรี เปิดเผยว่า บทสรุปจากการรวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิต
โดยอ้างอิงจากเวชระเบียน รายงานชันสูตรพลิกศพ สัมภาษณ์เชิงสอบสวนบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยกู้ชีพฮุก.31นครราชสีมา คนขับรถบัส ผู้บาดเจ็บและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งแสวงหาข้อเท็จจริงบริเวณจุดเกิดเหตุในรูปแบบการศึกษา เน้นข้อมูลลักษณะการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิต การบาดเจ็บ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคล ยานพาหนะ สภาพถนนและสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นข้อมูลวิเคราะห์ สรุปหาแนวทางการป้องกันอุบัติเหตุที่มีลักษณะคล้ายกันต่อไป
ภาพรวมหลังรับแจ้งอุบัติเหตุหมู่ซึ่งมีการวิทยุสื่อสารประสานติดต่อขอกำลังสนับสนุนจำนวนมาก ปรากฏความพร้อมทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ เครื่องมือค่อนข้างดี พบปัญหาอุปสรรคเรื่องไฟฟ้าส่องสว่างข้างทางบริเวณฝั่งที่เกิดเหตุมีค่อนข้างน้อย ทำให้การรายงานอุบัติเหตุครั้งแรกสับสน ผู้แจ้งต้องใช้สมาร์ทโฟนเป็นไฟฉาย ระบุเห็นสภาพรถพังยับเยินตัวถังฉีกขาดพร้อมร่างผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก คิดเป็นรถบรรทุกพ่วง18ล้อ พุ่งชนประสานงานรถบัสโดยสาร ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีลักษณะกายภาพอยู่ในหุบเขา จึงเป็นจุดที่ค่อนข้างอับสัญญาณทั้งโทรศัพท์มือถือและวิทยุสื่อสาร ทำให้การประสานติดต่อมีปัญหา
ส่วนลักษณะการเสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารที่นั่งท้ายรถและไม่รัดเข็มขัดนิรภัยทำให้ร่างกระเด็นมาเสียชีวิตคาที่นอกซากรถ6ศพ และถูกเบาะนั่ง ตัวรถทับร่าง10ศพรวม16ศพ ที่เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ คิดเป็น31.37 %เสียชีวิตที่โรงพยาบาล2ศพ3.92%บาดเจ็บสาหัส11ราย21.57%บาดเจ็บปานกลาง10ราย19.61%และบาดเจ็บเล็กน้อย11ราย21.57 %ล่าสุดควเหลือผู้บาดเจ็บที่นอนพักรักษาตัวที่ รพกรุงเทพ ราชสีมา คือ นางบุญเส็งการรีรัตน์ อายุ 50 ปี และนางรัชนกภูเงินเหรียญ อายุ44ปีที่ รพ.มหาราช นครราชสีมา มีเด็กชายจักรวาลทิดถนอม อายุ 11 ปี ผ่าตัดสมอง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แพทย์ต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความดันโลหิตค่อนข้างต่ำนางสาวเอมอรสุทธิชุม อายุ 45 ปี ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่สมอง ปอดและขา อาการวิกฤตที่สุด แพทย์ต้องตัดขาซ้ายช่วงเหนือหัวเข่าทิ้งและใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่และนายศักดิ์ศรีไชยกำปัง อายุ 52 ปี คนไข้รู้สึกตัวดี มีแผลที่คาง ขา เข่ารอแพทย์ศัลกรรมประสาทประเมินอีกครั้ง การซ้อมแผนอุบัติเหตุหมู่ ซึ่งว่างเว้นมา2ปี ได้กำหนดแผนการซ้อมใหญ่อีกครั้ง เพื่อให้ทุกภาคส่วน ได้กำหนดบทบาท หน้าที่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ชัดเจนและทันท่วงทีรวมทั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายศิระบุญ ธรรมกุล ขนส่งจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า รถบัสคันดังกล่าว เป็นรถรับจ้างไม่ประจำทาง จึงไม่ได้ผ่านการตรวจสภาพความพร้อมรถและผู้ขับขี่ ซึ่งทางสถานีขนส่งจังหวัดนครราชสีมา ได้กำหนดมาตรการคุมเข้มอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ปปส. สาธารณสุข ฯ สุ่มตรวจสอบประสิทธิภาพผู้ขับขี่และผู้ให้บริการทั้งตรวจระดับแอลกอฮอล์ ค้นหาสารเสพติดเป็นประจำ รวมทั้งผู้ประกอบการได้ตรวจคัดกรอง ก่อนรถจะแล่นออกจากสถานีขนส่ง ทั้งสภาพตัวรถ เน้นระบบห้ามล้อ ช่วงล่างและความพร้อมทางร่างกายของผู้ขับและผู้ให้บริการ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการใช้รถโดยสารสาธารณะ
ด้านนายจักรกฤษณ์ บุญเรืองศรี แขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ 3 สำนักงานทางหลวงที่ 10 นครราชสีมา ฐานะดูแลรับผิดชอบเส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุ ว่า ลักษณะกายภาพช่วงหลักกิโลเมตรที่235-245 บนถนนราชสีมา-กบินทร์บุรี ก่อนถึงจุดเกิดเหตุ หลัก กม. 242 ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นทางลาดลงเขาวังน้ำเขียว ด้านขวาทางแบ่งช่องจราจรใช้แบริเออร์คอนกรีตหรือแท่งปูน ความสูง 1.20 เมตร กั้นแบ่งทิศทางจราจร มีป้ายจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แจ้งเตือนเป็นระยะ
รวมทั้งมีลูกเนินชะลอความเร็ว บริเวณทางโค้งมีป้ายโอเวอร์แฮงค์(Overhang)เตือนเป็นทางลงเขาลาดชันพร้อมเส้นสปีกบาร์ ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็ว รวมทั้งมีแผ่นกันลื่น (Anti-Slip)ช่วงลงทางลาดชัน บนแบริเออร์คอนกรีตมีเป้าสะท้อนแสง ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่มีความมาตรฐานสูงด้านการเตือนภัยทั้งป้ายไฟสีเหลือง ไฟสะท้อนแสง ไฟกระพริบและบนพื้นผิวถนน ทาสีแดง สีเหลืองและเป็นเนินสะดุดค่อนข้างมาก
ส่วนสาเหตุที่ตัวรถสามารถพลิกคว่ำข้ามแท่งปูนสูงกว่า1เมตร เนื่องจากรถบัสมีความสูงกว่า4เมตร แต่แท่งปูนออกแบบมากั้นตัวรถสูงไม่เกิน3.60เมตร อย่างไรก็ตามจะติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและป้ายเตือนมากขึ้น ส่วนสภาพการจราจรมีความหนาแน่น ต่อวันมียานพาหนะแล่นผ่าน 3 หมื่นคัน เป็นรถบรรทุกประมาณ 35 % หรือจำนวนกว่าหมื่นคัน หากสภาพรถทั้งช่วงล่างและระบบห้ามล้อมีความพร้อม ผู้ขับขี่เคารพกฎจราจร ไม่เสพยาบ้าหรือใช้ความเร็วเกิดกฎหมายกำหนดและถ้าไม่ชำนาญเส้นทางควรลดความเร็ว จะสามารถลดอุบัติเหตุและความสูญเสียได้อย่างแน่นอน



