ข่าว

ฝ่ายค้านกลับลำหนุนแก้รธน.แต่ไม่เอาประชามติ

ฝ่ายค้านกลับลำหนุนแก้รธน.แต่ไม่เอาประชามติ

08 ต.ค. 2552

“พท.” กลับลำ หนุน “แก้รธน.” แต่ไม่เอา “ประชามติ” “วิทยา” อ้าง “เหลิม” โวยเป็นแค่เทคนิคการเมือง สุดท้าย โยนสำนักกฎหมาย 2 สภายกร่าง 30 วัน “ชินวรณ์” ให้การบ้านวิป 4 ข้อลดขัดแย้ง

เมื่อเวลา 12.15 น.วันที่ 8 ต.ค.ภายหลังการประชุมวิป 3 ฝ่ายกว่า 1 ชั่วโมง นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล พร้อมด้วยนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ร่วมกันแถลงข่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายทั้ง 2 สภา เป็นกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนุญ โดยให้ยกร่างตามข้อเสนอของคณะกรรมสมานฉันท์ใน 2 แนวทางคือฉบับละ 1 ประเด็น 6 ฉบับ และฉบับเดียวทั้ง 6 ประเด็น โดยให้กำหนดหลักการของกฎหมายอย่างกว้าง นอกจากนั้นให้ไปดำเนินการจัดทำโครงร่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งข้อดีและข้อเสียของรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 รวมทั้งเหตุผลที่คณะกรรมการสมานฉันท์เสนอให้มีการแก้ไข จากนั้นจะนำมาหารือกันอีกครั้งในวันที่ 22 ต.ค.เวลา 10.00 น.

 นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดทำประชามติตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอให้ทำประชามติก่อนที่จะยกร่าง ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าสามารถดำเนินการได้ แต่ได้มอบให้แต่ละพรรคไปหารือและนำกลับเข้าที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 22 ต.ค.เช่นเดียวกัน

 สำหรับกระบวนการในการยกร่างคาดจะใช้เวลาภายใน 30 วัน และฝ่ายกฎหมายจะยกร่างญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วให้นำกลับมาหารือวิปทั้ง 3 ฝ่ายในวันที่ 5 พ.ย.การประชุมวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฎิรูปการเมืองและสมานฉันท์ต่อไป แต่การดำเนินการก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่วิปทั้ง 3 ฝ่ายยอมรับ คือกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ส่วนการทำประชามติต้องเป็นไปตามมาตรา 165

 นายวิทยา กล่าวว่า ก่อนที่ตนจะเข้าร่วมประชุมวิป 3 ฝ่ายค้านได้หารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคแล้วมายืนยันในวิปให้สบายใจว่า ฝ่ายค้านยังยืนยันที่จะสนับสนุนมติของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็นและคิดว่าต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายถึง 2 พันล้านบาท แต่ต้องการเห็นว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วม

 ดังนั้นกระบวนการนี้ก็ต้องไปว่ากันอีกทีหลังการยกร่างเสร็จ ส่วนที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทยประกาศถอนตัวจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายวิทยา กล่าวว่า ประเด็นนี้ได้มีการหารือและพูดคุยกับร.ต.อ.เฉลิมแล้ว ซึ่งร.ต.อ.เฉลิม เกรงกลัวว่าการดำเนินการจะไม่เร่งรัด เกรงว่ารัฐบาลไม่ดำเนินการ ดังนั้นเทคนิคทางการเมืองก็เป็นอย่างที่รับทราบกัน

 ผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ยังอยู่ในเส้นทางที่เรากำลังดำเนินการ ซึ่งนายกฯก็ให้ความสำคัญอยู่ และทุกฝ่ายก็มีความเห็นร่วมกันเหมือนเดิม

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการแถลงข่าวนั้น นักข่าวได้พยายามถามนายวิทยา ในฐานะที่เป็นประธานวิปว่าต่อไปใครที่มีอำนาจในการประกาศจุดยืนของพรรคเพื่อไทยระหว่างประธานส.ส.กับประธานวิป เพราะที่ผ่านมากลับไปกลับมาตลอด ปรากฎว่าเรียกเสียงหัวเราะจากตัวแทนวิปที่เหลืออย่างครึกครื้น แต่นายวิทยากลับชักสีหน้าเคร่งเครียด โดยตอบกลับมาว่า “ที่นั่งอยู่นี้ยังเป็นประธานวิปอยู่ มีอำนาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง”

 เมื่อถามย้ำว่าต้องฟังประธานส.ส.พรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ตอนแรกก็เรียนไปแล้วไม่ได้ฟังหรือว่าท่านเฉลิมมีความห่วงใย และวิตก ซึ่งอาจจะเป็นการกระตุ้นอย่างหนึ่งเพื่อเป็นแรงผลักดันให้แก้รัฐธรรมนูญเร็วขึ้น ซึ่งร.ต.อ.เฉลิมอาจจะเป็นว่าชักช้าเกินไปหรือเปล่า แต่ยืนยันว่าไม่ได้ชักช้า

 นายวิทยา ให้สัมภาษณ์ หลังการแถลงข่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น แต่มีข้อแม้ว่าหากจะใช้เงิน 2 พันล้านบาททำประชามตินั้นพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย เนื่องจากเป็นการสิ้นเปลือง ทั้งนี้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทำได้หลายแนวทางไม่จำเป็นต้องประชามติเสมอไป แต่หากรัฐบาลยืนยันจะทำประชามติก็ควรจะถามประชาชนว่าจะให้แก้รัฐธรรมนูญโดยยึดฉบับปี 40 หรือปี 50 จะได้ประโยชน์มากกว่า

 นายวิทยา อินาลา  ส.ว.นครพนม  เลขานุการวิปวุฒิ ในฐานะตัวแทนวิปวุฒิ ให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศการประชุมในวันนี้ดีขึ้น หลังจากที่เมื่อวันที่ 7 ต.ค.เฉลิม  อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย อกมาแถลงว่า พรรคฝ่ายค้านจะถอนตัว ซึ่งก็คงเป็นเรื่องการสร้างข่าวกดดันเพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความมั่นใจว่า จะรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งวันนี้ วิปรัฐบาลยังให้ความมั่นใจในการเดินหน้าแก้ไข ซึ่งใช้เวลาอยู่ที่ 9 เดือน มากที่สุดไม่เกิน 1 ปี  

 สำหรับผลการประชุมร่วมวิป 3 ฝ่ายกับฝ่ายกฎหมายของสภา ก็จะเสนอให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา แต่งตั้งฝ่ายกฎหมายของสองสภาขึ้นมายกร่างได้ในวันที่ 9 ตุลาคม โดยให้ยกร่าง 2 แบบ คือ แบบร่างเดียว 6 ประเด็น กับแบบแยกร่าง 6 ร่าง และให้ทำข้อสังเกตมาด้วยว่า ประเด็นที่แก้ กระทบกฎหมายลูกฉบับไหน อย่างไรบ้าง ซึ่งวันที่ 22 ตุลาคม ฝ่ายกฎหมายก็จะนำร่างมาให้วิป 3 ฝ่ายดู และพิจารณาเสนอแนะปรับแก้ และวิป 3 ฝ่ายก็จะให้ฝ่ายกฎหมายกลับไปดูอีกครั้งเพื่อทำร่างแบบสมบูรณ์มา จากนั้นวิป 3 ฝ่ายก็จะมาดูว่า จะเอาแบบร่างเดียว 6 ประเด็นหรือ แยก 6 ร่าง จากนั้นจะให้สส. ส.ว.ร่วมกันเซ็นชื่อเสนอญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อไป

 เมื่อถามถึง ท่าทีของฝ่ายค้านในการประชุมวันนี้ที่กลับลำ นายวิทยา กล่าวว่า ตอนแรกฝ่ายค้านยังยืนยันว่า ไม่ต้องทำประชามติ เพราะกลัวรัฐบาลดึงเวลา และกลัวว่า จะมีการแก้แค่ 2-3 ประเด็น แต่เมื่อประธานวิปฝ่ายค้าน ที่เข้ามาประชุมในภายหลัง แจ้งว่า ยังให้การสนับสนุนต่อไป โดยยืนยันว่า เห็นด้วยกับการแก้ไข 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ก็ทำให้ที่ประชุมเดินหน้าได้

 อย่างไรก็ดี เรื่องประชามติ ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่เบื้องต้นก็ยึดตามที่กฤษฎีกาให้คำแนะนำมาว่า ถ้าทำหลังสภารับร่างวาระแรก อาจขัดรัฐธรรมนูญ จึงควรทำก่อนร่างเข้าสภา ซึ่งทุกพรรคก็จะกลับไปพิจารณาเรื่องนี้ รวมถึงพรรคเพื่อไทย ที่ตัวแทนวิปฝ่ายค้านมาแจ้งว่า สมาชิกพรรคยังไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติเลย นอกจากนี้ ส่วนประเด็นว่า จะยุบสภาหรือไม่หลังจากแก้ไขแล้วตามที่ฝ่ายค้านยืนยันมานั้น ที่ประชุมยังไม่ได้สรุปกัน

 เมื่อถามว่า วิปวุฒิยังห่วงเรื่องฝ่ายค้านมีท่าทีไม่ชัดเจนหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ฝ่ายค้านมายืนยัน ก็ทำให้อะไร ๆดีขึ้น ส่วนเรื่องประชามตินั้น ก็พอใจเพราะจะทำให้ได้เห็นประชาชนเสียงข้างมากว่าต้องการอะไร ซึ่งฝ่ายที่จะคัดค้าน เช่น กลุ่ม 40 ส.ว. ก็คงต้องยอมตามเสียงประชาชน เมื่อกรอบค่อนข้างชัดเจนว่า มีเวลายกร่างประมาณ1 เดือน ก็น่าจะทำให้ฝ่ายส.ว.พอใจ

 นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้พรรคเพื่อไทยได้เสนอว่าหากต้องเสียเงิน 2 พันล้านทำประชามติก็ควรจะถามประชาชนหากจะแก้ไขควรจะใช้แนวทางของรัฐธรรมนูญปี 40 หรือปี 50 แต่ที่ประชุมไม่ได้มีมติ ส่วนตัวเห็นว่าในสถานการณ์เฉพาะหน้าควรถามประชามติของประชาชนว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็นหรือไม่ แล้วหลังจากนั้นอาจจะตั้งส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างทั้งฉบับอีกครั้งก็เป็นไปได้

 ส่วนจะทำประชามติในช่วงไหนนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่ตนเห็นว่าวันนี้หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ทำประชามตินั้นทำไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะถูกสังคมตั้งคำถามและภาคประชาชนกดดันอย่างหนัก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหากจะถามประชามติของประชาชนควรจะยกร่างให้ชัดเจนว่าหากเห็นด้วยว่าจะแก้ไขจะแก้ไขไปเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าถามลอยๆว่าจะแก้หรือไม่แก้ โดยที่ไม่รู้ว่าให้ส.ส.ไปแก้แล้วจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติว่าควรให้เหตุผลชัดเจน โดยนายชินวรณ์ได้ให้การบ้านทุกฝ่ายไปทำ 4 ข้อไปหาคำตอบมาคือ 1.กระบวนการมีส่วนร่วมกระบวนการใดที่สามารถควบคุมได้และครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม 2.เป็นการรวบรวมความจากทุกฝ่ายและนำไปสู่ความเห็นพ้องสู่ความสมานฉันท์ 3.มีกรอบเวลาที่ชัดเจน และ4.เป็นกระบวนการที่สามารถหาข้อยุติ