
'มาร์ค'จี้'พท.'ตอบให้ชัดจุดยืนแก้รธน.
มาร์ค ได้ทีอัดกลับเพื่อไทย บอกต้องตอบคำถามว่าทำไมเปลี่ยนจุดยืนเรื่องแก้ รธน. ถามกลับแล้ววิธีไหนคือการแสดงออกของการสมานฉันท์ หลุดปากความจริง ปชป.ไม่ได้สนับสนุนแก้ รธน.
(8ต.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยประกาศถอนตัวไม่ร่วมในขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า วันที่ 8 ต.ค. คณะกรรมการประสานงานทั้งในส่วนของรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภาจะได้คุยกัน ตนถือว่าความจริงได้ตกลงกันหมดแล้ว ที่จริงตั้งแต่ต้นเราก็รู้ว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทางฝ่ายรัฐบาลเอง โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น จริงๆแล้วเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเราก็ไม่ได้สนับสนุน แต่เราเห็นว่าเมื่อเป็นประเด็นขึ้นมาก็ได้ให้คณะกรรมการประสานงานที่มีจากทุกฝ่ายมาหาข้อสรุป ก็มีการสรุปมา 6 ประเด็นแม้เราจะไม่เห็นด้วยแต่ก็คิดว่าต้องเดินเพื่อสมานฉันท์ เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนยึดแต่เพียงว่าตัวเองต้องการอะไรก็เดินหน้าไม่ได้ วันนี้ในส่วนตนและพรรคประชาธิปัตย์ก็ถือว่าถอยมาแล้วและก็มีกรอบชัดเจน ตกลงกันชัดเจนก็อยากให้เดินต่อ ดังนั้นจึงอยากให้เขาไปทบทวนและวิปก็ต้องมาประชุมกัน และคงจะรายงานให้ตนทราบในวันนี้อีกที ว่าจะเดินต่ออย่างไร เพราะในวันนั้นก็ตกลงกันทุกอย่างเป็นอย่างดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านบอกเหตุผลที่ถอนตัวเพราะเห็นว่ารัฐบาลเล่นเกม และเสียดายงบ 2 พันล้านบาทในการทำประชามติ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น่าจะเสียดายโอกาสของประเทศมากกว่า ถ้าหากไม่หาทางออกร่วมกันซึ่งจะแพงกว่า 2 พันล้านบาทแน่นอน เพราะความจริงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราทำมาถึงขั้นนี้ได้ก็อาศัยทุกฝ่าย จริงๆ กรรมการสมานฉันท์ก็มีฝ่ายค้านร่วมอยู่และก็มีข้อสรุปออกมาในการทำประชามติ ทุกอย่างตนเห็นว่าเป็นรูปแบบที่ดีที่สุด
“ต้องตั้งคำถามว่าถ้าบอกว่าสิ่งที่เห็นตรงนี้ไม่จริงใจ แล้ววิธีไหนที่ได้แสดงออกถึงความจริงใจในการที่จะสมานฉันท์และเดินหน้าไปด้วยกัน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าเหตุผลในการแก้รัฐธรรมนูนก็เพื่อความสมานฉันท์ แต่กลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดความขัดแย้งแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรที่จะเดินหน้าต่อไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ถ้าเป็นชนวนความขัดแย้งก็ไม่แก้ครับ” เมื่อ ถามว่า กกต.บอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นข้อเสนอที่ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ได้ส่งตัวแทนไปหาข้อสรุปมาเอง ถามว่าพรรครัฐบาลเห็นด้วยกับข้อสรุปทั้งหมดหรือไม่คำตอบก็คือไม่ ซึ่งก็เช่นเดียวกับฝ่ายค้านและฝ่ายวุฒิสภา ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับข้อสรุปทั้งหมด มันเป็นข้อตกลงร่วมกัน การที่จะสมานฉันท์ได้ทุกฝ่ายก็ต้องยอมในบางประเด็นบ้าง แต่ถ้าทุกคนยืนอยู่ที่เดิมทั้งหมดก็เดินไม่ได้ ดังนั้นถ้าบอกว่าแก้แล้วจะเกิดความขัดแย้งก็ไม่ต้องแก้
“แต่ผมยังยืนยันว่าโอกาสในการที่จะแก้ตรงนี้ทำมาได้ดีที่สุดแล้ว ก็อยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ หรือเพียงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วก็เป็นปมความขัดแย้งไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็คัดค้านไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯนั้นตนเห็นว่าถ้าในที่สุดมีการทำประชามติทุกคนก็ต้องเคารพ เมื่อถามว่าการทำประชามติในข้อกฎหมายยังมีปัญหา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ตนเป็นคนถามทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเอง
เมื่อถามย้ำว่าเรื่องการทำประชามติ กฤษฎีกาเสนอความเห็นมาแล้วว่าทำหลังรับหลักการแล้วไม่ได้ จะเป็นการขัดรัฐธรรรมนูญ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความเห็นไม่ได้ชัดขนาดนั้น เพียงแต่บอกว่าบังเอิญในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 291 ถ้ารับหลักการไปแล้วต้องถือว่าร่างอยู่ในการพิจารณาของสภา และในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ว่าให้สภาไปทำในลักษณะการประชาพิจารณ์ ดังนั้นก็จะมีปัญหานิดหน่อยว่าจะโยนกลับมาให้ฝ่ายบริหารทำประชามติจะเป็นปัญหาหรือไม่ แต่สิ่งที่พูดคุยกันไว้คือถ้าจะทำก่อนยกร่างก็ทำ เพียงแต่ต้องยกร่างให้เสร็จเรียบร้อยเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า ยังมีข้อถกเถียงกันในเรื่องการทำประชามติว่าควรต้องก่อนหรือหลังยกร่างเพราะอาจขัดรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทำได้หลายช่วงแต่วิธีคือต้องเลือกทำตามช่องทางของกฎหมายเพื่อไม่ให้มีปัญหาขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายซึ่งก็ทำได้อยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่สามารถทำการประชามติให้มีผลผูกมัดทางกฎหมายได้ นักการก็ต้องฟังประชาชน อย่าฝืนประชาชน อีกทั้งประชาชนก็ต้องจับตาดูว่านักการเมืองจะไปฝืนมติประชาชนหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือว่าเข้าทางพรรคประชาธิปัตย์ที่อยากให้ทำประชามติก่อนแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ไม่ได้เข้าทางใคร เพียงแต่เราพยายามหาคำตอบให้ได้ว่าทำอย่างไรการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงตอบโจทก์ในเรื่องของความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นหลักที่ตั้งไว้คือทุกพรรคทำด้วยกัน ประชาชนเห็นชอบเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการแก้รัฐธรรมนูญสะดุดจะเกิดอะไรตามมา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นการเสียโอกาสในการที่จะหาทางออกทางหนึ่ง ซึ่งตนคิดว่าถ้าเป็นทางออกตามที่ได้ตกลงกันในวันศุกร์ที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็เป็นทางออกที่ต่างประเทศมองเข้ามาก็จะเห็นว่าประเทศไทยมีกระบวนการประชาธิปไตยที่แก้ไขปัญหาได้ ก็เสียโอกาสตรงนี้ไป เพราะต้องไปทำงานในเรื่องอื่นซึ่งต้องมาตั้งต้นกันใหม่
เมื่อถามว่าเป็นเพราะมีสัญญานที่ส่งมาจากต่างประเทศหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ อ๋อ..สัญญานนั้นมันมีข่าวมาตลอดเวลาอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะว่าการแก้ตรงนี้ไม่ได้ไปตอบโจทก์ตัวบุคคลที่อยู่ต่างประเทศก็เลยล้มไป วันนี้ก็เป็นหน้าที่ของวิปที่จะต้องคุยกัน เพราะข้อสรุปที่ทำกันมารวมทั้งที่จะมีการยกร่างต่างๆ เราใช้กลไกของวิปซึ่งมีทุกฝ่ายร่วมกัน เพราะฉะนั้นวิปก็ต้องไปคุยกันอีกทีว่า พรรคเพื่อไทยในวิปยังยืนยันในสิ่งที่มาตกลงกันไว้หรือไม่ หากวันนี้วิปฝ่ายค้านบอกว่าไม่เอาแล้ว เขาก็จะรายงานมาที่ผมๆ ก็จะคุยกับประธานสภาอีกครั้งว่าจะทำอย่างไร ”
ผู้สื่อข่าวถามว่าทางออกที่จะไปคุยกับประธานสภาเพื่อเดินหน้าต่อไปจะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็จะไปปรึกษากันอีกครั้ง อย่างไรก็ตามวันนี้มันเดินไม่ได้ เพราะตนบอกมาตั้งแต่ต้นว่าถ้าจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยทุกพรรคไม่เห็นพ้องต้องกัน โดยไม่มีฉันทามติหรือได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก็ไม่ควรทำ
เมื่อถามว่าแสดงว่าทุกอย่างย้อนกลับมาเป็นศูนย์อีกครั้ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยู่ที่วิปจะหารือกันในวันเดียวกันนี้ เพราะตัวแทนของฝ่ายค้านที่อยู่ในวิปก็ต้องมาอธิบายว่าจากวันที่ 2 ต.ค.จนถึงวันนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป เมื่อถามว่า ถ้าเป็นเช่นนี้บ้านเมืองก็ยังวุ่นวายต่อไป นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทางพรรคเพื่อไทยต้องตอบว่าทำไมเมื่อได้แนวทางซึ่งน่าจะเดินได้แล้วไม่ทำ แต่รัฐบาลก็มีหน้าที่หาคำตอบให้กับสังคม ไม่ได้หาคำตอบให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
เมื่อถามว่า ปัญหาวันนี้คือพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย พรรคร่วมรัฐบาลตกลงกันไม่ได้และกลุ่มพันธมิตรฯออกต่อต้าน ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นอุปสรรคในการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะใช้กรอบของคณะกรรมการสมานฉันท์ บวกกับประชามติ ซึ่งเห็นตรงกันแล้วที่เหลือเป็นเรื่องเทคนิคซึ่งแก้ได้อยู่แล้ว ในส่วนของพันธมิตรฯ ตนก็ยังมั่นใจว่าอาจจะแสดงออกในการคัดค้าน เราก็เปิดโอกาสให้เขาไปคัดค้านได้ในช่วงประชามติ แต่เมื่อประชาชนลงคะแนนแล้วตนก็เชื่อว่าเขาก็เคารพ ก็เหลือเรื่องพรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียว



