
"อดีตวิศวะฯ"มือระเบิดรพ.พระมงกุฏฯเจอคุกอ่วม 134 ปี
พิพากษาระเบิดกทม.สำนวน 7 จำคุก 26 ปี 6 เดือน"อดีตวิศวฯ กฟผ"วัย 62 ปี"ตุ่ม ภุมเรศ"มือระเบิดรพ.พระมงกุฏฯ เจอคุกอ่วมศาลให้นับโทษต่ออีก 6 สำนวน 134 ปี 48 เดือน
23 มี.ค.61 ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 11.00 น. ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีวางระเบิดพื้นที่ กทม.สำนวนที่ 7คดีหมายเลขดำ อ.3157/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง "นายวัฒนา หรือตุ่ม ภุมเรศ" อายุ 62 ปีเศษ อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4) , มีวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78
ตามฟ้องโจทก์อัยการ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.60 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า วันที่ 5 พ.ค.50 จำเลยได้นำวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเองเป็นระบบไฟฟ้า ตั้งเวลาเป็นตัวจุดระเบิด ประกอบวัตถุระเบิดแรงต่ำ ชนิดดินดำเป็นระเบิดหลักประกอบรวมกันใส่ไว้ในภาชนะโลหะสังกะสีขนาดประมาณ 3×3 นิ้ว จำนวน 1 ลูก เมื่อเกิดระเบิดจะสามารถทำอันตรายต่อร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต ตลอดจนทรัพย์สินเสียหายได้ ในรัศมีฉกรรจ์ 1-2 เมตร จากจุดระเบิด
โดยนำระเบิดนั้นใส่ไว้ในถุงพลาสติก แล้วนำไปวางไว้บนทางเท้าติดกับตู้โทรศัพท์สาธารณะของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริเวณปาก ซ.ราชวิถี 24 แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต ซึ่งการระเบิดทำให้นายประภัทร เมืองสองชั้น ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ จากสะเก็ดระเบิด มีบาดแผลฟกช้ำที่บริเวณหน้าผากด้านขวา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 ซม. และมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณนิ้วโป้งมือด้านซ้าย ขนาดยาว 1.5 ซม. ลึกถึงชั้นใต้เยื้อบุผิวหนัง กับทำให้ตู้โทรศัพท์สาธารณะนั้นเสียหาย กระจกแตก เป็นเงิน 1,000 บาท
โดยจำเลยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.60 จากเหตุวางระเบิด รพ.พระมงกุฏเกล้า ซึ่งตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านของจำเลย ย่าน จ.นนทบุรี ก็ยึดได้แบตเตอรี่ , ชิ้นส่วนตัวเก็บปะจุไฟฟ้า , ชิ้นส่วนท่อพีวีซี , สวิชต์ , ตะปู , ตะขออลูมิเนียม ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบของวัตถุระเบิด ซึ่ง นายวัฒนา อดีตวิศวกร เหตุเกิดที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. และแขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กทม. เกี่ยวพันกัน
ขณะที่ "นายวัฒนา" จำเลย ให้การรับสารภาพ ซึ่งระหว่างการพิจารณาจำเลย ก็ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยนับตั้งแต่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.60 กรณีวางระเบิด รพ.พระมงกุฏเกล้าฯ ในเดือน พ.ค.60 นายวัฒนาก็ไม่ได้ยื่นประกันตัว วันนี้ศาลจึงเบิกตัวนายวัฒนาจากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา โดยมีผู้หญิงคนสนิทเดินทางมาให้กำลังใจเป็นประจำ
โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพแล้ว เห็นว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ค.50 เวลาประมาณ 21.00 น. นายประภัทร เมืองสองชั้น ผู้เสียหายกำลังใช้โทรศัพท์สาธารณะอยู่ภายในตู้โทรศัพท์สาธารณะ บริเวณปากซอยราชวิถี 24 และเห็นแสงสว่างขึ้นมาที่ด้านหลังตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าว โดยมีลำแสงพุ่งออกมาจากถุงดำ ผู้เสียหายจึงรีบเดินออกจากตู้โทรศัพท์ทันที เมื่อเดินออกห่างตู้โทรศัพท์ได้ประมาณ 5 เมตร ก็ได้ยินเสียงระเบิด ซึ่งทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลฉีกขาดที่นิ้วมือด้านซ้าย
โดยหลังเกิดเหตุ ตำรวจ สน.ดุสิต และ พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ อดีตสารวัตรกลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด ได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะได้รับความเสียหายกระจกแตก และพบชั้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เศษชิ้นส่วนโลหะ และอื่นๆ จึงนำไปตรวจพิสูจน์
ซึ่ง พ.ต.อ.กำธร ก็เป็นพยานเบิกความว่า ระเบิดคดีนี้ เป็นระเบิดประกอบที่จัดทำขึ้นเอง จุดระเบิดด้วยการต่อเวลา โดยใช้ไอซีไทเมอร์ ใช้ดินระเบิดเป็นวัตถุระเบิดแรงดันต่ำ เหมือนเหตุระเบิดครั้งอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2560
และโจทก์ยังมีบันทึกคำให้การของ พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ประกอบรายงานผลการสืบสวนคดีระเบิดในพื้นที่ กทม.ว่าเหตุระเบิดในคดีนี้เป็นระเบิดแสวงเครื่องจุดระเบิดด้วยเวลา ประกอบวัตถุระเบิดแรงดันต่ำ ลักษณะการต่อแผงวงจรระเบิดมีลักษณะเฉพาะตัว และมีส่วนคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ระเบิดอีก 5 คดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. ซึ่งที่บ้านพักของจำเลยยังพบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ประกอบระเบิดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะดินระเบิดชนิดดินดำที่ใช้เป็นวัตถุผลิตระเบิดแรงดันต่ำทุกคดี
นอกจากนี้ยังมีบันทึกคำให้การของร.ต.อ.นรากร จินดารัตน์ ผู้ตรวจพิสูจน์วัตถุพยานที่ตรวจยึดได้จากบ้านพักของจำเลย ที่มีความเห็นว่า วัตถุพยานที่ใช้ประกอบเป็นวัตถุระเบิด ซึ่งพบที่บ้านของจำเลยกับวัตถุพยานที่พบในที่เกิดเหตุคดีนี้มีความเหมือนกัน เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบวัตถุระเบิดวงจรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว
ขณะที่จากบันทึกคำให้การจำเลย ก็ยังปรากฏว่า จำเลยจบการศึกระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง( ปวส.) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเข้าทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ตั้งแต่ปี 2522 ในงานเกี่ยวกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยจึงย่อมต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างดี อีกทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา ซึ่งจำเลยให้รายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบวงจรระเบิด การทำงานของวงจรระเบิดรวมถึงการวางแผนเดินทางไปก่อเหตุวางระเบิด สอดคล้องเชื่อมโยงกัน เชื่อว่าพนักงานสอบสวนบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปตามคำรับสารภาพของจำเลย ซึ่งให้การด้วยความสมัครใจ
จึงมีน้ำหนักให้รับฟังทั้งหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาจำเลยไปนำชี้ประกอบคำรับสารภาพตามที่ได้ให้การไว้โดยเปิดเผยต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้วัตถุระเบิดที่เจ้าพนักงานไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจริง
ดังนั้นพิพากษาว่า "จำเลย" มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.289 (4) ประกอบ ม.80 , พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 ม.38 , 55 , 74 , 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม
ซึ่งการกระทำนั้นเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ให้จำคุก 3 ปีฐานทำ ประกอบ และมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และจำคุกอีก 3 ปีฐานใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้
ส่วนฐานใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้เพื่อกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ เพื่อกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด โดยให้จำคุกตลอดชีวิต
โดยคดีนี้ "จำเลย" ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 26 ปี 6 เดือน และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาระเบิด ของศาลนี้อีก 6 สำนวนด้วย (134 ปี 48 เดือน)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ "นายวัฒนา" ที่ผ่านมา ถูกศาลอาญา พิพากษาจำคุกคดีวางระเบิดในพื้นที่ กทม. ระหว่างปี 2550-2560 มาแล้วรวม 6 สำนวนคือ 1.คดีหมายเลขดำ อ.2869/2560 ที่ครอบครองวัตถุระเบิดซึ่งพบในบ้านพักตัวเอง ย่านบางเขน ที่พิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ย.60 จำคุก 4 ปี ปรับ 975 บาท
2.คดีวางระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้า หมายเลขดำ อ.2868/2560 ที่มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.60 จำคุก 26 ปี 12 เดือนฐานทำให้เกิดระเบิดจนผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 224 วรรคสอง และปรับ 500 บาท ฐานนำวัตถุระเบิดไปในที่สาธารณะฯ
3.คดีหมายเลขดำ อ.3220/2560 กรณีระเบิดหน้ากองสลากเดิม ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นบทหนักสุด และประกอบวัตถุระเบิดกับครอบครองยุทธภัณฑ์ จำคุก 26 ปี 12 เดือน ปรับ 500 บาท พร้อมให้ชดใช้หญิงผู้เสียหาย 1 ราย 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุ
4.คดี อ.3221/2560 กรณีระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ เขตพระนคร จำคุก 26 ปี 12 เดือน ปรับ 500 บาท และให้ชดใช้ผู้เสียหาย 1 ราย จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุ
5.คดี อ.3222/2560 กรณีระเบิดหน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ฯ เมื่อปี 2550 ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ตาม มาตรา 289 (4) และ พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ฯ พ.ศ.2530 จำคุก 26 ปี 6 เดือน
6.คดีหมายเลขดำ อ.2926/2560 กรณีวันที่ 27- 30 ก.ย.50 นำระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบเองไปลอบวางไว้ในตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้ากองบัญชาการกองทัพบก (ทบ.) ถ.ราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กทม. เป็นเหตุให้ ด.ต.จิระเดช อรรถพงษ์ ข้อมือขาด ช่วงอกมีรอย ฉีกขาด แก้วหูขวาฉีกขาด และส.ต.ท.วิชา ธรสุนทร แก้วหูฉีกขาด ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ตู้โทรศัพท์เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท
ศาลลงโทษฐานทำให้ระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา ม.224 วรรคสอง จำคุกทั้งสิ้น 26 ปี 6 เดือน
ซึ่งเมื่อรวมโทษ 6 สำนวนที่ศาลได้ตัดสินไปก่อนแล้ว นับเป็นเวลาทั้งสิ้น 134 ปี 48 เดือน



