
นายกฯ"อภิสิทธิ์"หวังอาเซียนเป็นภูมิภาค"สันติภาพ-ผาสุก"
"อภิสิทธิ์" กล่าวสุนทรพจน์เปิดประชุมสุดยอดอาเซียน หวังเห็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ ผาสุก เข้มแข็ง หนุนสร้างปฏิสัมพันธ์นอกภูมิภาค ขณะที่ภาคประชาสังคมอาเซียน โวยพม่า-เขมรกีดกันถกร่วมผู้นำ แฉผวาเกือกบิน สั่งภาคประชาสังคมห้ามสวมรองเท้าเข้าพบ ม็อบเสื้อแดงบุกกลางเมื
พิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน (อาเซียน ซัมมิต) ครั้งที่ 14 เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 14.15 น. ที่ห้องรอยัล ดุสิต แกรนด์บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้อนรับผู้นำรัฐสมาชิกอาเซียน จากนั้นนำผู้นำรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งหมดเข้าประจำที่นั่ง ในระหว่างนั้นมีการบรรเลงเพลงประจำอาเซียน การฉายภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับอาเซียน เรื่อง “จากแหลมแท่นสู่หัวหิน”
จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน ใจความโดยสรุปว่า การประชุมครั้งนี้ถือว่าอาเซียนได้หวนคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้ง เพราะนับตั้งแต่รัฐบุรุษผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนได้พบกันที่แหลมแท่น จ.ชลบุรี เมื่อ 40 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน ประเทศอาเซียนได้พัฒนาสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือ โดยเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ทำงานเพื่อเป้าหมายร่วมกัน พร้อมช่วยกันแก้ปัญหาไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกภายใต้กฎบัตรอาเซียน เมื่อรวมกับแผนงานการพัฒนาของ 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน ก็เปรียบเสมือนมีพิมพ์เขียวกำหนดอนาคตอาเซียนร่วมกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด คือ การก้าวไปข้างหน้า ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไทยได้เลือกคำขวัญสำหรับการประชุมสุดยอดครั้งนี้ว่า กฎบัตรอาเซียน เพื่อประชาชนอาเซียน เพื่อเน้นถึงรากฐานปรัชญาในการทำให้ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากประชาคมอาเซียน
สร้างภูมิภาคแห่งสันติภาพ-ผาสุก
อาเซียนตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 โดยวิธีการหนึ่งที่จะเสริมสร้างประชาคมอาเซียน คือ ต้องพยายามสร้างบรรทัดฐานและแนวทางปฏิบัติ ที่จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและความเข้าใจระหว่างประชาชนภายในภูมิภาค ต้องเร่งสร้างเขตเศรษฐกิจและฐานการผลิตร่วมของอาเซียนที่สามารถดึงดูดการค้าการลงทุนจากต่างประเทศได้ รวมทั้งต้องพยายามส่งเสริมประชาคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตอย่างมั่นคง
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะต้องทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่ตั้งอยู่บนกฎกติกา มีความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค และหวังว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในความพยายามสร้างความรู้สึกของความเป็นราษฎรอาเซียน และแปลงความหวังของประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
เสริมสร้างปฏิสัมพันธ์นอกภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ในขณะที่อาเซียนกำลังเสริมสร้างความเข้มแข็งภายใน ยังจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับโลกภายนอกด้วย เพราะไม่มีภูมิภาคใดหรือประเทศใดที่อยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว และตนอยากบอกมิตรและหุ้นส่วนทั่วโลกว่า โปรดมั่นใจว่าอาเซียนจะเป็นหุ้นส่วนที่พึ่งพาได้ และที่สำคัญเป็นเพื่อนที่จริงใจกับทุกคน
“ภายหลังที่ผมได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผมได้สัญญากับประชาชนชาวไทยว่า ผมจะทำเต็มความสามารถเพื่อให้มั่นใจว่า ไทยจะเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพที่เต็มไปด้วยโอกาสและเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม วันนี้เช่นเดียวกัน ผมอยากให้คำสัญญาในลักษณะเดียวกันกับประชาชนอาเซียน ขอเชิญทุกคนในฐานะประชาชนชาวอาเซียนและเพื่อนของอาเซียน ร่วมเดินทางไปกับผม ไปให้ถึงวันที่เราจะเห็นความฝันและความหวังของเราเป็นจริง” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกล่าวสุนทรพจน์จบนายกรัฐมนตรีได้เชิญผู้นำรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งหมดขึ้นเวทีเพื่อถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน
ขอหลักฐานฟันผู้ละเมิดโรฮิงญา
ภายหลังพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน นายอภิสิทธิ์ได้ลงมาแถลงข่าวที่ห้องพาวิลเลียน โรงแรมดุสิตธานี ถึงการตรวจสอบกรณีทางการไทยดำเนินการกับผู้อพยพชาวโรฮิงญาว่ามีข้อสรุปแล้วหรือยัง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับกองทัพไทยว่า ก็เหมือนกับที่เคยพูดมาหลายครั้งว่า ในการผลักดันคนกลุ่มนี้ออกไป เราไม่รู้ว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง และไม่พบว่ามีการล่วงละเมิดหรือทำร้ายร่างกายกับผู้อพยพตามที่สื่อต่างชาติรายงาน และกองทัพไทยยืนยันหลายครั้งว่าไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น
"ทางกองทัพก็มีนโยบายชัดเจนว่า หากพบว่ามีใครทำผิดก็จะมีการนำตัวมาดำเนินคดีอย่างแน่นอน และจะไม่มีการปกป้อง อีกทั้งผมก็ได้พูดเรื่องนี้กับองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และขอให้สื่อต่างชาติที่อ้างว่ามีหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้นำหลักฐานมาแสดงเพื่อที่เราจะได้ดำเนินการต่อไป" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงการหารือกับผู้นำพม่าเกี่ยวกับการปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี และอาเซียนมีการจับตาการเลือกตั้งของพม่าอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผู้นำพม่าได้ย้ำความมุ่งมั่นที่จะทำตามแผนเพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่จะมีการเลือกตั้งในปีหน้า ส่วนการเดินทางเยือนพม่าของเลขาธิการสหประชาชาติในปลายปีนี้ ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีที่จะมีการพัฒนาการเมืองต่อไป
"อภิสิทธิ์" พาผู้นำอาเซียนเข้าเฝ้าฯ
ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ ได้นำผู้นำประเทศอาเซียนเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นเวลา 19.30 น. มีการจัดเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ผู้นำประเทศอาเซียนและคู่สมรส ที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน มีการตกแต่งสถานที่อย่างสวยงาม อลังการ ใช้กล้วยไม้ 1 หมื่นต้น และไม้เมืองหนาวอีก 1 หมื่นต้น
พร้อมกันนี้ได้มอบเสื้อที่จัดทำโดยโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สำหรับผู้นำอาเซียนที่เข้าร่วมงาน ซึ่งเป็นเสื้อเชิ้ตค่อนข้างหลวม เพื่อให้ความรู้สึกสวมใส่สบาย กระดุมผ่าหน้า ชายเสื้อเว้าเล็กน้อย สีที่ใช้เป็นสีฟ้า ไวโอเลต บลู เข้ากับบรรยากาศริมทะเล ผลิตจากผ้าฝ้ายผสมลินินทอมือจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ลูกเล่นของเสื้ออยู่ที่การใช้ผ้าโปร่งทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อไม่ให้เรียบจนเกินไป
ส่วนอาหารนำมาจากโรงแรมโอเรียนเต็ล ประกอบด้วย อาหารว่าง ได้แก่ ยำส้มโอ และไก่ห่อใบเตย ส่วนอาหารจานหลัก ได้แก่ ต้มยำกุ้งในมะพร้าวอ่อน แกงเขียวหวานเนื้อ และแกงเขียวหวานปลากราย ปลานึ่งซีอิ๊ว ปูจ๋า ผัดผัก ส่วนเครื่องเคียง ได้แก่ ปลาหมึกทอด และไข่เค็ม อาหารหวาน ได้แก่ ผลไม้ บัวลอย ส่วนเครื่องดื่ม ได้แก่ ชา กาแฟ น้ำกระเจี๊ยบปั่น และน้ำมะพร้าวปั่น นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงดนตรีโดยวงออเคสตรา ที่จะบรรเลงตลอดการรับประทานอาหาร
ถกเวียดนามยกประเด็นส่งออกข้าว
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมีพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนอย่างเป็นทางการ นายอภิสิทธิ์ได้หารือกับผู้นำชาติต่างๆ โดยเมื่อเวลา 10.50 น. นายเหงียน เติน ซุง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าเยี่ยมคารวะนายอภิสิทธิ์ โดยกล่าวแสดงความขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น และแสดงความชื่นชมในการเตรียมความพร้อมการจัดการประชุมของไทย พร้อมทั้งกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ที่มีมิตรภาพที่แนบแน่น และมีการพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีที่ครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการศึกษา นอกจากนี้ในฐานะสมาชิกอาเซียน เวียดนามจะทำงานร่วมกับไทยและประเทศสมาชิกอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาความร่วมมือ และความก้าวหน้าในการดำเนินการด้านต่างๆ ไปอีกระดับ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศและประชาชนอาเซียน
ทั้งนี้ การจัดการประชุมร่วมของคณะรัฐมนตรีทั้งสองประเทศ จะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาการทำงานร่วมกันในระดับทวิภาคีของไทยและเวียดนาม รวมถึงการดำเนินการสานต่อกลไกความร่วมมือภายใต้กรอบคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม และคณะทำงานร่วมด้านการเมือง โดยเวียดนามเห็นว่าไทยและเวียดนามมีโอกาสที่พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการส่งออกข้าว ที่จะมีกลไกร่วมกัน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการส่งออก ซึ่งเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร และการพัฒนาด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีไปเยือนเวียดนามในโอกาสอันใกล้นี้ เพื่อร่วมกันพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกัน
ร่วมมือสิงคโปร์ในภาวะวิกฤติ ศก.
เมื่อเวลา 11.15 น. นายอภิสิทธิ์ได้หารือทวีภาคีกับนายลี เซียน หลง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้กล่าวชื่นชมไทยและสิงคโปร์ที่มีความร่วมมือกันอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง ทั้งภายใต้โครงการความร่วมมือต่างๆ อาทิ โครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการไทยกับสิงคโปร์ (Civil Service Exchange Programme-CSEP) รวมทั้งการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวภายใต้กรอบ Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship -STEER) นอกจากนี้ ไทยและสิงคโปร์ยังเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งในกรอบความร่วมมืออาเซียนด้วย
นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวถึงบทบาทของอาเซียนว่า จะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มความร่วมมือที่สำคัญ ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ความสำเร็จของอาเซียนในการร่วมมือทางการเศรษฐกิจและการเงิน ทั้งนี้ การประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการใช้กลไก ข้อริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiatives) ในระดับพหุภาคี เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพทางการเงินการคลังของชาติสมาชิก ซึ่งจะเป็นตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการได้รับเชิญในฐานะประธานอาเซียน พร้อมประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เข้าร่วมการประชุมลอนดอน ซัมมิต หรือ จี 20 ว่า ทั้งสองประเทศจะเป็นผู้แทนในเวทีระหว่างประเทศ ที่จะยืนยันทิศทางเดียวกันว่าอาเซียนจะสนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรี ส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน และไม่เห็นด้วยต่อมาตรการกีดกันทางการค้าทั้งในรูปภาษีและมิใช่ภาษี สำหรับประเทศไทย รัฐบาลไทยก็ใช้นโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญต่อวินัยทางการคลัง ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรียังตอบรับคำเชิญนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ไปเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป
โวยพม่า-เขมรกีดกันภาคประชาสังคม
เมื่อเวลา 12.30 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี มีการจัดการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำประเทศกลุ่มอาเซียนกับผู้แทนภาคประชาสังคมอาเซียน ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ใช้เวลาหารือนาน 30 นาที ปรากฏว่ามีผู้แทนภาคประชาสังคมจากลาว บรูไน พม่า และกัมพูชา ไม่ได้เข้าร่วมการหารือ โดยผู้แทนจากพม่าและกัมพูชาถูกสั่งห้ามเข้าร่วม โดยมีรายงานว่า ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศอ้างว่าผู้แทนภาคประชาสังคมทั้ง 2 คน มาจากองค์กรที่ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล จึงเกิดความไม่สบายใจที่จะให้เข้าร่วมในการหารือครั้งนี้
จากนั้น นางสุนทรี เซ่งกิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการประสานองค์กรเอกชน (กปอพช.) ในฐานะผู้แทนภาคประชาสังคมของไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า ได้รับการสื่อสารจากรัฐบาลไทยว่า ขอให้ผู้แทนจากประเทศที่ผู้นำของประเทศนั้นเกิดความไม่สบายใจที่จะให้มาร่วมประชุม อยู่ด้านนอกห้องหารือ แต่นายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศของไทยจะออกมาพบกับคนเหล่านี้แทน นอกจากนี้พบว่ามีความพยายามของผู้นำประเทศบางคนที่ต้องการนำคนที่ตัวเองเลือกเข้าร่วมวงหารือในฐานะตัวแทนภาคประชาสังคม แต่ในที่สุดก็ไม่เกิดขึ้น ถือว่าสิ่งเหล่านี้ขัดหลักกับการเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมที่บรรดาผู้นำอาเซียนพูดมาตลอด แต่ก็ทำให้เราตระหนักว่า หนทางที่ภาคประชาชนจะได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงนั้นคงยังอีกไกล
นางสุนทรีกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ และนายกษิต ได้พบกับผู้แทนภาคประชาสังคมของพม่าและกัมพูชาภายหลังการหารือดังกล่าว ซึ่งนายกฯ ยอมรับว่า ภูมิภาคนี้ยังเข้มงวดต่อความคิดเรื่องอธิปไตย และการไม่แทรกแซงกัน ทำให้การดำเนินการในหลายๆ เรื่องมีความยากลำบาก และมีความอ่อนไหว
นางสุนทรีกล่าวอีกว่า เนื้อหาในการหารือดังกล่าวได้ตั้งคำถามหลัก 5 เรื่องต่อผู้นำประเทศอาเซียน ได้แก่ 1.กระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริงในเวทีอาเซียน 2.หน้าตาของกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนที่จะเสร็จในปีนี้ และความสามารถในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อย่างแท้จริง 3.ปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในประเทศพม่า 4.การหาทางออกต่อผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจที่มีผลต่อแรงงานอพยพในรัฐอาเซียน และ 5.การมีส่วนร่วมของผู้หญิงและเด็ก รวมถึงการปกป้องคุ้มครองและการแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพม่าแสดงท่าทีเงียบขรึม ไม่ตอบคำถามใดๆ มีเพียงนายกรัฐมนตรีของไทย และนายเหวียน เติน ซุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นผู้ตอบคำถาม อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ การที่นายอภิสิทธิ์พูดว่า อย่างน้อยได้เห็นความสำคัญและเริ่มมีการพูดคุยกันระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคม อีกทั้งผู้นำประเทศทั้งหมดรับฟังเรื่องที่พูดกันจนจบ โดยอาจถือเป็นนิมิตหมายที่ดีเล็กๆ ว่า แม้เราสามารถไม่เห็นด้วยกันได้ แต่ก็สามารถมานั่งปรึกษาหารือในวงประชุมเดียวกันได้
“เราอยากเรียกร้องต่อนายกฯ และรัฐบาลไทย ในฐานะที่เป็นประธานอาเซียนว่า คงต้องมีความพยายามให้มากขึ้นที่จะทำให้ภูมิภาคเป็นภูมิภาคที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง” นางสุนทรี กล่าว
ภาคปชช.แถลงจวกผู้นำอาเซียน
จากนั้นเวลา 14.00 น. สมาชิกภาคประชาชนอาเซียนกว่า 20 คน ได้เดินทางมายังโรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา โดยใช้พื้นที่ด้านหน้าศูนย์สื่อมวลชนอาเซียนเป็นพื้นที่แถลงข่าวเกี่ยวกับการพบปะกันระหว่างผู้นำอาเซียนกับภาคประชาสังคม ที่มีขึ้นในช่วงเที่ยงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีสื่อมวลชนต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจสัมภาษณ์และรายงานข่าวภาคประชาชนอาเซียน
นายปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ผู้แทนจากฟอรั่มเอเชีย หนึ่งในกลุ่มเอ็นจีโอจากประเทศอาเซียน ในนามตัวแทนที่เข้าร่วมการประชุมมหกรรมภาคประชาสังคมอาเซียน กล่าวว่า สมาชิกภาคประชาสังคมอาเซียนต้องการให้สังคมเห็นอีกภาพหนึ่งของอาเซียน ที่ไม่ได้ยึดหลักการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างที่พูดไว้ จากกรณีการพบปะกันระหว่างผู้นำอาเซียนกับภาคประชาชน ซึ่งมีบางประเทศไม่อนุญาตให้ภาคประชาชนของตัวเองเข้าร่วมในโอกาสดังกล่าว
นายปกป้องกล่าวอีกว่า บรรยากาศการพบปะกันเป็นไปโดยมีตัวแทนจากภาคประชาชน 8 คน จาก 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม แต่กลับไม่มีตัวแทนภาคประชาชนจากอีก 4 ประเทศ คือ พม่า กัมพูชา ลาว และบรูไน ซึ่งสาเหตุก็ต่างกันไป โดยทางการพม่าไม่ยินยอมให้ภาคประชาชนของประเทศตนเข้าร่วมงาน ในขณะที่ตัวแทนจากสมาชิกมหกรรมภาคประชาสังคมในกัมพูชาไม่ได้เข้าร่วม สาเหตุเพราะผู้นำกัมพูชาอนุญาตเฉพาะบุคคลที่รัฐบาลเป็นผู้เลือกมาเข้าร่วมแทนเท่านั้น ส่วนประเทศบรูไนไม่ได้ส่งภาคประชาสังคม เนื่องจากปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สำหรับภาคประชาชนของประเทศลาวไม่เข้าร่วม เพราะเกรงว่า เมื่อกลับประเทศแล้วจะเป็นอันตราย
ผู้สื่อข่าวถามถึงการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน นายปกป้องกล่าวว่า พวกเรารู้สึกไม่พอใจใน 2 ประเด็น คือ 1.คณะทำงานระดับสูงว่าด้วยกลไกสิทธิมนุษยชนมาเป็นเจ้าหน้าที่ที่รัฐแต่งตั้ง โดยเฉพาะพม่า ลาว บรูไน หรือแม้แต่กัมพูชา ผู้ร่างเป็นโฆษกของรัฐบาลด้วยซ้ำ ขณะที่ผู้แทนจากไทยยังเป็นที่ยอมรับมากกว่า เพราะได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคม 2.ตั้งแต่มีการร่างกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน ยังไม่มีการเปิดให้ภาคประชาสังคมได้เห็นร่าง และรับฟังภาคประชาสังคม โดยส่วนตัวเชื่อว่า องค์กรดังกล่าวจะเป็นเพียงกลไกปกป้องอาเซียนไม่ให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกเช่น สหประชาชาติ
แฉห้ามสวมรองเท้าพบผู้นำอาเซียน
รายงานข่าวระบุว่า ก่อนจะมีการประชุมร่วมระหว่างผู้นำอาเซียนกับตัวแทนภาคประชาชนนั้น ได้เกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้น เมื่อฝ่ายประสานงานของผู้นำอาเซียนแจ้งมายังตัวแทนภาคประชาชนว่า ในการพบกับผู้นำอาเซียนช่วงเที่ยงวันที่ 28 กุมภาพันธ์นั้น ขอให้ผู้แทนภาคประชาชน ซึ่งจะเข้าพบผู้นำอาเซียนทั้ง 11 คน ถอดรองเท้าก่อนเข้าพบด้วย
"เขาคงกลัวว่าจะเกิดเหตุเหมือนผู้นำอเมริกา และผู้นำจีน ที่ถูกปารองเท้าใส่ แต่เราไม่ยอมทำตามข้อเสนอที่ไม่เป็นสาระนี้" แหล่งข่าวจากตัวแทนภาคประชาชนระบุ
อย่างไรก็ตาม ได้มีการต่อรอง และยืนยันว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ซึ่งการพบปะกันในบ่ายวันเสาร์ ผู้แทนภาคประชาชนทุกคนได้สวมรองเท้าเข้าร่วมประชุม แต่ถึงกระนั้น การต่อรองของผู้นำอาเซียนก็ยังคงมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นอีก แต่คราวนี้เป็นเงื่อนไขจากผู้นำพม่า และผู้นำกัมพูชา ที่ยืนกรานว่า ไม่ให้ผู้แทนภาคประชาชนจากประเทศของตนเข้าพบ ไม่เช่นนั้นจะวอล์กเอาท์ออกจากที่ประชุม ซึ่งเรื่องนี้มีการต่อรองกัน แต่ไม่สำเร็จ เพราะกัมพูชาเสนอว่า ให้คนของรัฐบาลเป็นตัวแทนภาคประชาชนแทน
ดังนั้นในการพบปะกับผู้นำอาเซียนครั้งนี้ จึงเหลือตัวแทนภาคประชาชนเพียงแค่ 8 คนเท่านั้น ก่อนที่ตัวแทนภาคประชาชนอาเซียนจะเดินทางไปแถลงข่าวที่ศูนย์สื่อมวลชนอาเซียน โรงแรมเชอราตัน
"กษิต"ตอบรับเยือนพม่าปลายมี.ค.
เมื่อเวลา 10.30 น. นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการหารือทวิภาคีของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทวิภาคีกับนายญาณ วิน รัฐมนตรีต่างประเทศของพม่า ว่า เป็นการหารือทวิภาคีกันเป็นครั้งแรก ภายหลังจากที่นายกษิตเข้ารับตำแหน่ง โดยมีการหารือกันในหลายเรื่อง
นายธฤตกล่าวว่า ทางพม่าได้เชิญนายกษิตเยือนประเทศพม่าอย่างเป็นทางการ ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นว่า ไทยกับพม่ามีชายแดนติดกัน จึงต้องการใช้ความเหมือนทางอารยธรรม และการนับถือศาสนาพุทธเช่นเดียวกันมาเป็นจุดร่วมของการกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชน ทั้งนี้ มีการตกลงกันว่า ให้ไทยส่งหัวข้อการหารือในระหว่างการเยือนให้พม่าก่อน เพื่อให้เกิดผลความร่วมมือเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด เช่น ความร่วมมือการแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย อาชญากรรมในพื้นที่ ปัญหายาเสพติด
นายธฤตกล่าวอีกว่า ในการหารือกันครั้งนี้มีการพูดถึงปัญหาโรฮิงญา โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของพม่าได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ ค.ศ.1990 เป็นต้นมา พม่าตกลงกับบังกลาเทศในการแก้ปัญหาบริเวณชายแดนระหว่าง 2 ประเทศนี้มาบ้างแล้ว โดยมีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) มาร่วมดูการแก้ปัญหานี้ด้วย กรณีนี้พม่ายืนยันรับชาวเบงกาลีกลับประเทศ โดยขณะนี้มีชาวเบงกาลีอยู่ในบังกลาเทศ ซึ่งพม่าก็พร้อมจะให้กลับประเทศ แต่เห็นว่าเป็นปัญหาที่แก้ได้ไม่ง่าย เพราะชายแดนของพม่ากับบังกลาเทศเป็นแนวยาวและยากที่จะควบคุม
นอกจากนี้มีการหารือถึงความร่วมมือเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด ฝ่ายพม่าแจ้งว่า สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดของพม่าให้ลดน้อยลง ส่วนกรณียาบ้าผลิตจากสารเคมีตั้งต้นไม่ได้อยู่ในพม่า ซึ่งรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายเห็นว่าควรนำเรื่องนี้หารือกับประเทศในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว
เสื้อแดงบุกหัวหินร้องดำเนินคดีพธม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปรากฏว่า ที่บริเวณหอนาฬิกาเทศบาลเมืองหัวหิน ซึ่งห่างจากสถานที่ประชุมประมาณ 10 กิโลเมตร มีกลุ่มประชาชนกว่า 10 คน เรียกตัวเองว่า “กลุ่มเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง” ได้รวมตัวยืนถือป้าย พร้อมกับอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบังคับใช้ และให้รัฐบาลยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน โดยมี นายอภินันท์ จันทรังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และตำรวจมาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ในเขตเทศบาลเมืองหัวหินมีกลุ่ม “พีช ฟอร์ เบอร์มา” ภายใต้การสนับสนุนขององค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กว่า 10 คน ได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานรอบตัวเมืองหัวหิน ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อรณรงค์ให้สาธารณชนตระหนักถึงปัญหาสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเรียกร้องให้
สาวใหญ่เสื้อแดงโผล่รร.เชอราตัน
ส่วนที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.43 น. มีผู้หญิง 3 คน อายุประมาณ 40 ปี ซึ่ง 2 คน สวมเสื้อสีแดง มีข้อความ “รายการความจริงวันนี้” ส่วนอีก 1 คน สวมเสื้อสีขาว เดินเข้ามาภายในโรงแรม ผ่านเครื่องตรวจวัตถุระเบิด มุ่งหน้าไปยังห้องน้ำหญิง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตามมายืนเฝ้าที่หน้าห้องน้ำ 2 นาย ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวที่เข้าไปใช้ห้องน้ำก่อนหน้านี้ได้สอบถามบุคคลทั้งสองว่า มาจากที่ไหนและมีวัตถุประสงค์อะไร ได้รับคำตอบว่า มาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาเที่ยว ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ
ขณะที่สมาชิกกลุ่มเสื้อแดงทั้ง 2 คน ได้พูดคุยชักชวนกันไปรับประทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารของโรงแรม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่าง แต่มีการทักท้วงว่าให้ไปหาของรับประทานที่ตลาดหัวหินดีกว่า เพราะแค่ใส่เสื้อแดงมาแค่นี้ตำรวจก็วิ่งกันวุ่นแล้ว แต่เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามก็ได้คำตอบว่า เป็นสิทธิของตัวเองที่จะสวมเสื้อแดงไปที่ไหนก็ได้ และการที่คนเรามีความเห็นที่แตกต่างกันก็สามารถแสดงออกได้ จากนั้นทั้งสองก็ออกจากห้องน้ำ และไปนั่งพักที่บริเวณล็อบบี้ของโรงแรม โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงกลับออกไป
องค์กรสิทธิฯอาเซียนไม่ใช่เสือกระดาษ
เมื่อเวลา 10.30 น. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา แถลงว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อวัน 27 กุมภาพันธ์ ได้เสนอรายงานการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุยชนอาเซียนตามมาตรา 14 ของกฎบัตรอาเซียน โดยมอบหมายคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนยกร่างกรอบอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนขึ้น โดยให้คำนึงถึงความเป็นจริงและความหลากหลายของกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งจัดทำร่างข้อตกลง (ทีโออาร์) นำไปสู่การจัดตั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่น่าเชื่อถือยึดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่ยอมรับในระดับสากล และต้องพัฒนาองค์กรดังกล่าวพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเข้มแข็ง โดยหัวใจสำคัญในทีโออาร์จะต้องกำหนดบทบาทในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตระหนักถึงสถานการณ์ความเป็นจริง
โดยเฉพาะส่งเสริมให้รับสมาชิกของอาเซียนเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา หรืออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศฉบับสำคัญ 9 ฉบับ ที่ร่วมเป็นภาคีแล้ว 7 ฉบับ นอกจากนี้ต้องขยายการหารือร่วมหารือกับองค์กรภาคประชาชนด้วย โดยจัดให้มีปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอาเซียน อย่างไรก็ตาม องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนจะประกอบด้วยผู้แทนที่มีความรู้เกี่ยวสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการคัดเลือกจาก 10 ประเทศ โดยร่างสุดท้ายจะเสนอในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในเดือนกรกฎาคม 2552 และจะสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ในการประชุมอาเซียนครั้งต่อไป



