ข่าว

ผู้สูงวัย !! อยู่บ้านลำพัง เป้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้สูงวัย !! อยู่บ้านลำพัง เป้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

20 มี.ค. 2561

ปปง.เผยรูปแบบใหม่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรเข้าเบอร์บ้าน ลวงผู้สูงวัยอยู่บ้านคนเดียว


          20 มี.ค.61-ปปง.เผยรูปแบบใหม่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรเข้าเบอร์บ้าน ลวงผู้สูงวัยอยู่บ้านคนเดียว ปิดบัญชีรวมเงินฝากเป็นบัญชีเดียว ก่อนถอนเงินออนไลน์ไปมาเลเซีย-ไต้หวัน สูญเงินหลายล้าน

          พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงให้มีความซับซ้อนและตรวจสอบยากขึ้น คือการโทรศัพท์ไปหาประชาชนที่บ้าน แล้วอ้างตัวเป็นตำรวจระดับสูงโทรมาเพื่อขอตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จะถูกระงับบัญชี และหมายเลขโทรศัพท์ หากไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยอยู่บ้านลำพัง เมื่อถูกข่มขู่เหยื่อหลงเชื่อเพราะตกใจกลัว จะขอทราบหมายเลขบัญชีธนาคารและเงินคงเหลือในบัญชีทุกธนาคาร แล้วหลอกลวงเหยื่อว่าจะทำการตรวจสอบบัญชีโดยขอให้เหยื่อปิดบัญชีเงินฝากทุกบัญชี แล้วนำเงินทั้งหมดไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคาร และให้เหยื่อทำบัตรเอทีเอ็มในการกดเงิน เมื่อถึงธนาคารจะกำหนดหมายเลขรหัสบัตรเอทีเอ็มให้กับเหยื่อให้กดตามที่มิจฉาชีพบอก ไม่ว่าจะเป็น 4 หลัก หรือ 6 หลัก ยกตัวอย่างเช่น รหัสง่ายๆ 1234 เป็นต้น 

          จากนั้นเหยื่อจะนำเงินสดทุกบัญชีฝากเข้าบัญชีที่เปิดใหม่ แล้วกลับบ้านโดยเหยื่อไม่เอะใจหรือสงสัย เพราะเงินทั้งหมดตนเองนำฝากในบัญชีใหม่ หลังจากนั้นผ่านไป 2 - 3 ชั่วโมง พบว่าเงินถูกถอนออกจากบัญชีไปจนหมดบัญชี จึงแจ้งไปยังธนาคารพบว่ามีว่าการถอนออกไปด้วยอินเตอร์เนตแบงค์กิ้ง อย่างรวดเร็ว โดยจะโอนไปยังบัญชีเหยื่อรายอื่นที่ถูกหลอกในลักษณะเดียวกัน และถูกโอนต่อไปยังบัญชีเหยื่อรายที่ 3 อีกหนึ่งทอด ก่อนที่จะถอนเงินสดทางตู้เอทีเอ็มที่ประเทศมาเลเซีย หรือไต้หวัน หรือในบางกรณีจะมีการถอนเงินออกจากบัญชีด้วยการโทรศัพท์ไปยังหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารและสวมรอยเป็นเจ้าของบัญชีเพื่อถอนเงินจากบัญชี หรืออีกกรณีคือจะมีการขอรหัส OTP จากเหยื่อโดยอ้างว่าเป็นรหัสลับ 4 หลัก แจ้งให้กับมิจฉาชีพที่อ้างเป็นตำรวจโดยอ้างว่าเป็นการนำไปตรวจสอบ โดยรหัสดังกล่าวคือรหัสการยืนยันการโอนเงิน แล้วเงินถูกถอนออกจากบัญชีทั้งหมด

           พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ กล่าวอีกว่า ปปง.จึงขอเตือนประชาชน แจ้งเตือนบุคคลใกล้ชิดโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่บ้านคนเดียว หากมีโทรศัพท์โทรมาที่หมายเลขโทรศัพท์บ้านแล้วอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ ขอให้รีบวางสายอย่าคุยเด็ดขาด แล้วให้รีบแจ้งที่สถานีตำรวจใกล้บ้านให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้บ้านเพื่อประสานงานกับหน่วยงานรัฐที่ถูกแอบอ้าง เพื่อมิให้ถูกหลอกลวง หรือให้รีบแจ้งบุตรหลานหรือบุคคลใกล้ชิด อย่าคุยคนเดียวเด็ดขาด เพราะเป็นจุดอ่อนให้กับมิจฉาชีพใช้ข่มขู่เหยื่อให้กลัวแล้วทำตามที่มิจฉาชีพทุกอย่าง แล้วสูญเสียเงินจำนวนมาก 

                ผู้สูงวัย !! อยู่บ้านลำพัง เป้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

           สำหรับสถาบันการเงินทุกแห่ง โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่เคาท์เตอร์รับฝากเงินทุกสาขาทั่วประเทศ ขอให้สอบถามประชาชนโดยเฉพาะการเปิดบัญชีและทำบัตรเอทีเอ็มว่า “ท่านเปิดบัญชีตามที่เจ้าหน้าที่โทรแจ้งว่าจะช่วยเหลือทางคดีแล้วให้ปิดทุกบัญชีมาเปิดใหม่ใช่หรือไม่” เพียงเท่านี้ท่านอาจช่วยเหลือประชาชนที่กำลังถูกหลอกลวงในขณะนั้นให้มีสติและไม่หลงเชื่อได้ แล้วรีบโทรระงับทุกบัญชีเพื่อมิให้มิจฉาชีพถอนเงินออกจากบัญชี

           จากสถิติการรับเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 60 จนถึงปัจจุบัน ปปง.สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ทันก่อนที่มิจฉาชีพจะโอนเงินหรือถอนเงินออกไป จำนวน 74 ราย รวมมูลค่า 34 ล้านบาทเศษ รวมทั้งได้ดำเนินการส่งมอบเงินให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อคืนให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 5 ครั้ง เพื่อบรรเทาความเสียหายให้กับประชาชนได้จำนวน 40 ราย เป็นเงินจำนวน 6.7 ล้านบาทเศษ