
ฝุ่นตลบ"ศึกพลังสี"แข่งสยายปีก
ผ่าน "พิธีกรรมปลุกเสก" ไปเรียบร้อยแล้วกับ "พรรคการเมืองใหม่" ชู "สนธิ ลิ้มทองกุล" หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นแท่นนั่ง "หัวหน้าพรรค"
มีคณะกรรมการบริหารพรรคอีก 12 คน ซึ่งล้วนเป็นหัวหอกสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร
ไม่ว่าจะเป็น สมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นรองหัวหน้าพรรค สุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการพรรค สำราญ รอดเพชร เป็นโฆษก และ ศรัณยู วงษ์กระจ่าง เป็นรองเลขาธิการพรรค
การเปิดตัวอย่างเป็นทางการของพรรคการเมืองใหม่ครั้งนี้ ทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงตามขึ้นมาทันที เพราะเป็นการเปิดหน้าไพ่ เพื่อเข้าห้ำหั่นในศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า "พรรคการเมืองใหม่" เป็นหัวขบวนนำ "พลังสีเหลือง" ขณะที่ "พรรคเพื่อไทย" เป็นหัวขบวนนำ "พลังสีแดง"
ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนหัวขบวนใหม่ของพรรคเพื่อไทยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บัญชาการทหารบก เข้ามาเป็นประธานพรรคเพื่อไทย
ที่มาพร้อมนายทหาร จปร.7 อย่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และเป็นผู้กำข้อมูลการยึดอำนาจจาก "ระบอบทักษิณ"
รวมถึง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ผู้กำข้อมูลเงินบริจาค 258 ล้านบาทให้แก่พรรค เข้ามาร่วมงานเป็น "แบ็กอัพ" ด้วย
การผนึกกำลังครั้งนี้ย่อมไม่ธรรมดา เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านายทหารกลุ่มนี้มีความช่ำชองแนวทางเคลื่อนไหวแบบใต้ดิน
ดังนั้นการที่ "ทักษิณ" เลือกใช้บริการ "บิ๊กจิ๋ว" ครั้งนี้ ย่อมหวังผลสูงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะยุทธศาสตร์เปลี่ยน "อีสานเขียว" ให้เป็น "อีสานแดง" รวมถึงการเคลื่อนไหว "ใต้ดิน" และ "บนดิน" ทุกรูปแบบ
ขณะเดียวกันยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ยังเปิดกว้างต้อนรับกลุ่มการเมืองที่ไม่เอาพันธมิตร และรัฐบาลผสมโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาร่วมขบวนด้วย
และนี่...จึงเป็นที่มาของความพยายามต่อสายถึงอดีตนายทหารและอดีตนายตำรวจ ที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลเข้ามาเป็นแนวร่วม
รวมไปถึง "พรรคประชาราช" ของ "เสนาะ เทียนทอง" หัวหน้าพรรค ที่ประกาศวางมือทางการเมือง แต่พรรคเพื่อไทย ยังต่อสายตรงเพื่อดึงเอาลูกหลานของ "ผู้เฒ่าวังน้ำเย็น" เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งด้วย
จนเกิดการแย่งชิงกันกับ "พรรคภูมิใจไทย" ที่ "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรค มอบภารกิจนี้ให้ "สรอรรถ กลิ่นประทุม" เทียบเชิญลูกหลานของ "ป๋าเหนาะ" เข้ามาร่วมทำงานด้วย
นาทีนี้กลุ่มการเมือง นอกจากจะเดินเกมแย่งชิงฐานมวลชนกันแล้วและเป็นการแย่งชิงแกนนำหัวขบวน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการทำงานการเมืองเข้ามาผนึกกำลังสู้ด้วย
จึงได้เห็นท่าทีของพลพรรคเพื่อไทยออกมายิ้มร่าหลังจากพรรคการเมืองใหม่ กระโดดเข้าสู่วงโคจรการเมือง
นั่นเป็นเพราะ...ฐานกำลังที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคการเมืองใหม่ทับซ้อนกันอยู่ และจะเห็นได้ว่ากลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร ก่อนที่จะแปรสภาพมาเป็นพรรคการเมือง ถูกนำไปฝากเลี้ยงไว้ใน "ประชาธิปัตย์"
ไม่ว่าจะเป็น "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ ผู้ที่ขึ้นเวทีปราศรัยบนเวทีพันธมิตร จนได้ดิบได้ดีเป็นเสนาบดีกุมกระทรวงบัวแก้ว จนถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐมนตรีพลังสีเหลือง และ "สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์" ส.ส.สัดส่วน ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของพันธมิตร
รวมไปถึง "ประพันธ์ คูณมี" กับ "สำราญ รอดเพชร" อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ก็กระโดดหนี "ค่ายสะตอ" ไปเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่
จึงเหลือเพียง "กษิต" กับ "สมเกียรติ" ที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจกลับคืนสู่อ้อมกอดของประชาชนอีกครั้ง เพราะทั้งคู่มีที่ยืนในแวดวงการเมืองได้เพราะ "พลังเสื้อเหลือง"
นาทีนี้ดูเหมือนว่าค่ายสะตอจะตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องมาแย่งพื้นที่กันเองกับพรรคการเมืองใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วทุกภาค รวมไปถึงกลุ่มคนชั้นกลาง
ขณะที่ "พรรคเพื่อไทย" เข้ายึดกุมหัวใจกลุ่มคนรากหญ้าได้แบบเบ็ดเสร็จไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือและภาคอีสาน
เห็นได้จากการดึง "พ่อใหญ่จิ๋ว" เข้ามาเพื่อขยายฐานแนวร่วมในพื้นที่ภาคอีสาน รวมถึงต่อสายสัมพันธ์ไปถึงพรรคมาตุภูมิที่มี "กลุ่มวาดะห์" เป็นหัวหอก ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นตั้งแต่สร้าง "พรรคความหวังใหม่" มาด้วยกัน
ส่วน "ภูมิใจไทย" หลังจากที่ "เนวิน" หลุดพ้นบ่วงกรรมคดีการทุจริตเมื่อครั้งในอดีต ก็พยายามสยายปีก สร้างขุมอำนาจโดยการผนึกกำลังกับ "พลังสีเขียว" และ "สีกากี" กลายเป็น "สีน้ำเงินอมเขียว" จนเป็นกลุ่มอำนาจใหม่ที่ทรงอิทธิพลเหนือรัฐบาลในยามนี้
ยิ่งในยามที่ "พรรคชาติไทยพัฒนา" กับ "พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา" ที่มี "อดีตกลุ่ม16" เป็น "แบ็กอัพ" เกาะติดหนับกับพรรคภูมิใจแบบเฮไหนเฮนั่น
ทำให้ "กลุ่มอำนาจใหม่" ที่ว่านี้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในวงจรการเมืองไทย ที่พร้อมจะ "แปรพักตร์" และ "เปลี่ยนขั้ว" ได้ทันที
"สุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับว่า ใครจะเป็น "ผู้กำชัยชนะ"
บัญชา แข็งขัน



