ข่าว

เราเรียนรู้อะไรกับข่าวน้ำท่วม-ฝนตกบ้าง?

เราเรียนรู้อะไรกับข่าวน้ำท่วม-ฝนตกบ้าง?

08 ต.ค. 2552

บางครั้งเมื่อเราพูดถึงสื่อมวลชนนั้นเรามักจะมีมุมมองที่ค่อนข้างแคบ โดยมองว่าเรื่องของข่าวนั้นเกี่ยวข้องกับข่าวการเมืองเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สื่อนั้นรายงานข่าวอื่นๆ อีกมากมาย ดังที่เราเห็นจากพื้นที่หนังสือพิมพ์ หรือ โทรทัศน์

 หลักการข้อแรกที่เราจะต้องเข้าใจก็คือ ในปัจจุบัน เราจะไม่ได้มองว่าสื่อ "รายงานข่าว" ที่เป็น "ความจริง" ที่มีอยู่แล้วในสังคม แต่เรากำลังมองว่าสื่อนั้น "ผลิตข่าว" ซึ่งการผลิตข่าวนี้ก็เหมือนกับการผลิตรายการนั่นแหละครับ ในความหมายที่ว่า การผลิตข่าวมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่จริง แต่หมายความว่าเราต้องระมัดระวังหลายเรื่องราวที่เป็นองค์ประกอบกันเข้าเป็นข่าว เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของเราที่จะนำเสนอข่าว นั่นแหละครับ

 ช่วงนี้ข่าวที่สำคัญนอกเหนือไปจากข่าวแพนด้ากับข่าวการเมือง ก็น่าจะเกี่ยวพันกับข่าวเรื่องดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะเรื่องของฝนตก พายุเข้า น้ำท่วม ทั้งในประเทศและนอกประเทศ สำหรับส่วนของข่าวนอกประเทศนั้นเราคงไม่สามารถไปทำอะไรเขาได้ เนื่องจากเราไม่ได้ผลิตข่าวเอง เราคงทำหน้าที่หลักได้แค่แปลข่าว แต่สำหรับข่าวในประเทศนั้น เราควรจะมาช่วยกันออกความเห็นว่าเราต้องการเห็นข่าวที่เกี่ยวกับน้ำท่วม-ฝนตกอย่างไร

 ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้บอกว่า ข่าวน้ำท่วมและฝนตกที่ผ่านมานั้นผิด หรือผิดหลักวิชา แต่ผมคิดว่าข่าวน้ำท่วม-ฝนตกที่ผ่านมานั้นมีลักษณะสำคัญอยู่สองข้อที่ควรจะตั้งเป็นข้อสังเกต

 ข้อที่หนึ่ง ข่าวน้ำท่วมฝนตกนั้น แม้ว่าจะมีลักษณะเตือนภัย แต่ก็เป็นลักษณะเตือนภัยที่ไม่ค่อยเอาจริงเอาจังมากนัก และสิ่งที่โดดเด่นก็คือ เป็นการเตือนภัยที่เน้นเอากรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง (ใครว่าข่าว NEWS นั้นมาจากชื่อทิศสี่ทิศ ผมว่าข่าวไทยเนี่ยคือ B Bangkok ตัวเดียวแหละครับ)

 ลองสังเกตสิครับ วิธีการนำเสนอข่าวนั้นมักจะเริ่มจากการบอกว่าจะมีศูนย์กลางพายุอยู่ที่ไหนสักแห่ง และอาจจะก่อให้เกิดฝนตกหนัก ถึงน้ำท่วม ตามจังหวัดต่างๆ แต่ที่สำคัญก็คือจะบอกว่าแล้วจะเข้ากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ จนบางทีผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าพายุนั้นไม่เข้ากรุงเทพฯ จะมีการรายงานข่าวเรื่องเหล่านี้จริงจังแค่ไหน  ดังนั้น ศูนย์กลางข่าวจึงสำคัญมากกว่าศูนย์กลางพายุเสมอในบ้านเรา

 ข้อที่สอง เทคโนโลยีสมัยใหม่นั้น แม้ว่าจะทำให้เรามองเห็นภาพของพายุน้ำท่วมได้ชัดขึ้น และมีภาพข่าวของพี่น้องต่างจังหวัดที่ประสบเหตุได้มากขึ้น แต่เอาเข้าจริงแล้ว การรายงานข่าวเหล่านี้มีแบบแผนสำคัญอยู่ไม่มากนัก นั่นก็คือ เป็นการรายงานข่าวล่วงหน้าให้ระวังภัย แล้วเมื่อภัยมาก็รายงานว่ามีใครเดือดร้อนมากไหม เสียหายแค่ไหน มีใครให้ความช่วยเหลือบ้าง ไปตรวจเยี่ยมบ้าง

 สิ่งที่เราไม่ค่อยเห็นในข่าวก็คือ เราเรียนรู้อะไรมากขึ้นจากบทเรียนของการเตือนภัยและความช่วยเหลือจากทุกครั้งที่ผ่านมา จังหวัดเหล่านี้ที่ประสบภัยเป็นประจำนั้นเขามีกระบวนการทำงานที่ดีขึ้นกว่าการเตือนภัยแล้วการช่วยเหลือแต่ละครั้งอย่างไร อาทิ บทเรียนของการมีน้ำท่วมและความเสียหายจากอุทกภัยนั้น ทำให้เราปรับปรุงระบบความช่วยเหลือและเตือนภัยที่ดีขึ้นอย่างไร การช่วยเหลือครั้งนี้และครั้งที่แล้วทั่วถึงขึ้นไหม นอกจากนี้ที่สำคัญก็คือ ภัยพิบัติเหล่านี้แม้ว่าทางหนึ่งจะเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่มันได้ทำให้เรามีความระมัดระวังมากขึ้นในเชิงการออกนโยบายอย่างไร เช่น กฎหมายผังเมือง (และผังชนบท หากจะใช้คำนี้ในรากฐานเดิม) ที่ห้ามการตั้งถิ่นฐานในบางจุด หรือปัญหาที่เราประสบนั้น มีส่วนทำให้เราสามารถติดตามตรวจสอบนโยบายและโครงการพัฒนาในแต่ละจังหวัด ว่ามีประสิทธิภาพในการเตรียมรับภับพิบัติอย่างไร

 ภัยพิบัติที่เกิดจากฝนตก พายุ น้ำท่วม นั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ผมไม่รู้สึกว่าเรามีความเอาจริงเอาจังในการนำเสนอข่าวสักเท่าไหร่ บางครั้งผมก็แอบคิดไปว่าทำข่าวคล้ายๆ งานสงกรานต์ หรือรายงานข่าวเลือกตั้งว่า ตรงนี้ก็มี ตรงนั้นก็มี แต่ถ้าเป็นเรื่อง "พายุทางเศรษฐกิจ" หรือภับพิบัติระดับที่กระทบตัวเลขส่งออก ก็จะเห็นว่ามีความเอาจริงเอาจังกว่า มีการให้เวลาในข่าว และสืบค้นหรือให้ทัศนะจากผู้รู้จำนวนมากกว่าการรายงานข่าวและแจ้งเตือนภัยรายวันแบบที่ทำอยู่

 ผมได้แต่หวังว่าข้อสังเกตของผม คงจะเป็นความเข้าใจที่ผิดไปเอง และเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเท่านั้นเองครับ