ข่าว

 7ตุลามหาวิปโยค

7ตุลามหาวิปโยค

08 ต.ค. 2552

แล้ว 36 ปี ๑๔ ตุลา ก็เฉลิมฉลอง ด้วยความรุนแรงในการปราบปรามประชาชน เมื่อ 7 ตุลาคม พุทธศักราช 2551 ที่ผ่านมา เปลี่ยนเพียงทหารมาเป็นตำรวจ ภายใต้การสั่งการของนักการเมืองเท่านั้น การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

  ที่ลงหลักปักฐานไว้นับจากวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ผ่านมาแล้ว 36 ปี ประชาธิปไตยก็ยังคงล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูกกันด้วยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงแม้ว่าจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย นับจากวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่ดูเหมือนพัฒนาการของประชาธิปไตยเพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

 หลังจากสิ้นยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (พ.ศ.2523-2531) ที่เรียกกันว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบ  ก็มาถึงยุคของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีนัยสำคัญแตกต่างจากยุค พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่อำนาจและอิทธิพลของกองทัพ ยังเป็นเงาดำทอดทะมึนอยู่ แต่ในที่สุดรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็สะดุดขาตัวเองล้มลง ด้วยปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น อำนาจกลับไปอยู่ที่กองทัพอีกครั้ง ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลัง 14 ตุลาคม คือ การรัฐประหาร 3 ครั้ง และการโค่นล้มระบอบอำนาจนิยม 1 ครั้ง 14 ตุลาคม เป็นการต่อสู้ของขบวนการนิสิตนักศึกษาเพื่อโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารที่ครอบงำสังคมไทยมาช้านาน 6 ตุลาคม เป็นการต่อต้านการกลับมาในรูปสามเณรของจอมพลถนอม กิตติขจร หรือที่เรียกขานกันในขณะนั้นว่า ทรราช

 พฤษภาคม 2535 เป็นการต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยม (รสช.) ที่พยายามสืบทอดอำนาจจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 และในที่สุด 19 กันยายน 2549 ก็เป็นการหมุนกลับไปยังวงจรอุบาทว์ที่กองทัพเข้ามาแสดงบทบาทผู้พิทักษ์ความอยู่รอดทางการเมืองอีก โดยอาศัยเงื่อนไขและข้ออ้างเดียวกับ คณะรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ คือการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นการทุจริตคอรัปชั่นที่มีความสลับซับซ้อน และขนาดใหญ่ที่สุด นับจากกรณีทุจริตคอรัปชั่นที่ผ่านมา น่าสนใจว่า เมื่อมีการรวมตัวเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการในห้วงระยะเวลา หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน กลับมีผู้คัดค้าน แสดงความไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเข้าร่วมของประชาชนในการคัดค้านเผด็จการ ในหลายครั้งที่ผ่านมา

 6 ตุลาคม 14 ตุลาคม หรือ 7 ตุลา อาจมิได้มีความหมายมากกว่า งานรำลึกถึงวีรชนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายจากทั้งสามเหตุการณ์ซึ่งจัดกันเป็นงานเทศกาลประจำปีเท่านั้น หากแต่ความหมายของการมีอยู่ซึ่งประวัติศาสตร์เดือนตุลา คือ จิตสำนึกในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่อาศัยรูปแบบของประชาธิปไตยเข้าสู่อำนาจ ก็ยังปรากฏขึ้นเป็นความเลวร้ายของระบบ ที่จำเป็นต้องแยกแยะให้เห็นชัดเจนว่า มิเพียงการเลือกตั้งที่จะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยย่อมอยู่ในจิตวิญญาณและแสดงออกด้วยเนื้อหา หาใช่รูปแบบไม่ 14 ตุลา ผ่านมาแล้ว 36 ปี 6 ตุลา 33 ปี และ 7 ตุลาผ่านมาแล้ว 1 ปี  เราสมควรเรียกตุลามหาปีติ ตามที่คนบางกลุ่มต้องการเปลี่ยน หรือมันเป็นเพียง ตุลามหาปราชัย