
ครบรอบ 22 ปีเขื่อนรัชชประภา แดนสวรรค์ "กุ้ยหลินเมืองไทย"
ในวันที่ 30 กันยายน ปี 2552 เป็นโอกาสครบรอบ 22 ปีของ "เขื่อนรัชชประภา" แหล่งเก็บน้ำ และผลิตไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดในภาคใต้ตอนบน ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
เขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เดิมชื่อ "เขื่อนเชี่ยวหลาน" สร้างกั้นลำน้ำคลองแสงบ้านเชี่ยวลาน ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สูง 95 เมตร ความยาวสันเขื่อน 761 เมตร ความจุ 5,640 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนรัชชประภามีเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า 3 เครื่อง เครื่องละ 80 เมกะวัตต์ หรือ 8 หมื่น กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิต 240 เมกะวัตต์ หรือ 2.4 แสนกิโลวัตต์
การก่อสร้างเขื่อนได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2525 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2530 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 5,300 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2530
กฟผ.ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนรัชชประภาและโรงไฟฟ้า
พระองค์ยังได้พระราชทานนาม "เขื่อนรัชชประภา” มีความหมายว่า “แสงสว่างแห่งรัชกาล หรือแสงสว่างแห่งราชอาณาจักร”
ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา เขื่อนแห่งนี้ได้สร้างประโยชน์แก่ประชาชนมากมาย เช่น ด้านชลประทาน ทำให้เกษตรกรในลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง มีน้ำเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี ช่วยผลักดันน้ำเค็ม และน้ำเสียในแม่น้ำตาปี-พุมดวงไม่ให้กระทบต่อการเลี้ยงปลาในกระชังที่ปากอ่าวบ้านดอน
ในด้านการประมง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ สร้างรายได้ให้ชาวประมงในพื้นที่ที่สามารถจับปลาได้เฉลี่ยปีละ 300 ตัน ทั้งยังร่วมกับส่วนราชการอื่นๆ ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำลงเขื่อนเฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านตัว
ส่วนด้านพลังงานไฟฟ้า เขื่อนรัชชประภา ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้ามาแล้วประมาณ 7,992 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง คิดเป็นเงินประมาณ 20,940 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังได้ปฏิบัติภารกิจส่งเสริมการศึกษาและการกีฬาของเยาวชน ทั้งจัด "หน่วยชุมชนสัมพันธ์" ให้การสนับสนุนช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ อ.บ้านตาขุน เช่น มอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นต้น
รวมทั้งภารกิจจัด "หน่วยแพทย์เคลื่อนที่" ออกตรวจรักษาโรคทั่วไปแก่เด็กนักเรียน และประชาชนทั่วไปอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งด้วย
เขื่อนรัชชประภายังสนับสนุนงบประมาณกว่า 3 ล้านบาท ให้แก่เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ในการจัดสร้าง แท่น ภปร. สก. แห่งใหม่ให้มีความสง่างามยิ่งขึ้น การสนับสนุนงานวันผลไม้บ้านวังขุม กับ อบต.เขาวง การสืบสานประเพณีรดน้ำขอพรในเทศกาลสงกรานต์กับ อบต.พะแสง ร่วมงานสารทเดือนสิบ-แข่งเรือพายกับเทศบาลตำบลบ้านตาขุน ร่วมงานทำบุญประจำปีวัดพรุศรีกับ อบต.พรุไทย เป็นต้น
ด้านสิ่งแวดล้อม เขื่อนรัชชประภา มีการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม จัดทำ "พื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืช" ในพื้นที่กว่า 500 ไร่ จัดทำเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติในพื้นที่เขื่อนทำให้ได้รับการรับรอง ISO 14001 และรางวัลสถานประกอบการดีเด่น 3 ปี
ภาณุ วรมิตร ผอ.ททท. สำนักงานสุราษฎร์ธานี กล่าวถึงจุดขายด้านการท่องเที่ยวแห่งนี้ที่ได้รับการขนานนาม "กุ้นหลินเมืองไทย" ว่า สมญานามดังกล่าวได้มาจากทัศนียภาพที่สวยงามภายในเขื่อนที่มีความสวยงามเหมือนอุทยานกุ้ยหลินในเมืองจีน
ลักษณะภูมิประเทศภายในเขื่อนจะเป็นแนวภูเขาหินปูนที่สลับซับซ้อน มีหินงอกหินย้อยสวยงามมาก แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเฉลี่ยปีละประมาณ 1.5 แสนคน ทำให้มีรายได้กระจายสู่ท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 180 ล้านบาท
นางนภา ชูช่วย ชาวบ้านที่ทำอาชีพประมงในเขื่อนรัชชประภา บอกว่า การทำประมงในเขื่อนนำมาสู่รายได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน และความสวยงามของเขื่อนยังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาพักผ่อน และซื้อปลาเป็นของฝากเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้แก่ชาวประมงอย่างมาก
ปลายฝน-ต้นหนาว ฝนขาดเม็ด อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาวเกินไปเช่นนี้ "กุ้ยหลินเมืองไทย" กำลังรอคุณไปเยือนอยู่
"สุวรรณี บัณฑิศักดิ์"



