
33ปี6ตุลา...ไฉนเรายังไปไม่ถึงไหน
วันนี้ครบรอบ 33 ปี แห่งเหตุการณ์ 6 ตุลา พวกเราคนไทยทุกคนจะต้องนั่งทบทวนบทเรียนว่า ทำไมถึงวันนี้การเมืองก็ยังเหมือนเดิม และทำไมประชาชนคนไทยทั่วไปจึงยังไม่ใช่ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินอย่างที่เป็นคำขวัญในช่วง 14 ตุลา 6 ตุลา ที่ผ่านมา
คำตอบก็คือว่า เพราะว่าเราคิดว่า นักการเมือง นักการทหาร เป็นผู้กุมบังเหียนของประเทศนี้ เราคิดว่า เราไปคูหาเลือกตั้งหย่อนบัตรเลือก ส.ส.แล้วภารกิจของเราหมดสิ้นตรงหน้าคูหาเลือกตั้ง
เราคิดว่า ผู้แทนประชาชนน่าจะมีคุณภาพดีขึ้นตามลำดับ เพื่อนำประเทศชาติสู่มาตรฐานการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของประชาชนทั่วไป เชื่อมั่นในเสียงส่วนใหญ่และเคารพในเสียงส่วนน้อย
แต่เอาเข้าจริงๆ เพราะเราเชื่ออย่างนั้นและปฏิบัติเช่นนั้น นักการเมืองจึงยังหลงระเริงกับอำนาจ คิดว่าเมื่อตัวเองได้อำนาจจากวันเลือกตั้งแล้ว ตนจะทำอย่างไรก็ได้และจะใช้วิธีการอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ได้เสียงส่วนใหญ่ เพื่อกำหนดชะตากรรมของประเทศชาติตามแนวทางและวิธีการของตัวเอง
เมื่อนักการเมืองต้องลงทุนมากมายในการได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง เมื่อเข้ามามีอำนาจจึงกระทำตนเสมือนหนึ่งเป็นกระสือที่เข้ามาดูดเลือดประชาชน
บทเรียนสำคัญที่สุด 33 ปี ของ 6 ตุลานั้น ก็คือว่า ประชาชนไม่สามารถจะไว้วางใจผู้ที่เสนอตัวมาเพื่อได้อำนาจปกครองพวกเราเท่านั้น แต่ทุกขั้นทุกตอน ชีวิตประจำวันของคนไทยจะต้องอยู่กับจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย นั่นคือทุกหมู่เหล่าทุกระดับชั้นสังคม จะต้องมีความคึกคักในการทำหน้าที่ของประชาชนประชาธิปไตย
มิใช่หวังเพียง ส.ส.นักการเมืองหรือแม้กระทั่งกลไกอื่นๆ ของสังคมจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนเราได้ ไม่มีใครทำแทนเราได้ในระบอบประชาธิปไตยนอกจากตัวเราเอง
ถ้าเราตื่นตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ เราก็สามารถจะแก้ไขความขัดแย้ง และเราก็จะสามารถป้องกันสกัดกั้นนักการเมืองขี้โกงทั้งหลายแหล่ ไม่ให้พวกเขามีอำนาจกลับมาดูดเลือดและสกัดกั้นโอกาสของประเทศชาติอีกต่อไป
ถ้าหากวันนี้ 33 ปี หลัง 6 ตุลา เราสามารถเห็นพ้องต้องกันในประเด็นนี้ได้เพียงประเด็นเดียว นั่นแหละโอกาสที่เราจะฟื้นคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย
เริ่มต้นใหม่ไม่สายเกินไปเพราะประชาธิปไตยไม่เคยสาย มีแต่ผู้ที่หลงเข้าใจผิดในภาพลวงของประชาธิไตยเท่านั้นที่อยู่ในภวังค์แห่งความหลอน และไม่สามารถจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้อย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้
สุทธิชัย หยุ่น



