ข่าว

สปส.พับแผนลดเงินสมทบ 2.5%

สปส.พับแผนลดเงินสมทบ 2.5%

28 ก.พ. 2552

บอร์ด สปส.เบรกแผนลดเงินสมทบประกันสังคม 2.5% หลังหลายฝ่ายออกโรงค้าน ระบุพร้อมพิจารณาใหม่หากมีข้อเรียกร้องจริงจังจากทั้งลูกจ้างและนายจ้าง ยันงบ 1.6 หมื่นล้านบาท พอจ่ายเงิน 2 พันบาทให้ผู้ประกันตนทุกกรณี

นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) กล่าวว่า เนื่องจากข้อเสนอเรื่องการลดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเหลือฝ่ายละ 2.5% ได้รับการคัดค้านจากฝ่ายแรงงานและนักวิชาการด้วยเหตุผลว่าเป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างน้อย จึงขอชะลอแนวคิดดังกล่าวไปก่อน นอกจากนี้ รัฐบาลก็มีนโยบายเกี่ยวกับการแจกเงิน 2,000 บาท ให้แก่ผู้ประกันตน รวมถึงมาตรการต่างๆ เช่น สปส.นำเงิน 1 หมื่นล้านบาท ไปให้ลูกจ้าง นายจ้างกู้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว

"ความจริงเรื่องนี้เป็นนโยบายของนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ซึ่งโดนหลายฝ่ายคัดค้าน แต่พร้อมจะพิจารณาใหม่อีกครั้ง หากเป็นการเสนอของนายจ้างและลูกจ้างก็ขอให้ตัวแทนหรือองค์กรลูกจ้าง นายจ้างเสนอมาอย่างจริงจัง ให้บอร์ด สปส.พร้อมพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป" นายสมชาย กล่าว

ด้านนายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการกองทุนประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการแจกจ่ายเงินจำนวน 2,000 บาท ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ว่า งบประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทของรัฐบาล เพียงพอที่จะจ่ายให้ผู้ประกันตนทุกกรณีได้ทันกำหนดในวันที่ 26 มีนาคม-8 เมษายนนี้อย่างแน่นอน ทั้งนี้หากมีการของบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลอีกครั้งก็คงเป็นงบประมาณที่จะต้องใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการออกรถโมบายไปยังสถานประกอบการหรือค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ในการออกเช็ค ขณะนี้ สปส.ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าธนาคารพาณิชย์แห่งใดจะเข้ามาดำเนินการออกเช็ค เนื่องจากต้องรอการพิจารณาข้อเสนอจากธนาคารต่างๆ กับบอร์ด สปส.เสียก่อน

“หาก สปส.จะต้องของบประมาณเพิ่มจากรัฐบาลจริง ผมคิดว่าน่าจะขอไม่เกิน 15 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่นอน เนื่องจากต้องรอว่าค่าธรรมเนียมในการออกเช็คของธนาคารพาณิชย์แห่งไหนมีความคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งจะทำให้ประหยัดเงินต้นทุนในการจ่ายและสามารถเฉลี่ยไปใช้ในส่วนอื่นๆ ได้" นายปั้น กล่าว

นายปั้น กล่าวว่า ผู้ประกันตนในมาตรา 38 (ผู้ว่างงานหรือถูกปลดออกจากงาน) จะได้รับเงินจำนวน 2,000 บาทอย่างแน่นอน แต่จะได้ล่าช้าออกไป ดังนั้นผู้ประกันตนในมาตราดังกล่าวควรเร่งมาลงทะเบียนเพื่อพิสูจน์สิทธิโดยเร็ว เพราะ สปส.จะต้องตรวจสอบข้อมูลจากนายจ้าง และขณะนี้ก็มีผู้ประกันตนมาลงทะเบียนแล้วกว่า 2.6 ล้านคน ทำให้แบบฟอร์มการลงทะเบียนตรวจสอบสิทธิเริ่มไม่เพียงพอ ทั้งนี้ได้เร่งให้ ปส.จังหวัดทั่วประเทศรีบอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกจ้างที่รวมตัวมาลงทะเบียนอย่างเต็มที่แล้ว

ส่วนกรณีที่การนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เสนอให้ สปส.พิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณจากเงินเพื่อเกษียณอายุหรือกองทุนชราภาพมาใช้เสริมสภาพคล่องและชำระหนี้สินให้แก่สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดข้อเสนอของ กนอ. แต่หากบอร์ด สปส.เห็นว่าวิธีการดังกล่าวจะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ ก็ต้องดำเนินการพิจารณาว่าเงื่อนไขที่ กนอ. เสนอมาเข้าข่ายเหมือนกรณีที่ สปส.นำเงินไปฝากไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อปล่อยกู้ให้ลูกจ้างและนายจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาทางเศรษฐกิจหรือไม่ หากเข้าข่ายกรณีดังกล่าวตนก็จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด สปส.เพื่อทำการพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง

"ผมเห็นว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ยากเนื่องจากเงินในกองทุน สปส.จำนวนกว่า 5 แสนล้านบาทนั้นไม่ได้อยู่ในรูปของเงินสดที่ฝากไว้ตามธนาคารต่างๆ แต่มันอยู่ในรูปแบบพันธบัตรของรัฐบาล ซึ่งจะได้ผลกำไรในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ดังนั้น หาก สปส.นำเงินในกองทุนมาให้สถานประกอบการมาใช้เสริมสภาพคล่องทางการเงินนั้น ผมว่าเป็นการเสียรายได้และเสียโอกาสที่กองทุนได้รับในอนาคตเป็นจำนวนหลายล้านบาทด้วย” นายปั้น กล่าว