ข่าว

ปปท.สอบเพิ่มอีก 5 จว.โกงเงินสงเคราะห์

ปปท.สอบเพิ่มอีก 5 จว.โกงเงินสงเคราะห์

08 มี.ค. 2561

ป.ป.ท.มีมติตั้งอนุกก.ไต่สวนเพิ่มอีก 5 จว.หลังพบผอ.ศูนย์ฯ-พนง.-ลูกจ้าง-คนนอกรวม 25 ราย มีเอี่ยวทุจริตเงินสงเคราะห์คนจน ระบุ ลงพ.ท.ตรวจพบอีก 21 จว.ส่อทุจริต

           8 มี.ค.61นายกิตติ ลิ้มชัยกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมพล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการบอร์ด ป.ป.ท. ในฐานะโฆษกกรรมการ ป.ป.ท. และคณะกรรมการ ป.ป.ท.ทั้งหมด ได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาการตรวจสอบการทุจริตเงินช่วยเหลือศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง เพื่อเสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงฯ 5 จังหวัดเพิ่มเติมประกอบด้วย หนองคาย บึงกาฬ ตราด น่าน และสุราษฎร์ธานี จากเดิมที่มีการแต่งตั้งอนุกรรมการตรวจสอบก่อนหน้านี้ 2 จังหวัดคือจังหวัดขอนแก่น และเชียงใหม่

          พล.ต.อ.จรัมพร เปิดเผยหลังการประชุมกว่า 2.30 ชั่วโมงว่า ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงจำนวน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จ.บึงกาฬ จ.หนองคาย จ.น่าน จ.สุราษฎร์ธานี และจ.ตราด หลังพบว่ามีการปลอมลายมือชื่อ เบิกจ่ายเงินไม่ครบตามความจริง มีการสวมสิทธิเป็นผู้ยากไร้ ซึ่งเข้าข่ายความผิดในมาตรา 147 ที่ระบุว่าผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต,               มาตรา 161 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อ ความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และมาตรา 162 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือ กรอกข้อความลงในเอกสาร รวม 4 ข้อหา ซึ่งใน 5 จังหวัดดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ระดับผอ.ศูนย์ฯ 5 ราย และเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ลูกจ้าง พนักงาน คนนอก รวมแล้ว 25 ราย ประกอบด้วย จ.บึงกาฬ 9 ราย จ.หนองคาย 3 ราย จ.น่าน 5 ราย จ.สุราษฎ์ธานี 6 ราย และจ.ตราด 2 ราย เข้ามาเกี่ยวข้องการทุจริตด้วย และอาจมีการใช้กฎหมาย ปปช.มาตรา 123/1 มาดำเนินการกับผู้กระทำผิดร่วมเช่นกัน

          พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวอีกว่า จากนี้จะเชิญ สตง.มาร่วมตรวจสอบประสานข้อมูลในการทำงานร่วมกันด้วย ตอนนี้อยู่ระหว่างลงพื้นที่เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเป็นการตรวจสอบงบประมาณปี 2560 พบความผิดปกติในการเบิกจ่ายเงินอีกกว่า 21 จังหวัดแล้ว ประกอบด้วย 1.จ.พระนครศรีอยุธยา 2.สระบุรี 3.กระบี่ 4.ตรัง 5.สงขลา 6.นราธิวาส 7.ยะลา 8.พัทลุง 9.อุดรธานี 10.ร้อยเอ็ด 11.นครราชสีมา 12.สุรินทร์ 13.บุรีรัมย์ 14.ชัยภูมิ 15.ยโสธร 16.ลำพูน 17.ลำปาง 18.เชียงราย 19.พิษณุโลก 20.สระแก้ว และ 21.อ่างทอง ทำให้ขณะนี้พบมีการทุจริตงบประมาณรวมแล้ว 28 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งอาจมีการตรวจสอบงบประมาณย้อนหลังไปถึงปี 2558 หากพบความเชื่อมโยง

          พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวว่า สำหรับพฤติการณ์การกระทำผิดนั้น ได้แก่ 1.มีการนำชื่อคนเสียชีวิตมาเป็นบุคคลที่ได้รับสิทธิรับเงิน 2.นำข้อมูลบุคคลที่ไปร่วมในโครงการอื่นมาเป็นชื่อของผู้มีสิทธิได้รับเงิน โดยบุคคลนั้นไม่รับรู้ 3.นำชื่อคนที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์มาเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงิน 4.ปลอมลายมือชื่อข้อมูลในแบบสำรวจ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียน 5.ให้ประชาชนลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับการขอรับเงินฯโดยแจ้งว่าเพื่อนำไปใช้ในการกิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์ 6.ให้หน่วยงานของรัฐอื่น เช่น โรงเรียน องค์การบริหารส่วนตำบลส่งรายชื่อผู้เข้าหลักเกณฑ์พร้อมเอกสารประกอบให้ศูนย์ เพื่อไปดำเนินการแต่ศูนย์จ่ายเงินให้ไม่ครบตามจำนวนฎีกา  

          7.รายชื่อที่ปรากฎในแบบสำรวจ เมื่อตรวจสอบกับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ไม่ปรากฎรายชื่อบุคคลดังกล่าวในทะเบียนราษฎร์หรือไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ และ8.มีการคัดสำเนาบัตรประชาชนจากทะเบียนราษฎร์แล้วมาปลอมลายมมือชื่อ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังไม่พบว่ามีขบวนการขายสำเนาบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่บางจังหวัดมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นเข้ามาสนับสนุนการกระทำผิด เช่น ปลอมรายมือชื่อของผู้รับเงิน, ปลอมใบสำคัญการรับเงิน มีชื่อแต่ไม่ได้รับเงิน และได้รับเงินไม่ครบตามจำนวนจริง

          รายงานข่าวแจ้งว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเร่งด่วน  37 ศูนย์ ป.ป.ท.พบพื้นที่จ.ขอนแก่นมีเจ้าหน้าที่รัฐนอกศูนย์คุ้มครองฯ สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีพฤติการณ์ส่อทุจริตร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองฯ โดยมีรายชื่อเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับเงิน ทั้งที่คุณสมบัติไม่เข้าเกณฑ์เป็นผู้มีรายได้น้อย ซึ่งป.ป.ท.จะตรวจสอบหลักฐานให้แน่ชัดอีกครั้งว่าเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มดังกล่าวมีส่วนรู้เห็นหรือไม่หรือถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์แทน