
ส.อบจ.ตรัง จ่อยื่น ปปช.ตรวจสอบท่าเรือนาเกลือ
สมาชิกสภา อบจ.ตรัง เตรียมร้อง ปปช.ตรวจสอบ อบจ.ซื้อที่ดินสร้างท่าเรือนาเกลือในเขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง
วันที่ 8 มี.ค.61 ความคืบหน้ากรณี ด.ต.ชัยวัฒน์ เส้งนุ้ย สมาชิกสภาจังหวัดตรัง เขต 4 อำเภอเมือง ได้ยื่นข้อสอบถามไปยังนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เกี่ยวกับข้อสงสัยถึงที่ดินที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ได้จัดซื้อสร้างท่าเทียบเรือนาเกลือ ต.นาเกลือ อ.กันตัง จ.ตรัง งบประมาณ 35 ล้านบาท และกรมเจ้าท่า ได้จัดสรรงบประมาณในการก่อสร้าง รวมประมาณ 400 ล้านบาท ว่าตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง หรือไม่ ต่อมาทางเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง มีทำหนังสือตอบกลับมา ระบุว่า บริเวณที่ก่อสร้างท่าเทียบเรือนาเกลือ อยู่ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
ล่าสุด ด.ต.ชัยวัฒน์ เส้งนุ้ย ในฐานะรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และประธานคณะกรรมการติดตามจัดเก็บรายได้และทรัพย์สินของ อบจ.ตรัง กล่าวว่า กรณีท่าเทียบเรือน้ำลึกนาเกลือ ตนได้ติดตามมาโดยตลอด เมื่อประมาณปี 2540 ทางกรมเจ้าท่าต้องการที่จะมาก่อสร้างท่าเทียบเรือให้กับจังหวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน โดยมุ่งเน้นความพร้อมของ อปท. โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน ซึ่งทาง อบจ.ตรัง ไม่มีที่ดิน ขณะที่ อบจ.ตรัง ต้องการให้มีท่าเทียบเรือ จึงแสดงทรัพย์สินของ อบจ.ว่ามีศักยภาพ จึงแสดงทรัพย์สินไปยังกรมเจ้าท่า และยินดีให้มีการก่อสร้าง
หลังจากนั้น อบจ.ตรัง ก็จัดหาที่ด้วยการซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้าง และในที่สุดก็ได้ในพื้นที่หมู่ที่ 2,3 ต.นาเกลือ อ.กันตัง จ.ตรัง และมีการซื้อที่ดินเมื่อปี 2549,2550 จำนวนกว่า 30 ล้านบาท และได้รับที่ดินบริจาคอีกส่วนหนึ่ง ต่อมาทางผู้บริหารก็จะตั้งงบประมาณปี 2560 จำนวน 63 ล้าน เพื่อจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก ซึ่งตนเห็นว่าที่ดินที่จะซื้อนั้นอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ข้าราชการที่เป็นคณะกรรมการจัดซื้อก็ไม่ยอมเซ็น โดยมีเหตุผลว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 และ น.ส.3 ก. ซึ่งมีอาณาเขตไม่แน่นอน ราชการไม่สามารถจัดซื้อได้ตามระเบียบพัสดุจะต้องเป็นที่ดินที่มีอาณาเขตแน่นอน คือจะต้องเป็นโฉนดที่ดินเท่านั้น แต่ทาง อบจ.ก็ยืนยันจะซื้อ และซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้วต้องส่งมอบให้กรมธนารักษ์และให้กรมเจ้าท่าเป็นผู้จัดหางบประมาณมาดำเนินการก่อสร้าง โดย อบจ.ได้เช่าราชพัสดุมาบริการจัดการโดยจ่ายค่าเช่าให้กรมธนารักษ์ปีละ 1 ล้านบาท เริ่มเช่าตั้งแต่ปี 2558
"อบจ.ตรังต้องจ่ายค่าเช่าให้กับกรมธนารักษ์ ปีละ 1 ล้านบาท จะหมดสัญญาเช่า เดือนกันยายน 2561 ที่จะถึงนี้ ที่ผ่านมาการดำเนินกิจกรรมท่าเรือนาเกลือขาดทุนมาทุกปี การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามระบบ โดยผลประกอบการท่าเรือน่าเกลือในปี 2560 ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึง ธันวาคม ติดลบจำนวน 4,120,000 บาท ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญของท่าเรือนาเกลือที่ คือ การได้มาซึ่งที่ดิน เพราะอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ส่วนที่ดินจะได้มาก่อนประกาศหรือไม่นั้น ต้องพิสูจน์กัน อีกทั้งที่ดินที่ซื้อมา 30 กว่าแปลง โดยไม่มีการระบุที่มาที่ไปของที่ดิน บางส่วนมาจาก สค.1 บางส่วนได้มาหลังประกาศเขตห้ามล่าปี พ.ศ.2522 ก่อนที่จะซื้อที่ดินได้มีการสำรวจชัดเจนหรือยังว่าที่ดินอยู่ในเขตห้ามล่าฯ ที่ดินได้มาโดยมิชอบ อีกทั้งการที่จะไปสัญญา MOU กับบริษัทฯ ที่เข้ามาดำเนินการในท่าเรือ อบจ.ตรัง ก็ไม่มีอำนาจในการทำสัญญา MOU หลังจากนี้จะเดินหน้าตรวจสอบท่าเรือนาเกลือ ท่าเรือทุ่งคลองสน ต.บ่อหิน อ.สิเกา ที่ อบจ.ตรัง สร้างแล้วทิ้งร้าง ไม่ใช้ประโยชน์ รวมทั้งตลาดสดย่านตาขาวด้วย และเตรียมจะส่งเรื่องให้ ปปช.เข้าทำการตรวจสอบท่าเรือนาเกลือ ในเร็วๆ นี้



