
ฟัน "ผบก.กาญจน์" ผิด 157 บิดหวย 30 ล.
พิษหวย 30 ล้าน ป.แจ้งข้อหาม.157ผู้การเมืองกาญจน์แล้ว"ฐิติราช"ยันไม่มีการต่อรองเรื่องคดี จ่อหมายจับพยานฝั่งครูปรีชาอีก 2
เมื่อเวลา 09.40 น.วันที่ 7 มีนาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 พศจิกายน 2560 หมายเลข 533726 จำนวน 1 ชุด 5 ใบ มูลค่า 30 ล้านบาท ว่า วันนี้เรียก พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) ให้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ ให้ดำเนินคดี พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี (ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี) ช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ส่วนพยานหลักฐานขณะนี้ค่อนข้างครบถ้วนในระดับหนึ่ง แต่ไม่ขอลงรายละเอียดมากนัก โดยจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานในคดีแรกที่มีนายปรีชา ใคร่ครวญ ข้าราชการครู และพวกเป็นผู้ถูกกล่าวหาก่อน จึงจะดำเนินการกับ พล.ต.ต.สุทธิได้ ส่วนจะแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้หรือไม่นั้น ขอรวบรวมพยานหลักฐานก่อน
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุทธิเดินทางมาขอเข้าพบนั้น พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการเจรจาต่อรองในเรื่องคดีความ ซึ่ง พล.ต.ต.สุทธิย่อมรู้ดีว่านิสัยของตนนั้นไม่สามารถเจรจาต่อรองในเรื่องคดีได้ แต่เรียกมาสอบถามในประเด็นที่พนักงานสอบสวนสงสัย โดย พล.ต.ต.สุทธิให้การที่เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่ง
พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวต่อว่า ในส่วนการออกหมายจับผู้ต้องหาคดีนี้เพิ่มเติม ตำรวจแบ่งผู้ต้องหาคดีนี้ 3 กลุ่ม คือผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ผู้ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ และกลุ่มที่เป็นกองเชียร์ ที่แสดงความคิดเห็น โดยกลุ่มแรกออกหมายจับไปแล้ว 2 ราย ส่วนกลุ่มที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ อยู่ระหว่างการพิจารณาออกหมายเรียก 2 คน เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการทำงานของศาลมากจนเกินไป แต่ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ว่าทั้ง 2 คนดังกล่าวเป็นใคร เนื่องจากอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนกลุ่มที่เหลือจะพิจารณาการใช้กฎหมายที่จะไม่ไปคุกคามกับการดำเนินชีวิตของประชาชน ส่วนคดีนี้จะมีคนบงการที่ใหญ่กว่านายปรีชา หรือนางรัตนาพร หรือไม่ อาจมีความเป็นไปได้ว่ามียี่ปั๊วหรือซาปั๊ว ที่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ ทราบว่ามีผู้ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการนี้ จึงให้ชุดสืบสวนไปหาข้อมูลเพิ่มเติม
ต่อมาเวลา 12.45 น.วันเดียวกัน พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับการแจ้งข้อกล่าวหากับ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ว่าล่าสุดได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษจากพล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) ในฐานะผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว จากการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ เชื่อว่าจะสามารถใช้ดำเนินคดีกับพล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ช่วยราชการศปก.ตร.ได้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะลงบันทึกประจำวัน รับเป็นเลขคดี และเรียก พล.ต.ต.สุทธิ มาสอบปากคำ รวมทั้งแจ้งข้อกล่าวหา ก่อนส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาชี้มูลความผิดโดยเร็วที่สุด และป.ป.ช.จะใช้เวลาประมาณ 30 วัน ก่อนชี้มูลความผิดมาที่พนักงานสอบสวน
“พล.ต.ต.สุทธิ ก็ช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะไม่จำเป็นต้องออกหมาย นัดแจ้งข้อกล่าวหาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้ ซึ่ง พล.ต.ต.สุทธิ มีสิทธิ์แต่งตั้งทนาย ปฏิเสธหรือรับสารภาพก็ได้ เป็นสิทธิ์ของผู้ถูกล่าวหาอยู่แล้ว โดยอัตราโทษ มาตรา 157 จำคุก 1-10 ปี โดยพนักงานสอบสวนต้องสรุปสำนวนส่งป.ป.ช. ภายใน 30 วัน โดยไม่จำเป็นต้องรอผลสอบทางวินัย” พล.ต.ต.กมลกล่าว
พล.ต.ต.กมล กล่าวต่อว่า ส่วนตำรวจอีก 2 นายที่มีคำสั่งให้มาช่วยราชการที่กองบังคับการปราบปรามก่อนหน้านี้จะทำหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาในการกันไว้เป็นพยาน โดยจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าภายในเอกสารสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีลายเซ็นหรือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ตกค้างอยู่บนสำนวนหรือไม่ หากพบว่ามีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกันพยานไว้ประกอบในสำนวนคดี แต่หากไม่พบก็มีความจำเป็นต้องกันพยานไว้ ส่วนจะกันไว้กี่คนยังต้องรอตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีก่อน
พล.ต.ต.กมล กล่าวด้วยว่า พฤติการณ์ของผู้บังคับการจังหวัดกาญจนบุรี จะตรงกับข้อมูลภายในเอกสารลับ 4 หน้า ที่ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้บางส่วน ในคดีนี้เจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนสอบสวนได้มากกว่าเอกสารที่ถูกเปิดเผยออกมา แต่ยังไม่สามารถเปิดรายละเอียดได้ จากการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีการสั่งให้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคดี เช่น สถานที่เกิดเหตุ วันเกิดเหตุ ส่วนรายละเอียดนอกจากนี้เป็นเรื่องในสำนวน ส่วนการต่อสู้คดีของผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี จะมีการต่อสู้คดีเช่นบุคคลทั่วไปก็สามารถทำได้ ซึ่งไม่เป็นห่วงการต่อสู้ดังกล่าว ทั้งนี้ขอให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของพนักงานสอบสวน ถึงจะมีความรู้ในเรื่องกฎหมายก็ใช่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ใช่ว่าจะไม่ผิด โดยในวันที่ 8 มีนาคม จะเรียก ร.ต.อ. 1 นาย และพ.ต.ท. 1 นาย มาสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่เจ้าหน้าที่ยังสงสัย
พล.ต.ต.กมลกล่าวต่ออีกว่า ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายที่เข้ามาช่วยราชการก่อนหน้านี้ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานในคดีดังกล่าว เนื่องจากได้สั่งการให้ทั้ง 2 นายไปทำหน้าที่อื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดี ส่วนก่อนหน้านี้ที่ตำรวจทั้ง 2 นาย มีความเครียดเป็นอย่างมากในระหว่างถูกควบคุมตัว ล่าสุดได้รับการรายงานว่าทั้งคู่มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ได้สั่งให้จับตาดูเป็นพิเศษเนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสั่งการดังกล่าว ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวลือว่ามีการข่มขู่พยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นาย ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานรวมถึงการข่มขู่พยานคนอื่นๆ ในคดีนี้
วันเดียวกัน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบก.ป. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวของบก.ป. ได้เชิญตัวเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี จำนวน 4 นาย ซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบสำนวนคดีเดิมมาให้ปากคำที่สำนักงานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อสอบถามในประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับที่ไปที่มาของพยานบุคคลทางฝั่งครูปรีชา ว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวดังกล่าวได้อย่างไร ไม่ได้เป็นการเฉพาะเจาะจงไปที่เรื่องการหาหลักฐานเอาผิด พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการซักถามเพื่อหาข้อมูลหลักฐานในภาพรวมทางคดี
พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนจะมีการออกหมายจับผู้กระทำผิดในคดีนี้เพิ่มเติมหรือไม่นั้น คงต้องรอให้สอบปากคำพยานบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อน ซึ่งขณะนี้ยังคงเหลือพยานบุคคลอีกหลายรายที่ยังต้องมีการสอบเพิ่ม แล้วนำคำให้การของแต่ละคนมาพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อดูว่าพยานบุคคลทางฝั่งของครูปรีชาที่เคยให้การเท็จก่อนหน้านี้เป็นการกระทำผิดโดยเจตนาหรือไม่ เนื่องจากการจะออกหมายจับนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาจากพยานหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบและต้องพบหลักฐานการกระทำความผิดที่ชัดเจนถึงจะสามารถนำหลักฐานไปขออำนาจศาลออกหมายจับได้ ซึ่งหลังจากนี้พนักงานสอบสวน บก.ป. จะมีการลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี อีกครั้งเพื่อสอบปากคำพยานบุคคลดังกล่าวให้ครบถ้วน
ส่วนความเคลื่อนไหวที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวหลายสำนักได้เดินทางไปที่บ้านพักของครูปรีชา เพื่อรอสัมภาษณ์เหมือนเช่นเคย จนกระทั่งครูปรีชาเดินออกมาจากบ้านตรงไปที่โรงรถ โดยในมือถือถุงกระดาษหูหิ้วสีน้ำตาลยกขึ้นปิดบังใบหน้าเอาไว้ อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวสังเกตใบหน้าของครูปรีชามีความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีรอยยิ้มปรากฏให้เห็น
เมื่อครูปรีชาขึ้นไปบนรถพร้อมสตาร์ทรถ มีญาติของครูปรีชาเดินออกมาเปิดประตูบ้าน ซึ่งครูปรีชาก็ขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ผู้สื่อข่าวพยายามเรียกครูปรีชา แต่ครูปรีชาก็ไม่จอดรถแวะพูดคุยกับผู้สื่อข่าว โดยครูปรีชาใช้เส้นทางที่มีสภาพชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่ออีกครั้งเป็นวันที่สอง
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บริเวณหน้าธนาคารกสิกรไทย สาขากาญจนบุรี ซึ่งเป็นที่ที่นางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น จะมาวางแผงจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ปรากฏว่า ไม่พบ
ขณะที่ น.ส.พัชริดา พรมตา หรือเจ๊พัช วันนี้ (7 มี.ค.) มาวางแผงจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตามปกติแล้ว โดยแผงของ เจ๊พัชตั้งอยู่เยื้องธนาคารกสิกรไทย สาขากาญจนบุรี โดยเจ๊พัช กล่าวว่าของดให้สัมภาษณ์สื่อ แต่จากการสังเกตพบว่าเจ๊พัชไม่ได้มีสีหน้าวิตกกังวลแต่อย่างใด



