ข่าว

ล้มค่าโง่คลองด่าน-ศาลปค.เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ

ล้มค่าโง่คลองด่าน-ศาลปค.เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ

07 มี.ค. 2561

คพ.เฮ ศาลปกครองกลางเพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการไม่ต้องจ่าย “ค่าโง่คลองด่าน” กว่า 9 พันล้าน คพ.จ่อเรียกเงินที่จ่ายไปแล้ว 5 พันล้านคืน

 

          ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 ศาลได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กับพวกรวม 6 คน ร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 50/2546 หมายเลขแดงที่ 2/2554 ลงวันที่ 12 มกราคม 2554 ที่ให้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ชำระเงินจำนวน 4,983,342,383 บาท กับอีก 31,035,780 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 4,424,099,982 บาท และจำนวน 26,434,636 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ซึ่งคดีดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น แต่ต่อมากรมควบคุมมลพิษซึ่งเป็นผู้คัดค้านและกระทรวงการคลังได้ร้องขอให้พิจารณาพิพากษาคดีใหม่ โดยอ้างว่ามีคำพิพากษาในคดีอาญาซึ่งเป็นคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, คำพิพากษาของศาลแขวงดุสิต และคำพิพากษาของศาลอาญา อันแสดงให้เห็นว่าการดำเนินโครงการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีการร่วมกันวางแผนและเอื้อประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้แทนฝ่ายผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง  

          ศาลปกครองกลาง จึงวินิจฉัยว่า กระทรวงการคลังไม่ใช่คู่สัญญาและไม่ได้รับผลกระทบจากผลแห่งคำพิพากษาโดยตรง จึงไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่กรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้คัดค้านและคู่สัญญา จึงมีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ โดยศาลปกครองกลาง วินิจฉัยประเด็นดังนี้ 1.บริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นหุ้นส่วน ผู้นำโครงการของกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี (NVPSKG) ได้กล่าวอ้างคุณสมบัติด้านการเงินของบริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ กรุ๊ป จำกัด โดยไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าบริษัทดังกล่าวจะเข้ามาร่วมรับผิดชอบในโครงการ และบริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีส่วนรับผิดชอบการลงทุนเฉพาะงานเดินระบบและซ่อมบำรุง ซึ่งมีมูลค่าของงานประมาณร้อยละ 10 ของราคาโครงการ การกระทำของเจ้าหน้าที่ คพ.ที่ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ผู้รับจ้าง 

          2.เจ้าหน้าที่ คพ. ผู้คัดค้าน ได้มีประกาศท้องที่ที่จะขายที่ดินสำหรับใช้ในโครงการ ซึ่งห่างไปจากที่บริษัทที่ปรึกษาได้ทำการศึกษาไว้กว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำกัด เป็นผู้เสนอขายที่ดินในบริเวณดังกล่าว อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทดังกล่าว ซึ่งมีความสัมพันธ์ในเชิงบริหารและเชิงทุนกับบริษัทหนึ่งในกิจการร่วมค้า 

          3.เจ้าหน้าที่ คพ. ผู้คัดค้าน ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อกำหนดการประกวดราคา (TOR) ทำให้ที่ดินของกลุ่มบริษัทมารูเบนี่ คอเปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาอีกรายหนึ่งขาดคุณสมบัติ จึงเหลือที่ดินของบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นที่ดินซึ่งอยู่ในความควบคุมของกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจีเพียงรายเดียว ทำให้กลุ่มบริษัทอีกรายหนึ่งไม่มีที่ดินที่จะใช้ดำเนินโครงการและขอถอนตัว 

          4.สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจร่างสัญญาและกำหนดให้กิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี และบริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รับผิดร่วมกันและแทนกันตามสัญญา แต่เจ้าหน้าที่ คพ. ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความเป็นให้กิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจีรับผิดร่วมกัน โดยตัดข้อความที่ให้บริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต้องรับผิดร่วมกันออก และในการลงนามในสัญญาได้ให้บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้ลงนามแทนกิจการร่วมค้าฯ และบริษัทนอร์ทเวสต์ฯ โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจที่ยื่นครั้งการประกวดราคา ซึ่งต่อมาบริษัทแม่ของบริษัทนอร์ทเวสต์ฯ ได้แจ้งขอถอนหนังสือมอบอำนาจเดิมต่อเจ้าหน้าที่ คพ.แล้ว แต่ไม่มีการตรวจสอบโดยอ้างว่าเป็นปัญหาภายในที่ไม่เกี่ยวกับกรมควบคุมมลพิษ อันเป็นการช่วยเหลือกิจการร่วมค้าฯ หลังจากนั้นได้มีการยินยอมให้บริษัท สมุทรปราการ ออพเปอร์เรทติ้ง จำกัด ผู้ร้องที่ 6 ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เข้ามาเป็นคู่สัญญาแทนบริษัทนอร์ทเวสต์ฯ 

          การกระทำของเจ้าหน้าที่ คพ. ที่ได้ดำเนินการขัดต่อระเบียบของทางราชการและมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมาย ทั้งในขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม การจัดหาที่ดิน การประกวดราคา และมีการแก้ไขข้อความในร่างสัญญาที่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย โดยผู้ที่จะรับประโยชน์คือบริษัทคลองด่านมารีนฯ และกิจการร่วมค้าฯ 

          สัญญาโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงไม่มีผลผูกพันกรมควบคุมมลพิษ ผู้คัดค้าน ดังนั้นคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินจึงมีเหตุให้เพิกถอนได้ เนื่องจากการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ 

          ต่อมา นายประวิตร บุญเทียม โฆษกศาลปกครอง ได้อธิบายถึงขั้นตอนหลังจากที่ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการให้ชำระค่างวดคดีคลองด่านว่า การมีคำพิพากษาในวันนี้ เป็นไปตามการยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของกรมควบคุมมลพิษ ที่อ้างว่ามีข้อเท็จจริงใหม่ ซึ่งศาลปกครองกลางก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่ามีข้อเท็จจริงใหม่ที่ฟังได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลปกครองกลางที่เป็นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาใหม่โดยตามขั้นตอนกฎหมายทางคู่ความคือกลุ่มเอกชนยังสามารถยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีกภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษา ดังนั้นคดียังไม่ถือว่าสิ้นสุด

          ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาเดิมของศาลปกครองสูงสุดที่เคยสั่งไว้ ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษจะต้องยื่นคำร้องต่อองค์คณะคดีเดิมว่าขณะนี้ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในการร้องขอพิจารณาคดีคลองด่านใหม่ที่ศาลสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะอนุญาโตตุลาการเพื่อให้องค์คณะคดีเดิมวินิจฉัยว่าจะงดการบังคับคดีต่อไปหรือไม่ อย่างไร โดยศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยและสั่งงดการบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ แพ่ง) มาตรา 289 ขณะที่การวินิจฉัยนั้นกลุ่มเอกชนคู่ความก็สามารถยื่นโต้แย้งสิทธิได้ ซึ่งศาลก็จะนำมาพิจารณาประกอบกัน หลังจากนี้ต้องดูว่าเอกชนคู่ความจะยื่นอุทธรณ์ผลคำพิพากษาใหม่นี้ต่อศาลปกครองสูงสุด เพราะหากไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาใหม่นี้ คดีจึงจะถึงว่าที่สุดคือให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอนุญาโตตุลาการ ที่กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานรัฐ ไม่ต้องชำระเงินใดๆ ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ

          ด้านนางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ว่า ขณะนี้ถือว่าคดีดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด โดยต้องรอว่ากิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี จะอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลางภายใน 30 วันหรือไม่ แต่ถ้าไม่อุทธรณ์ก็ยังมีคดีอื่นที่ยังค้างคาอยู่ในหลายคดีและหลายศาล โดยขณะนี้ได้จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว 2 งวดแล้ว งวดแรก 3,000 กว่าล้านบาท งวดที่ 2 จำนวน 2,000 กว่าล้านบาท ตามที่อนุญาโตตุลาการมีคำสั่ง ทั้งนี้ หากที่สุดแล้วกรมควบคุมมลพิษชนะคดีก็ต้องเรียกเงินที่จ่ายไปทั้งหมดกลับคืนสู่รัฐ

          มีรายงานแจ้งว่า ในวันที่ 7 มีนาคม ศาลแขวงดุสิต ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีฉ้อโกงสัญญาโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านด้วย