
ผอ.เขตประเวศเอี่ยวปล่อยตั้งตลาดผิดกฏหมาย !
คกก.สอบข้อเท็จจริงพบ 4 ผอ.สำนัก - 2 ผอ.เขตประเวศ"เอี่ยวปล่อยตั้งตลาด 5 แห่งผิดกฎหมายรอบบ้านป้าทุบรถ
5 มี.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล รองประธานสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าของบ้านเลขที่ 37/208 ซอยศรีนครินทร์ 55 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กทม. อ้างเหตุเดือดร้อนจากการประกอบกิจการตลาดดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยได้เรียกประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาสรุปข้อเท็จจริงการจัดตั้งตลาดทั้ง 5 แห่ง ประกอบด้วย ตลาดสวนหลวง ตลาดเปิ้ลมาร์เก็ต ตลาดรุ่งวาณิชย์ ตลาดยิ่งนราและตลาดร่มเหลือง ภายหลังมีมติประชุมขยายเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงออกไปถึงวันที่ 5 มีนาคม จากกำหนดภายใน 7 วันหรือ 28 กุมภาพันธ์ ตามที่พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว โดยการประชุมสรุปผลใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนตั้งโต๊ะแถลงข่าว
ต่อมาเวลา 10.30 น. นายนิรันดร์ แถลงว่า สำหรับคณะกรรมการฯได้เริ่มตรวจสอบข้อเท็จจริงนัดแรก ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ โดยข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้อำนวยการเขตประเวศและสำนักการโยธา พร้อมรายงานเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบข้อพิจารณา ส่วนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดทั้ง 5 แห่ง ก่อนขอขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 5 มีนาคม เนื่องจากข้อเท็จจริงบางส่วนยังไม่สามารถสรุปได้
ทั้งนี้ คณะกรรมการได้นำเอกสารมาประมวลผลที่บ้านในวันเสาร์-อาทิตย์ จนได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา จากนั้นวันที่ 5 มีนาคม ประชุมสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างครบถ้วนและลงมติเห็นชอบลงบันทึกรายงานที่ 010/2561 จำนวน 10 หน้า พร้อมแนบเอกสารประกอบ ก่อนส่งรายงานไปยังผู้ว่าฯกทม.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
นายนิรันดร์ กล่าวว่า ข้อสรุปเบื้องต้นได้มีความเห็นร่วมกันว่าตลาดทั้ง 5 แห่ง ไม่ถูกต้องตามในการขออนุญาตจัดตั้งตลาดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ทั้งประเภทที่ 1 ตลาดที่มีโครงสร้างอาคารและประเภทที่ 2 ตลาดที่ไม่มีโครงสร้างอาคาร โดยทั้งหมดไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งตลาดมาตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2551 ซึ่งเดิมบริเวณดังกล่าวมีการตั้งแผงขายของยาวตลอดแนว ลักษณะนี้ไม่ถือเป็นตลาด ต่อมาตลาดสวนหลวงก็เริ่มก่อตั้งตลาดที่ไม่มีโครงสร้างอาคาร ตามด้วยตลาดเปิ้ลมาร์เก็ต ตลาดยิ่งนรา ตลาดรุ่งวาณิชย์และตลาดร่มเหลือง ตามลำดับ และปัจจุบันมีมติเห็นว่าตลาดทั้ง 5 แห่งไม่มีสภาพเป็นตลาด
สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.สำนักการโยธา ผู้ควบคุมกำกับดูแลในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 พบดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมายขณะนั้น โดยมีผู้เกี่ยวข้อง คือ นายจุมพล สำเภาพล (ดำรงตำแหน่ง 1 ตุลาคม 2552-2554) และนายวินัย ลิ่มสกุล (ดำรงตำแหน่ง 1 ตุลาคม 2554 -ตุลาคม 2556 ) อดีตผู้อำนวยการสำนักการโยธา
2.สำนักงานเขตประเวศ ผู้ให้อนุญาตจัดตั้งตลาดตามพ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ พบดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมายเช่นกัน ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องปรากฎตามเอกสารตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา คือ นายสมชาย ฉัตรสกุลเพ็ง เกษียนราชการตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม นางอัจรา ห่อสมบัติ เกษียณราชการตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง นายณรงค์ จงแจ่มฟ้า เกษียณราชการผู้อำนวยการเขตหลักสี่ และนายธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง ผู้อำนวยการเขตประเวศปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายโยธาและฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมประมาณ 20 ราย
“เอกสารปรากฎชัดเจนว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้างในช่วงปีใด ส่วนผู้เกี่ยวข้องตามเอกสารได้แยกกลุ่มไว้เพื่อให้ผู้ว่าฯกทม.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ากลุ่มดังกล่าวมีใครที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบโยชน์บ้าง หากให้คณะกรรมการชุดนี้ร่วมตรวจสอบนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลากำหนด” นายนิรันดร์ กล่าว
ในส่วนการดำเนินการตามกฎหมายของผู้อำนวยการเขตประเวศในแต่ละช่วงปี พบผู้อำนวยการเขตประเวศได้ดำเนินการตามกฎหมายทุกช่วงปี แต่ต้องไปพิจารณารายละเอียดความหนักเบาของการดำเนินการอีกครั้ง ซึ่งบางปีได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด อาทิ ระหว่างปี 2555 - 2559 ตลาดยิ่งนราถูกดำเนินคดี ตามพ.ร.บ.อาคาร กรณีเปิดตลาดก่อนการใช้อาคาร ถูกพิจารณาปรับ 4.7 แสนบาทมีโทษจำคุก 1 เดือนและรอลงอาญา เมื่อปี 2555 ตลาดรุ่งวาณิชย์ถูกปรับ 157,500 บาท ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดพระโขนง ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงทั้งหมดจะส่งให้เอกสารให้ผู้ว่าฯกทม.ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยเพื่อพิจารณาดำเนินการตามข้อกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากตรวจสอบพบผู้กระทำความผิดได้เกษียนอายุราชการไปแล้วจะดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างไรบ้าง นายนิรันดร์ กล่าวว่า แม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้ว ตามระเบียบข้าราชการสามารถดำเนินการกับผู้นั้นได้ในส่วนที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น 1.โทษทางอาญา หากมีผู้ร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สอบสวนกรณีดังกล่าว ชี้มูลและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด เพื่อยื่นฟ้องต่อศาล
2.โทษทางวินัยหากผู้บังคับบัญชา เห็นว่ามีหลักฐานสมควรตั้งคณะกรรมการสอบวินัยได้ ซึ่งมีผลต่อเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุราชการหรือไม่ก็ตาม โดยโทษทางวินัยประกอบด้วย ความผิดร้ายแรง เช่น ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ฯลฯ ลงโทษไล่ออก ปลดออก และหากพิสูจน์มีความผิดไม่ร้ายแรง ต้องลงโทษตัดเงินเดือน ภาคทัณฑ์ ซึ่งมีกำหนดไว้ตามระเบียบราชการ



