
ระนองโมเดลเมินข้อพิพาทเล็งผุดรร.เกาะตาครุฑ
ท่ามกลางปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญาที่ยังคาราคาซังอยู่ และต้องลุ้นว่าในเวทีอาเซียนจะมีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้นหรือไม่ แต่ในเวทีการประชุมในจังหวัดระนองเมื่อเร็วๆ นี้กลับมีการจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศให้คุกรุ่นขึ้นมาอย่างเงียบๆ
เพราะมีมติในการพัฒนาพื้นที่เกาะใกล้ชายแดนไทย-พม่า ซึ่งอาจทำให้เกิดการปะทะกับทหารพม่าซ้ำรอยเนิน 491 จ.ชุมพร ขึ้นมาอีกครั้ง ! ความเป็นมาของโครงการเกิดขึ้นเมื่อกรมธนารักษ์ ได้สำรวจที่ราชพัสดุที่เป็นเกาะหรือชายหาดที่สวยงามเพื่อรองรับการพัฒนาเชิงท่องเที่ยวใน จ.ระนอง จากนั้นจึงมีการสำรวจที่ราชพัสดุหมายเลขทะเบียนที่ รน.275 "เกาะตาครุฑ" ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง เนื้อที่ประมาณ 61 ไร่ เพื่อพัฒนารองรับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น "โรงแรม" หรือ "ที่พักตากอากาศ" มีเอกชนหลายรายให้ความสนใจที่จะพัฒนาพื้นที่เกาะดังกล่าว แต่เนื่องจากพื้นที่อยู่ใกล้เขตชายแดน การพัฒนาพื้นที่ใดๆ ก็จะต้องคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศด้วย จ.ระนองได้มีคำสั่งที่ 1506/2551 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลกระทบต่อความมั่นคงในการพัฒนาเกาะตาครุฑในเชิงการท่องเที่ยว ผลจากการพิจารณาโดยส่วนราชการต่างๆ ในพื้นที่พบว่า มีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย โดยเป็นฝ่ายที่เห็นด้วย 10 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง และงดออกเสียง 6 เสียง แม้เสียงไม่เห็นด้วยที่จะพัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยวใน "พื้นที่พิพาท" ระหว่างไทย-พม่า จะมีน้อยกว่ามาก แต่น่าสนใจว่า ฝ่ายนี้ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ซึ่งล้วนเป็นฝ่ายที่ดูแลความมั่นคงแทบทั้งสิ้น เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายความมั่นคงคัดค้าน เพราะเกรงว่าการพัฒนาเกาะตราครุฑอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเกิดข้อพิพาทเขตแดนระหว่างไทย-พม่าจนถึงขั้นเปิดฉากยิงปะทะกันมาแล้ว ส่วนชาวประมงบางรายที่จับปลาใกล้เกาะตาครุฑก็เคยถูกทหารพม่าจับกุม และพม่ายังเพิ่มกำลังทหารมาประชิดเส้นเขตแดนมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ เดิมพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งฐานของ ตชด.415 แต่ปัจจุบันได้ย้ายฐานกลับที่ตั้งแล้ว เนื่องจากมีปัญหาด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และงบประมาณ ปัจจุบันจึงมีผู้รับผิดชอบพื้นที่แทน คือ กองกำลังเทพกษัตรี และ ฉก.25 ส่วนเหตุผลในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น ฝ่ายความมั่นคงก็เห็นแย้ง เพราะพื้นที่รอบเกาะมีน้ำตื้น เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือเข้ามาเทียบ และจากการสำรวจก็พบว่าบนเกาะยังไม่มีแหล่งท่องเที่ยว เช่น น้ำตก หรือหาดทรายที่สวยงามเลย สมมติฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดในการพัฒนาเกาะนี้ คือ การสร้างโรงแรม หรือกาสิโนเหมือนที่เกาะสองเท่านั้น ! แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มองว่า บนเกาะมีราษฎรไทยอยู่ 42 ครัวเรือน รวมถึงคนไทยพลัดถิ่น และแรงงานต่างด้าวบางส่วน ถ้าปล่อยทิ้งไว้เกรงว่าจะมีปัญหาตามมา จึงน่าจะพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้ และเป็นการขยายแหล่งท่องเที่ยวใน จ.ระนอง ไปในตัว บ่าว หาญจิต อายุ 52 ปี ผู้นำชุมชนบนเกาะตาครุฑ เข้ามาอาศัยบนเกาะตั้งแต่ปี 2526 บอกว่า คนกลุ่มแรกที่เข้ามาบุกเบิกอาศัยบนเกาะนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2522 จากนั้นจึงมีคนทยอยเข้ามาอาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีประชาชนอาศัยอยู่ที่ 172 คน ประมาณ 42 ครอบครัว โดยมีอาชีพหลัก คือ ประมงประเภทอวนลาก ส่วนผู้หญิงช่วยถักอวน และดูแลเด็กเล็กในครอบครัว ส่วนเด็กโตก็ส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนบนฝั่ง ในมุมมองของเขาสนับสนุนให้มีการพัฒนาเกาะนี้ เพราะอยากให้ทางการเอาความเจริญมาสู่ชุมชนบ้าง เพราะคนบนเกาะก็เป็น "คนไทย" เหมือนกัน จึงอยากให้มีการพัฒนาพื้นที่บ้าง และไม่อยากให้ทางการเข้ามาไล่ที่ในภายหลังด้วย นั่นคือมุมมองส่วนหนึ่งของคนบนเกาะตาครุฑ ซึ่งน่าจะเป็นตรงกันข้ามกับมติที่ประชุมของจังหวัดที่ต้องการให้โรงแรมหรือรีสอร์ท เป็นหลัก ความเป็นไปของ "ระนอง" ยังคงน่าจับตา และติดตามว่าการพัฒนาระนอง ในรูปแบบนี้ที่เราเรียกว่า "ระนองโมเดล" สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ระหว่างความมั่นคง กับการท่องเที่ยว จะกลมกลืนกันได้อย่างไร ข้ออ้างที่ว่า จำเป็นต้องพัฒนาเกาะเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกาะตาครุฑ เป็นแหล่งที่พักของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวโรฮิงญา ก่อนที่จะถูกชักนำเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ จะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างอื่นหรือไม่ นอกจากการสร้างโรงแรม ที่อาจมี กาสิโน แอบแฝง เพื่อแข่งกับเกาะสนของพม่า ที่อยู่ตรงกันข้าม ข้อทักท้วงเหล่านี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทระหว่างไทย-พม่า ที่วันนี้ถูกกักเอาไว้กรงจะถูกกุญแจดอกใดไขให้ไปสู่ความอิสระ และสร้างความยุ่งยาก-ตึงเครียดให้ชายแดนแถบนี้อีกครั้ง ระนองโมเดลเมินข้อพิพาท เล็งผุดรร.เกาะตาครุฑ + ท่ามกลางปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญาที่ยังคาราคาซังอยู่ และต้องลุ้นว่าในเวทีอาเซียนจะมีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้นหรือไม่ แต่ในเวทีการประชุมในจังหวัดระนองเมื่อเร็วๆ นี้กลับมีการจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศให้คุกรุ่นขึ้นมาอย่างเงียบๆ เพราะมีมติในการพัฒนาพื้นที่เกาะใกล้ชายแดนไทย-พม่า ซึ่งอาจทำให้เกิดการปะทะกับทหารพม่าซ้ำรอยเนิน 491 จ.ชุมพร ขึ้นมาอีกครั้ง ! ความเป็นมาของโครงการเกิดขึ้นเมื่อกรมธนารักษ์ ได้สำรวจที่ราชพัสดุที่เป็นเกาะหรือชายหาดที่สวยงามเพื่อรองรับการพัฒนาเชิงท่องเที่ยวใน จ.ระนอง จากนั้นจึงมีการสำรวจที่ราชพัสดุหมายเลขทะเบียนที่ รน.275 "เกาะตาครุฑ" ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง เนื้อที่ประมาณ 61 ไร่ เพื่อพัฒนารองรับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น "โรงแรม" หรือ "ที่พักตากอากาศ" มีเอกชนหลายรายให้ความสนใจที่จะพัฒนาพื้นที่เกาะดังกล่าว แต่เนื่องจากพื้นที่อยู่ใกล้เขตชายแดน การพัฒนาพื้นที่ใดๆ ก็จะต้องคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศด้วย จ.ระนองได้มีคำสั่งที่ 1506/2551 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลกระทบต่อความมั่นคงในการพัฒนาเกาะตาครุฑในเชิงการท่องเที่ยว ผลจากการพิจารณาโดยส่วนราชการต่างๆ ในพื้นที่พบว่า มีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย โดยเป็นฝ่ายที่เห็นด้วย 10 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง และงดออกเสียง 6 เสียง แม้เสียงไม่เห็นด้วยที่จะพัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยวใน "พื้นที่พิพาท" ระหว่างไทย-พม่า จะมีน้อยกว่ามาก แต่น่าสนใจว่า ฝ่ายนี้ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ซึ่งล้วนเป็นฝ่ายที่ดูแลความมั่นคงแทบทั้งสิ้น เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายความมั่นคงคัดค้าน เพราะเกรงว่าการพัฒนาเกาะตราครุฑอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเกิดข้อพิพาทเขตแดนระหว่างไทย-พม่าจนถึงขั้นเปิดฉากยิงปะทะกันมาแล้ว ส่วนชาวประมงบางรายที่จับปลาใกล้เกาะตาครุฑก็เคยถูกทหารพม่าจับกุม และพม่ายังเพิ่มกำลังทหารมาประชิดเส้นเขตแดนมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ เดิมพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งฐานของ ตชด.415 แต่ปัจจุบันได้ย้ายฐานกลับที่ตั้งแล้ว เนื่องจากมีปัญหาด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และงบประมาณ ปัจจุบันจึงมีผู้รับผิดชอบพื้นที่แทน คือ กองกำลังเทพกษัตรี และ ฉก.25 ส่วนเหตุผลในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น ฝ่ายความมั่นคงก็เห็นแย้ง เพราะพื้นที่รอบเกาะมีน้ำตื้น เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือเข้ามาเทียบ และจากการสำรวจก็พบว่าบนเกาะยังไม่มีแหล่งท่องเที่ยว เช่น น้ำตก หรือหาดทรายที่สวยงามเลย สมมติฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดในการพัฒนาเกาะนี้ คือ การสร้างโรงแรม หรือกาสิโนเหมือนที่เกาะสองเท่านั้น ! แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มองว่า บนเกาะมีราษฎรไทยอยู่ 42 ครัวเรือน รวมถึงคนไทยพลัดถิ่น และแรงงานต่างด้าวบางส่วน ถ้าปล่อยทิ้งไว้เกรงว่าจะมีปัญหาตามมา จึงน่าจะพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้ และเป็นการขยายแหล่งท่องเที่ยวใน จ.ระนอง ไปในตัว บ่าว หาญจิต อายุ 52 ปี ผู้นำชุมชนบนเกาะตาครุฑ เข้ามาอาศัยบนเกาะตั้งแต่ปี 2526 บอกว่า คนกลุ่มแรกที่เข้ามาบุกเบิกอาศัยบนเกาะนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2522 จากนั้นจึงมีคนทยอยเข้ามาอาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีประชาชนอาศัยอยู่ที่ 172 คน ประมาณ 42 ครอบครัว โดยมีอาชีพหลัก คือ ประมงประเภทอวนลาก ส่วนผู้หญิงช่วยถักอวน และดูแลเด็กเล็กในครอบครัว ส่วนเด็กโตก็ส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนบนฝั่ง ในมุมมองของเขาสนับสนุนให้มีการพัฒนาเกาะนี้ เพราะอยากให้ทางการเอาความเจริญมาสู่ชุมชนบ้าง เพราะคนบนเกาะก็เป็น "คนไทย" เหมือนกัน จึงอยากให้มีการพัฒนาพื้นที่บ้าง และไม่อยากให้ทางการเข้ามาไล่ที่ในภายหลังด้วย นั่นคือมุมมองส่วนหนึ่งของคนบนเกาะตาครุฑ ซึ่งน่าจะเป็นตรงกันข้ามกับมติที่ประชุมของจังหวัดที่ต้องการให้โรงแรมหรือรีสอร์ท เป็นหลัก ความเป็นไปของ "ระนอง" ยังคงน่าจับตา และติดตามว่าการพัฒนาระนอง ในรูปแบบนี้ที่เราเรียกว่า "ระนองโมเดล" สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ระหว่างความมั่นคง กับการท่องเที่ยว จะกลมกลืนกันได้อย่างไร ข้ออ้างที่ว่า จำเป็นต้องพัฒนาเกาะเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกาะตาครุฑ เป็นแหล่งที่พักของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวโรฮิงญา ก่อนที่จะถูกชักนำเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ จะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างอื่นหรือไม่ นอกจากการสร้างโรงแรม ที่อาจมี กาสิโน แอบแฝง เพื่อแข่งกับเกาะสนของพม่า ที่อยู่ตรงกันข้าม ข้อทักท้วงเหล่านี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทระหว่างไทย-พม่า ที่วันนี้ถูกกักเอาไว้กรงจะถูกกุญแจดอกใดไขให้ไปสู่ความอิสระ และสร้างความยุ่งยาก-ตึงเครียดให้ชายแดนแถบนี้อีกครั้ง



