
"วิญญัติ"อัดคนคุมคดี"เปรมชัย"จะไม่พ้นคำครหาจ้องเป่าคดี!!!
"วิญญัติ" ชี้ ไม่เคยมีเคส เหมือนภาคทัณฑ์พงส. รับแจ้งความ "เปรมชัย" ทารุนสัตว์ ปกติผลักผู้ต้องหาสู้ในศาล ถามเจตนาคนคุมคดี อย่าเลือกปฏิบัติจะไม่พ้นคำครหาเป่าคดี
เมื่อเวลา 16.00น. นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) โพสเฟซบุ๊คส่วนตัวชื่อ Winyat Chatmontree เเสดงความเห็น กรณีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ร้อยเวรที่รับแจ้งความคดี นายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก ในความผิดฐานกระทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร ว่า ทีแรกเฝ้ามองตามกระแส คำสั่งนี้ ผู้บังคับบัญชามีการตั้งกรรมการสอบสวนความผิดที่ถูกกล่าวหาผิดวินัยหรือไม่ ผลการสอบทางวินัยฟังได้เป็นที่ยุติว่าอย่างไร ขอตั้งข้อสังเกตไว้ แต่อาจพิจารณาได้ว่า คำสั่งสถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ ไม่ระบุพฤติการณ์หรือการกระทำที่ถือว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรง ตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 78 (1)-(18) ไว้ โดยคำสั่งนี้ระบุเหตุผลที่อ้างว่า “บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ตรวจสอบข้อกฎหมายให้แน่ชัด” ไม่น่าจะใช่เหตุที่เป็นการกระทำผิดวินัย เพราะในคำสั่งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกลงโทษไม่อาจทราบข้อเท็จจริง ข้อกล่าวหา เพื่อให้มีโอกาสโต้แย้งชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือใช้สิทธิอุทธรณ์ได้อย่างเป็นธรรม
นายวิญญัติ ระบุอีกว่า ทั้งนี้ การร้องทุกข์ของเจ้าพนักงานตามกฎหมายที่นำมากล่าวหาจะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือจะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด ก็หาได้เป็นผลจากการรับคำร้องทุกข์ไว้โดยตรงไม่ เพราะการร้องทุกข์กล่าวโทษย่อมมาจากพฤติการณ์ของการกระทำที่ผู้บังคับใช้กฎหมายจะต้องปรับข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายเป็นกรณีๆ กระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนยังต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง และตรวจสอบข้อกฎหมายต่อไปจึงจะสามารถทำความเห็นตามรูปคดีต่อไป เมื่อกรณีนี้ผู้ร้องทุกข์มาถอนคำร้องทุกข์ข้อหาใดที่เห็นว่าไม่เข้าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ก็เป็นเรื่องที่ชอบจะทำได้อันถือว่าเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ไปในตัว การที่พนักงานสอบสวนให้ถอนคำร้องทุกข์ไปด้วยเหตุผลทางกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายและตามระเบียบของการดำเนินคดีอาญา ดังนั้น คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์แม้จะเป็นสถานเบาที่สุดก็ตาม แต่อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาต้องคำนึงถึงการใช้อำนาจที่จะไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราชการตำรวจด้วย
"เรื่องนี้ไม่ควรนำกระแสสังคมมาตัดสินหรือชี้หน้าใคร แม้สถานะของผู้ต้องหาและความอ่อนไหวทางสังคมต่อสัตว์สงวนจะเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจอย่างกว้างขวาง รูปคดีนี้ปรากฏว่ามีผู้เข้าไปในเขตคุ้มครองสัตว์ป่าฯ มีอาวุธปืนร้ายแรง จะฆ่าเสือดำ สัตว์คุ้มครองชนิดใดหรือไม่ ย่อมจะต้องพิสูจน์ในทางคดี แต่หากดูมาตรฐานที่นำมาอ้างการโต้แย้งตัดข้อหาทารุณกรรมสัตว์ออก กระทั่งนำไปสู่การลงโทษทางวินัยพนักงานสอบสวนที่รับคำร้องทุกข์ การจะบอกว่าที่สั่งการและลงโทษตำรวจเป็นการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อให้การนำคดีไปสู่ศาลยุติธรรมไม่ใช่ศาลพระภูมิก็แล้วแต่จะเล่นคำ แต่จุดที่น่าสนใจ คือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ของ สตช.ที่กำกับดูแลคดีนี้ มีเจตนาใดในทางคดีหรือไม่ เพราะท่าทีต่อการแสดงทัศนะต่อสังคม การลงโทษทางวินัยตำรวจผู้น้อย การสั่งสอบเจตนาเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรก็ดี หากจะดูมาตรฐานที่ผ่านมาหลายคดีอาญา ไม่เคยปรากฏว่ามีการตรวจสอบข้อกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ มีเพียงตั้งข้อหาร้ายแรงแก่ประชาชน ผลักภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ผู้ต้องหาไปสู้คดีในศาล หรือถ้ามีมาตรฐานเดียวกันก็ชี้แจงได้ นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยเฉพาะชั้นสอบสวนที่ตำรวจระดับสูงมาดูคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีใด ก็ควรที่จะทำให้ถูกต้อง เที่ยงธรรม ตรวจสอบข้อหาและเจตนาของผู้มากล่าวโทษด้วยเช่นกัน ต้องไม่เลือกปฏิบัติ มิฉะนั้นก็ไม่อาจหลุดพ้นข้อครหาหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนที่อาจมองว่า มีความพยายามเป่าคดีหรือช่วยเหลือใครอยู่หรือไม่" นายวิญญัติ ระบุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิ๊ก



