ข่าว

"สุเทพ" รอด!! ศาลยกฟ้องไม่ผิด หมิ่นนปช.เผาเมือง

"สุเทพ" รอด!! ศาลยกฟ้องไม่ผิด หมิ่นนปช.เผาเมือง

27 ก.พ. 2561

ศาลอุทธรณ์ ชี้คำสัมภาษณ์ นปช.เผาเมือง เป็นข้อมูลตามทางสอบสวนคดีก่อการร้าย "สุเทพ"" ไม่หวั่นคดีเพียบ ยันทำงานเพื่อ ปชช. อวย รบ.บิ๊กตู่ ฝากความหวังทำงานได้ดี

 

          ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 27 ก.พ.61 เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1878/2558 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" อายุ 69 ปี อดีตเลขาธิการ กปปส. และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 และกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53

 

          โดยคดีนี้อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 28 พ.ค.58 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า นายสุเทพ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 22 พ.ค.54 ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เขตหลักสี่ กทม.ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2554 พาดพิง นพ.เหวง โตจิราการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ทำนองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ทั้งสามเเละพรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งนายสุเทพ จำเลย ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

 

          โดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 มี.ค.60 ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการกระทำของจำเลย เป็นการตอบคำถามโดยอาศัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความมา และเป็นการรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบในฐานะที่จำเลยเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จึงไม่เป็นความผิดตามคำฟ้อง ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์

 

          ขณะที่วันนี้ "นายสุเทพ" เดินทางมาศาลด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทักทายเป็นกันเองกับผู้สื่อข่าว โดยมีนายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความ และคณะติดตามมาด้วย รวมประมาณ 7-8 คน

 

          ทั้งนี้คดี ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ว่าจำเลยทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยผู้เสียหายทั้งหมดเป็นพยานเบิกความทำนองว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง ทำให้คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นคู่แข่งกับพรรคเพื่อไทยเพิ่มขึ้น ส่วนการกล่าวหาว่าเผาเมืองนั้น ผู้เสียหายไม่ได้ถูกดำเนินคดีฐานวางเพลิง แต่โดนข้อหาก่อการร้าย

 

          ขณะที่จำเลยต่อสู้ยืนยันข้อมูลที่ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า ได้ศึกษาความเป็นมาของ นปช. และอดีตนายกฯ ที่มีการสั่งสมาชิกพรรคไปจัดตั้งมวลชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนการเงินจากอดีตนายกฯ ชี้ชัดว่าผู้เสียหายเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ มีการก่อการร้าย ทำร้ายทหารและประชาชน ภายหลังแกนนำยุติการชุมนุมมีการเผาสถานที่ต่างๆ อัยการจึงมีคำสั่งฟ้องข้อหาก่อการร้าย

 

          เมื่อศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำเบิกความ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการให้สัมภาษณ์ของจำเลยในฐานะรองนายกฯ และผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่อัยการยื่นฟ้องผู้เสียหายกับพวกเป็นจำเลยในข้อหาก่อการร้าย โดยมีการปราศรัยของผู้เสียหายให้ไปรวมกันที่ศาลากลาง , เผาไปเลยพี่น้อง และที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช. ปราศรัยระบุว่าพกขวดแก้วคนละใบมาเติมน้ำมันเอาข้างหน้า กทม.เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน

 

          ประกอบคำเบิกความของพนักงานสอบสวนดีเอสไอว่า แกนนำ นปช.เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ระดมมวลชนเข้ามาเป็นขบวนการ ซึ่งได้สอบสวนเสร็จสิ้นและสั่งฟ้อง ข้อเท็จจริงที่จำเลยให้สัมภาษณ์จึงเป็นไปตามที่รับรู้รับทราบ มีสื่อมวลชนแพร่หลายไปทั่วโลก พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้จำเลยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยสุจริต ไม่มีการเสริมแต่ง ไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายด้วยความเท็จและจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเอง หรือพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่เลือกผู้เสียหาย จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของอัยการโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

          ภายหลังฟังคำพิพากษา นายสุเทพ กล่าวว่า ตนทำใจมาตั้งแต่อยู่ที่บ้านแล้วไม่ว่าศาลจะพิพากษาอย่างไร ก็พร้อมน้อมรับคำพิพากษาของศาล ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานข้อเท็จจริง และยอมรับว่าช่วงนี้ตัวเองมีคดีความเยอะมาก ซึ่งวันที่ 12 มี.ค.นี้จะต้องมาศาลแพ่ง ที่ กกต. ยื่นฟ้องแพ่งขอให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท จากกรณีกล่าวหาว่าตนและแกนนำ กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้ง นอกจากนั้นก็ยังมีคดีร่วมกบฏและก่อการร้าย ที่อัยการได้ยื่นฟ้องตามสำนวนที่ดีเอสไอสมัยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีสรุปสำนวนไว้ ซึ่งจะต้องสู้คดีกันอีกนาน

 

          "พวกผมจะต่อสู้คดีให้ดีที่สุด เรามีเจตนาดีต่อบ้านเมืองและมั่นใจในสิ่งที่ได้ทำไป ก่อนที่เราจะตัดสินใจออกมาร่วมชุมนุม เมื่อปี 56-57 ก็ทำใจแล้วว่าอาจจะถูกดำเนินคดี ขึ้นโรงขึ้นศาล อาจจะเสียเลือดเนื้อ เสียชีวิต ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ตั้งใจมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นยังไงก็เป็นกัน ยืนยันจะต่อสู้ทุกคดี ไม่หลบหนี" อดีตเลขาธิการ กปปส. ระบุ

 

          เมื่อถามถึงกระแสข่าวการจัดตั้งพรรคการเมือง นายสุเทพ กล่าวว่า ตนได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี 2556 และประกาศตัวเป็นผู้รับใช้ประชาชน เป็นแกนนำต่อสู้กับระบอบทักษิณ ปี 2556-57 มีผลต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีคนคาดคิดเอาว่าตนจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เรื่องจริงขณะนี้ก็คือ ตนต้องก้มหน้าก้มตาสู้คดี ยังไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่รอด

 

          "ผมได้ปวารณาตัวแล้วว่า ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ อีก 10 ปีก็จะอายุ 80 ปีแล้ว ก็จะใช้เวลาช่วงนี้อุทิศชีวิตทำงานเพื่อประชาชน รับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา จะไม่กลับไปเป็นนักการเมือง หรือลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.หรือมีตำแหน่งทางการเมืองหรือเข้าร่วมรัฐบาลใดๆทั้งสิ้น ไม่ไปเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ไม่เป็นแม้แต่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง แต่ขอยืนยันว่าผมจะไม่ทิ้งความรับผิดชอบภาระหน้าที่ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยที่จะต้องรับผิดชอบบ้านเมือง เพราะเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแลบ้านเมืองให้ปลอดภัย เราจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศไทยปลอดภัย" นายสุเทพ กล่าว

 

          เมื่อถามว่า ตกลงจะสนับสนุนให้มีการจดทะเบียนพรรคการเมือง กปปส. หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ทำและคำที่ถามเกี่ยวกับ นพ.ระวี มาศฉมาดล หรือใคร ก็ไม่เกี่ยวกับตน ไม่มีการทาบทามใดๆ จุดยืนของตนคือเป็นผู้รับใช้ประชาชน และประชาชนจะให้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัยตนก็ยินดีทั้งนั้น โดยส่วนตัววันนี้ ยังยืนยันสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและรัฐบาล

 

          ส่วนความเป็นไปได้ในโอกาสข้างหน้าที่มวลมหาประชาชนจะมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เป็นไปได้ทั้งนั้นอยู่ที่พี่น้องประชาชนทั้งหลายว่าจะประเมินและมีความคิดความอ่านต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไร และคิดว่าตัวเองจะต้องทำอะไร ซึ่งเป็นเรื่องของประชาชน

 

          "เพื่อให้เข้าใจตรงกันขอเรียนว่าในฐานะส่วนตัวยังคงเชื่อมั่นในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะเป็นผู้นำที่ดี เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี แก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ และผมก็ฝากความหวังไว้กับพล.อ. ประยุทธ์ ค่อนข้างมาก ในฐานะที่เคยเป็นเลขาธิการ กปปส. ผมยืนยันว่า กปปส.ไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคล สิ่งที่ กปปส.หรือมวลมหาประชาชนเรียกร้องต้องการคือ การปฏิรูปประเทศไทย ต้องการให้เห็นการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ทั้งเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษา เรื่องสาธารณสุข การปราบปรามคอรัปชั่น เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องปฏิรูปตำรวจ เพราะเราไม่ต้องการให้วงจรชั่วร้ายกับการเมืองที่เคยเจออยู่นี้ มาปรากฏขึ้นอีก เพราะจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย อันนี้คือจุดยืนของมวลมหาประชาชนที่ยังยืนยันเจตนารมณ์เช่นเดิม" อดีตเลขาธิการ กปปส. กล่าวย้ำ และว่า หนังยังไม่จบ อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าจะให้รางวัลหรือไม่ให้รางวัล ตนพยายามระมัดระวังทำหน้าที่เป็นประชาชนที่ดีแล้วก็ให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. และเรียนท่านว่าประชาชนคาดหวังอย่างไร ส่วนท่านจะทำอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

 

          นายสุเทพ กล่าวยืนยันด้วยว่า ยังไม่เคยติดต่อกับพรรคการเมืองที่แสดงเจตนาว่าสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เลย และก็ยังไม่เห็นว่ามีใครบ้างไปจดทะเบียนพรรคการเมือง ในส่วนของนายไพบูลย์ นิติตะวัน นั้นก็เคยร่วมต่อสู้กันมา ก็รู้สึกว่าบุคคลเหล่านี้มีเจตนาดีต่อบ้านเมือง ตนก็เอาใจช่วย ใครก็ตามที่จะมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ๆขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ตนก็เชียร์และเอาใจช่วยทั้งนั้น.