
กก.สิทธิฯวอนรัฐเห็นใจชุมชนมาบตาพุด
กก.สิทธิฯ วอนรัฐเห็นใจชุมชนมาบตาพุด เรียกร้องหยุดพูดถึงด้าน ศก.อย่างเดียว ต้องคำนึงถึงสุขภาพคนในชุมชน จี้เปิดข้อมูลการจ้างงาน อ้าง 76 โครงการ จะมีคนทำงานแค่ 35,000 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีน.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กก.สิทธิฯ ได้ประชุม กรณี “นายกรัฐมนตรียื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองเรื่องมาบตาพุด” ภายหลังการประชุม น.พ.นิรันดร์แถลงว่า การยื่นอุทธรณ์ของรัฐบาลนั้นมีการกล่าวอ้างถึงเศรษฐกิจภาคการลงทุน แต่กรรมการสิทธิอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 โดยจัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และในช่วงที่ยังตั้งองค์การถาวรขึ้นมาไม่ได้ก็ให้ตั้งองค์การชั่วคราวขึ้นมาทำงานแทนไปพลาง เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหา รัฐต้องทำเกิดมาตรการในการป้องกัน เช่นจัดตั้งองค์การอิสระขึ้นมา ทำการศึกษาและประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (เอชไอเอ)
น.พ.นิรันดร์ กล่าวอีกว่า จากคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าสิทธิชุมชนเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครอง อีกทั้งสิทธิในการมีชีวิตอย่างมีความสุขก็ได้รับการคุ้มครองและเป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดประโยชน์เป็นรูปธรรมที่กินได้ และใช้ในการแก้ปัญหาได้
น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า เราตระหนกว่าการที่ศาลปกครองมีคำสั่งเช่นนี้ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจกรลงทุน มูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ยังมีผลกระทบอื่นซึ่งชุมชนได้รับมากว่า 20 ปี โดยเฉพาะเศรษฐกิจพอเพียง ภาคการเกษตรและบริการที่ถูกทำลายมานานแล้ว ผลกระทบเหล่านี้หากประเมินก็มีมูลคาที่ไม่ต่ำกว่าแสนล้านเช่นกัน รวมถึงภาคสังคมที่เสียหายมีเด็กติดยา ผู้ป่วยที่มีอัตราเป็นโรคมะเร็งมาขึ้น พื้นที่นั้นมี จีดีพีสูง แต่คุณภาพชีวิตต่ำ การจะเอ่ยถึงเพียงภาคเศรษฐกิจแต่ไม่พูดถึงผลกระทบในภาพรวมก็จะไม่เป็นธรรม เราไม่ได้ปฏิเสธการลงทุน แต่การลงทุนต้องมีสมดุล เราต้องการอุตสาหกรรมที่สะอาด รวมทั้งประเมินผลศักยภาพการรองรับมลพิษของชุมชน
“การทำเช่นนี้จะไม่ทำให้ภาคการลงทุนสูญเสีย เพราะภาคธุรกิจนั้นต้องการหลักประกันความมั่นคง เพราะการกระทำเช่นนี้เป็นหลักการธรรมาภิบาล หากโครงการใดผ่านการประเมินผลกระทบถือเป็นหลักประกันในอนาคตได้” น.พ.นิรันดร์ กล่าว
น.พ.นิรันดร์ กล่าวต่อไปว่า ทางกรรมการสิทธิฯจะเปิดเวทีสาธารณะรับฟังความเห็นในเรื่องนี้ และเป็นการแสดงให้เห็นมาตรฐานในการปกป้องสิทธิชุมชน ในวันที่ 13 ต.ค. เวลา 09.00 น. ที่คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และจะเชิญ รมว.อุตสาหกรรม รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตัวแทนนักธุรกิจ นักวิชาการและชาวบ้าน มาร่วมด้วย
ด้าน นายศุภกิจ นันทวรการ นักวิจัยประจำมูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า การที่รัฐกล่าวอ้างถึงตัวเลข การลงทุนกว่า 300,000 ล้านบาทและคาดวาจะมีการจ้างงานกว่า 100,000 คน ขอเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูล เพราะจากการประเมิน 76 โครงการในมาบตาพุดนั้น มีข้อมูลว่าจะมีการจ้างงานเพียง 35,000 คน อีกทั้งคำสั่งดังกล่าวก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกทั้ง 76 โครงการ นอกจากนี้รัฐบาลต้องสนใจเรื่องต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย มากกว่าต้นทุนทางเอกชนซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีควรนำเรื่องสุขภาพมาประกอบการตัดสินใจเพราะนายกเองก็ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเคยทำการศึกษาผลกระทบมาแล้วว่าคนในพื้นที่มีอัตราเสี่ยงเป็นมะเร็งที่สูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นายกฯมีมาหมดแล้ว และการกล่าวอ้างถึงผลประกอบการ ชาวบ้านก็ไม่ได้ผลประโยชน์แต่มีเพียงนักลงทุนเท่านั้นที่ได้ และที่โครงการต้องระงับก็เพราะยังไม่มีหลักประกันที่ชัดจนเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรรมการสิทธิต้องการขอให้รัฐบาลถอนการอุทธรณ์ ใช่หรือไม่ น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจไปสั่งการรัฐบาลแต่ อยากให้รัฐบาลลองย้อนกลับไปดูและคิดถึงหลักธรรมาภิบาลด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้แสดงว่ารัฐไม่จริงใจในการแก้ปัญหาหรือไม่ น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า เราไม่ได้กล่าวหาว่า รัฐไม่จริงใจ แต่เราเพียงแต่เสนอข้อมูลให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 เพราะขณะนี้ สภาพในพื้นที่น่าเห็นใจและน่าจะได้รับการเยียวยาแก้ไข โดยตนมองว่านายกรัฐมนตรีอาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนโดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพ



