
ลูก"พล.ต.อ.สล้าง"เผยแพร่ต้านรถไฟทางคู่ตามสั่งเสีย
ลูกชายรับศพ“พล.ต.อ.สล้าง”บำเพ็ญกุศล รับพ่อเป็นโรคซึมเศร้า-เครียดค้านรถไฟทางคู่กว่า 40 ปีเตรียมนำเอกสารเผยเเพร่ตามคำสั่งเสีย ขณะที่เพจโลจิสติกส์ชื่อดังมองต่างมุม
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ นายวันจักร บุนนาค พ.ต.ท.เหมจักร บุนนาค สวป.สน.ดินแดง บุตรชายคนโตและคนสุดท้องรวมทั้งบรรดาญาติ เดินทางเข้าติดต่อขอรับศพ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อายุ 81 ปี อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เสียชีวิตจากการการกระโดดลงมาจากชั้นที่ 7 กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรีเมื่อช่วงสายวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทิ้งจดหมายสั่งเสียเป็นความยาวถึง 3 หน้ากระดาษ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศกจากนั้นได้จุดธูปเชิญดวงวิญญาณพร้อมนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
พ.ต.ท.เหมจักร กล่าวว่า ครอบครัวจัดพิธีรดน้ำศพที่ศาลากลางน้ำ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ตั้งแต่เวลา 15.00-17.00 น.ในวันนี้(26ก.พ.) จากนั้นบำเพ็ญกุศลศพวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 5 มีนาคม และจะยกเว้นวันที่ 1 มีนาคม ส่วนในเรื่องของผลชันสูตรทางครอบครัวขออนุญาติไม่เปิดเผย ซึ่งไม่ได้ติดใจสาเหตุการเสียชีวิตแต่อย่างใด
สำหรับเอกสารที่เป็นคำสั่งเสียของบิดากำลังรวบรวมเอกสารคาดว่าจะสามารถแจกให้สื่อมวลชนเพื่อเผยแพร่ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ต่อไปหากเอกสารพร้อมและเร็วที่สุดก็จะมอบให้สื่อมวลชนตามประสงค์ที่ระบุไว้ในจดหมายของบิดา อย่างไรก็ตามกรณีที่บิดาเขียนระบุเรื่องการคัดค้านการสร้างรถไฟรางคู่ขนาด 1 เมตร และเกี่ยวกับระบบการขนส่งนั้น บิดาได้เดินหน้าคัดค้านมากว่า 40 ปี และเมื่อมีอายุมากขึ้นก็มักจะมีโรคประจำตัว ความเครียด และซึมเศร้าเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ด้านายวันจักร กล่าวว่า ถึงแม้คุณพ่อจะเกษียณมาแล้ว 20 ปี คุณพ่อสนใจและทุ่มเทให้กับเรื่องนี้ตลอด จนกระทั่งประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ล้มป่วยด้วยอายุที่มาก ต้องทานยาอยู่เป็นประจำ ด้วยความเป็นห่วงทางครอบครัวเคยพูดให้คุณพ่อหยุดคิดเรื่องนี้ลงบ้าง คุณพ่อก็ตอบสั้นๆว่า หยุดแล้ว และปกติทุกวันคุณพ่อจะมีคนดูแลแต่วันที่เกิดเหตุคนดูแลลากิจไปทำธุระ คุณพ่อจึงเดินทางไปห้างสรรพสินค้าจนเกิดเหตุสลดดังกล่าว ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับชายใส่สูท 4 ราย ซึ่งคาดว่าเป็นรปภ.ของห้างได้ทำการเคลื่อนย้ายร่างของคุณพ่อขณะออกจากห้างนั้นโดยติดใจสาเหตุการเสียชีวิตในจุดเกิดเหตุหรือเสียชีวิตที่โรงพยาบาลนั้นทางครอบครัวไม่ติดใจใดๆทั้งสิ้น
ต่อมาเวลา 12.30 น. นายวันจักร บุตรชายคนโตได้รับศพ พล.ต.อ.สล้าง เคลื่อนไปบำเพ็ญกุศลที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงขั้นตอนการทำสำนวนการเสียชีวิตของ พล.ต.อ.สล้าง ว่า การเสียชีวิตในลักษณะแบบนี้ในการทำสำนวนเรียกว่าการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ ในเรื่องนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ก็ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการดำเนินการตามสำนวนชันสูตรพลิกศพที่พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ เท่าที่ได้รับรายงานทางสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจได้รับศพของ พล.ต.อ.สล้าง ดำเนินการชันสูตรตรวจพิสูจน์เรียบร้อยแล้ว
ส่วนกรณีจดหมายลาตายที่พบในที่เกิดเหตุ เนื้อความที่ปรากฏไม่ว่าท่านจะเขียนเรื่องอะไรก็แล้วแต่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวหรือการทำงานเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด ส่วนญาติจะติดใจการเสียชีวิตครั้งนี้ยังไม่ได้รับการประสานมา
พ.ต.อ.กฤษณะ ยังกล่าวถึงกระแสดราม่าในโลกโซเชียลถึงการเคลื่อนย้ายร่างของ พล.ต.อ.สล้าง ออกจากที่เกิดเหตุ ว่า เรื่องนี้คงไม่สามารถไปตอบแทนผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ตรงนั้นได้ เนื่องจากการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บผู้ป่วยหรือแม้กระทั่งศพมีขั้นตอน ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ตนไม่สามารถให้ความเห็นได้เนื่องจากไม่ได้เห็นจากหน้างานเห็นเฉพาะที่มีการแชร์ภาพกันต่อมา แต่คิดว่าผู้ที่ประสบเหตุนั้นอันดับแรกคงมีความตั้งใจจริงที่จะพยายามปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือการเคลื่อนย้ายร่างออกมาก่อน ส่วนที่คิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้
“อย่าลืมว่าเหตุเกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้าแน่นอนที่สุดผู้ประสบเหตุคนแรกคงจะไม่พ้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือรปภ.ซึ่งทราบว่าตามพ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัยฉบับใหม่ที่บังคับใช้นั้นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจะต้องมีองค์ความรู้ในด้านนี้”พ.ต.อ.กฤษณะกล่าว
เนื้อความของจดหมาย หมายถึงอะไร และมีความคลาดเคลื่อนด้านความเข้าใจอย่างไร โดยทางเรามีจุดประสงค์เพียงไขข้อสงสัยและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยในประเด็นที่ 1 “ รถไฟทางคู่ขนาด 1 เมตรไม่เหมาะสม สมควรเปลี่ยนเป็นราง 1.435 หรือที่เรียกว่า standard gauge" โดยได้กล่าวถึงความไม่เหมาะสมของรูปแบบโครงการรถไฟทางคู่ขนาด 1 เมตร ที่ปัจจุบันกำลังก่อสร้างอยู่หลายสายรวมระยะทางเกือบ 900 กม. ได้แก่ ช่วงนครปฐม-หัวหิน, หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, ลพบุรี-ปากน้ำโพ, มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ, ชุมทางถนนจิระ–ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ว่าเป็นเกจที่ไม่ได้มาตรฐานและแคบเกินไป สมควรเปลี่ยนเป็นรางขนาด 1.435 หรือ standard gauge เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความมั่นคง น้ำหนักบรรทุก และความเร็ว
1.ราง standard gauge เป็นเพียงชื่อสั้นๆของคำว่า European standard gauge เท่านั้น เพราะเป็นมาตรฐานที่ได้รับความนิยมในแถบยุโรปตะวันตก มิได้หมายถึงขนาดรางมาตรฐานสากลแต่อย่างใดเลย ในประเทศอื่นๆ ก็มีขนาดเกจแตกต่างกันมากกว่านี้อีก เช่น broad gauge 1.676 ของแถบเอเชียใต้ Three foot six inch gauge 1.067 ในญี่ปุ่น และไต้หวัน และ meter gauge 1.000 ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทย
2.ราง meter gauge มีประสิทธิภาพทัดเทียมรางเกจอื่นๆ ถ้ามีการดุแลรักษาอย่างดีพอ ราง standard gauge ในหลายๆประเทศ สามารถทำความเร็วได้เพียง 50 กม.ต่อชั่วโมงเท่านั้น เนื่องจากขาดการดูแลรักษา ในขณะที่ราง 1 เมตร 6 เซนติเมตรของญี่ปุ่น สามารถให้บริการรถไฟด่วนด้วยความเร็ว 140 กม.ต่อชั่วโมงได้ ทั้งนี้ถ้าหากประเทศไทยดำเนินโครงการรถไฟทางคู่บนเส้นทางสายหลักรวมถึงการจัดหารถไฟดีเซลรางใหม่เสร็จ รถไฟทางคู่ไทยนั้นจะสามารถรองรับความเร็วสูงสุดได้ถึง 160 กม.ต่อชั่วโมง โดยให้บริการเฉลี่ยที่ 130 กม.ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ถึงประเทศไทยจะลงทุนมหาศาลเปลี่ยนไปใช้ราง standard gauge ก็จะทำความเร็วได้ไม่ถึง 180 กม.ต่อชั่วโมงอยู่ดี เนื่องจากหลายๆปัจจัย
3.รางเมตเตอร์เกจ สามารถทำให้ประเทศไทย เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เนื่องจากทุกประเทศรอบประเทศไทยนั้น ใช้ราง 1 เมตรเหมือนกันทั้งสิ้น สามารถโอนถ่ายสินค้าและผู้โดยสารข้ามชายแดน โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน ถ้าจู่ๆประเทศไทยใช้ราง 1.435 เมตรขึ้นมา โครงการที่จะให้รถไฟด่วน ETS ของมาเลเซียวิ่งขึ้นมาถึงหาดใหญ่ก็คงไม่มีวันเกิดขึ้นได้ เพราะใช้คนละเกจกัน
4.ขบวนรถไฟและอุปกรณ์แทบทุกอย่างสําหรับราง 1 เมตรยังมีการผลิตขึ้นในสายการผลิตต่างๆทั่วโลก โดยยืนยันได้จากหัวรถจักรและตู้โดยสารใหม่จากประเทศจีน รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงจากประเทศญี่ปุ่น
5.ในปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒานารถไฟทางคู่ขนาด 1.435 อยู่เช่นกัน แต่ไม่ใช่รถไฟทางคู่ธรรมดา แต่เป็นทางคู่แบบพิเศษรองรับรถไฟความเร็วสูงนั่นเอง (250 กม.ต่อชั่วโมง) โดยจะสร้างขนานไปกับทางคู่เดิม โดยมี 1 โครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้ว (กรุงเทพ–นครราชสีมา) และอีกสองโครงการอยู่ในระหว่างการพิจารณาได้แก่ กรุงเทพฯ–พิษณุโลก, กรุงเทพฯ–ระยอง
ดังนั้นจากทั้ง 5 ข้อนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลถึงเร่งพัฒนาทางคู่ทั้ง 2 รูปแบบไปพร้อมๆกัน โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเปลี่ยนหรือไปยุ่งกับราง 1 เมตรเดิมให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น เพราะเราสามารถพัฒนาราง 1 เมตรได้อีกมากมาย และใช้ราง 1.435 ในการสร้างรถไฟความเร็วสูงโดยเฉพาะซึ่งจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าราง 1.435 ธรรมดาหลายเท่า
ข้อความในเพจดังกล่าวระบุอีกว่า สำหรับประเด็นที่ 2 การคัดค้านการสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนยกระดับ เนื่องจากบดบังทัศนียภาพ ในหัวข้อนี้ ไม่มีอะไรผิดไปจากความจริงเลย เว้นเสียแต่ว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างรถไฟใต้ดินนั้นมีราคาสูงกว่าสร้างลอยฟ้าถึง 3 เท่าในระยะทางเท่าๆกันและยังรวมไปถึงการปิดช่องจราจร การวางปล่องระบายอากาศ จากการศึกษาต่างๆจากทั้งองค์กรทั้งในและนอกประเทศ จึงมีผลสรุปว่าการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในเขตเมืองและยกระดับในเขตชานเมืองเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด จนมีผลมาถึงการดำเนินโครงการต่างๆในปัจจุบัน ขออย่าให้เข้าใจผิดและคัดค้านโครงการเหล่านี้เลย ถ้าโครงการโครงการหนึ่งล่าช้าไปเพียง 5 ปี การจราจรในกรุงเทพฯก็คงวิกฤติขึ้นจนน่ากลัว ทัศนียภาพจะเป็นเพียงปัญหาเล็กๆไปเมื่อถึงจุดนั้น
ประเด็นที่ 3 การสนับสนุนการก่อสร้างถนนออโตบาห์น หรือ ซุเปอร์ไฮเวย์ โดยออโตบาห์น Autobahn มาจากคำว่า german auto bahn คือ ทางหลวงของเยอรมนีนั่นเอง โดยมีลักษณะเฉพาะคือการทำความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ก็ได้ โดยรองรับซุปเปอร์คาร์แทบทุกประเภทจนถึงรถบรรทุกขนสินค้าน้ำหนักหลายสิบตัน
1.ถนนที่เป็นไฮเวย์คุณภาพสูงไม่จำเป็นต้องเป็น autobahn ณ ปัจจุบันประเทศไทยมีถนนที่สามารถเรียกได้ว่าติดมาตรฐานไฮเวย์สากลได้หลายสายอยู่แล้ว โดยเฉพาะมอเตอร์เวย์ระหว่างเมือง เช่น กรุงเทพฯ–ชลบุรี และกรุงเทพฯ-นครราชสีมาในอนาคต และยังมีโครงการมอเตอร์เวย์ต่างๆอีกหลายเส้นทาง เช่น บางใหญ่-กาญจนบุรี, พัทยา-มาบตะพุด ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีกด้วย
2.ด้วยค่าบำรุงรักษาถึง 23 ล้านบาทต่อปีต่อ 1 กิโลเมตร การจะสร้างโครงข่ายออโตบาห์นครอบคลุมเส้นทางหลักผ่านพื้นที่สำคัญของประเทศไทยระยะทางประมาณ 8,400 กิโลเมตร นอกจากจะมีราคาสูงมากแล้ว ค่าบำรุงรักษาก็ย่อมสูงเช่นกัน
3.ประเทศไทยมิใช้ hub การผลิตรถยนต์ประเภท sport หรือ supercar รถยนต์บนถนนส่วนใหญ่ในไทยเป็นรถกระบะและ SUV ที่ถูกออกแบบมาให้ทำความเร็วไม่มากอยู่แล้ว ดังนั้นการสร้าง autobahn เพื่อรองรับความเร็วสูงจึงแลดูเกินความจําเป็น ทั้งนี้จาก 3 ข้อนี้ เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายได้ว่า ปัจจุบันมีการขยายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่การสร้างถนนในรูปแบบ auto bahn เพื่อความเร็วแบบไม่จำกัดยังคงเกินความจำเป็นสำหรับประเทศไทย
"บทสรุปจากจดหมายของท่านทําให้เราได้ทราบว่าท่านมีอุดมการณ์ในการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของไทยแต่แนวคิดหลายๆเรื่องของท่านก็อาจนําความเข้าใจผิดด้านระบบขนส่งหลายๆเรื่องไปสู่คนไทยเช่นกัน เราคาดหวังว่าในอนาคตถึงแม้แนวทางการพัฒนาอาจจะไม่ตรงกับที่ท่านหวังไว้แต่ทุกโครงการจะนําไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยแน่นอนครับ"ข้อความตอนท้ายของเพจชื่อดังระบุ
ฉบับ นสพ.คมชัดลึก



