
"อุดม" แจงยังมีช่อง กกต .ทำงานต่อ แม้มีไม่ครบองค์
“อุดม” แจงมีกฎหมายปลดล็อค ปม กกต.ปัจจุบันพ้นวาระ-องค์ประชุมไม่ครบ ปัดให้ความเห็น สนช. คว่ำ 7กกต.ยกแผง
นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติไม่เห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน เพราะเป็นเรื่องที่สนช. ต้องเป็นผู้พิจารณาและตอบคำถาม อย่างไรก็ตามเมื่อกระบวนการคัดเลือกดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบต้องกลับไปสู่กระบวนการสรรหาตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยกกต. พ.ศ.2560 บัญญัติไว้
นายอุดม ยังกล่าวถึงกรณีที่ กกต. ชุดปัจจุบันที่มีนายศุภชัย สมเจริญ เป็นประธาน กกต. อาจมีปัญหาในการดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะกรณีที่จะมีกรรมการพ้นวาระเพราะอายุครบ 70 ปีในเร็วๆ นี้ และอาจทำให้ กกต. ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ตามกฎหมายกำหนดและกระทบต่อการเลือกตั้ง ว่า ตามพ.ร.ป.กกต. กำหนดประเด็นที่เป็นทางออกไว้ ในมาตรา 70 วรรคสาม ที่ระบุว่า เมื่อกกต. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดและมีผู้ปฏิบัติหน้าที่กกต. เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้นำความมาตรา 17 วรรคสาม ที่ให้ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับ กกต. ทำหน้าที่ กกต.ชั่วคราว มาใช้โดยอนุโลม แต่กรณีที่อาจเกิดขึ้นอาจไม่ต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าว เพราะยังมีอำนาจคสช. ตามมาตรา 44 สามารถให้ กกต. ที่ที่พ้นวาระปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับที่ คสช. ออกคำสั่ง ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พ้นวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่เข้าทำหน้าที่
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงประเด็นการนับองค์ประชุมของ กกต. ชุดปัจจุบันที่มีจำนวน 5 คน ว่า เป็นประเด็นที่กลายเป็นปัญหา เนื่องจาก พ.ร.ป.กกต. พ.ศ.2560 ที่บังคับใช้ปัจจุบัน กำหนดองค์ประชุมซึ่งนับจำนวน กกต. 7 คน และต้องใช้องค์ประชุมที่ไม่น้อยกว่า 5 คน ขณะที่กกต.ชุดปัจจุบันซึ่งมี 5 คน ถือว่าเต็มจำนวนองค์ประชุมตามกฎหมายใหม่ที่กำหนดไว้ ทำให้ประเด็นดังกล่าวกกต. ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อวินิจฉัยความตามข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าตามพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. พ.ศ.2550 มาตรา 8 กำหนดว่าการประชุม กกต. ต้องมีองค์ประชุมไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของกรรมการเท่าที่มีอยู่ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 คน ขณะที่การลงมติระบุไว้เช่นเดียวกันว่าต้องใช้คะแนนเสียงข้างมากในการลงมติ เว้นแต่เป็นการลงมติวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลเลือกตั้ง ที่ต้องใช้เสียงลงคะแนนไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของ กกต. ที่เข้าร่วมประชุม โดยประธานในที่ประชุมและกกต.ที่มาประชุมต้องลงมติ ได้คนละ 1 คะแนน กรณีที่พบว่าลงคะแนนเสียงข้างมากเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มอีก 1 เสียงเพื่อชี้ขาด
ขณะที่ พ.ร.ป. กกต. พ.ศ.2560 ฉบับที่บังคับใช้ปัจจุบัน ระบุถึงเรื่องการนับองค์ประชุมและการลงมติว่า มาตรา 18 กำหนดให้องค์ประชุมกกต. ต้องมีไม่น้อยกว่า 5 คน ส่วนการลงมติในเรื่องใดๆ ให้ใช้เสียงข้างมาก โดยกำหนดให้ประธานและกรรมการต้องออกเสียงทุกคนๆ ละ 1 เสียง หากพบคะแนนเสียงที่เท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมใช้สิทธิออกเสียงเพิ่ม 1 เสียงเพื่อชี้ขาด
-----



