
"สุวัจน์"หนุนแก้รธน.ด้วยการทำประชามติ
สุวัจน์หนุนอภิสิทธิ์ ประเด็นแก้ รธน.ควรให้ประชาชนยอมรับคือการทำประชามติลดการเผชิญหน้าทางการเมืองที่เป็นวิกฤติทางสังคมได้ เผยไทยเข้มแข้งรัฐบาลต้องกำกับดูแลให้ดีไม่อย่างนั้นของดีจะกลายเป็นของเสีย
(6ต.ค.) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกฯ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวที่ จ.นครราชสีมาปัญหาการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งตนว่ารัฐบาลต้องดูแลกันให้ดี เพราะยอมรับว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี และเป็นการสร้างงานสร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ในโครงการใหญ่ๆมักจะมีอะไรที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นบ้าง เพราะอาจจะควบคุมดูแลได้ไม่ทั่วถึง
ฉะนั้นจึงอยากจะแนะนำว่า รัฐบาลต้องวางมาตรการในการกำกับตรวจสอบการดูแลอย่างดี ที่สำคัญรัฐบาลจะต้องระวังอย่าให้มีข่าวออกมาในเชิงลบ เพราะจะกระทบแผนงานใหญ่ๆของรัฐบาล ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอง
ส่วนกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เชิญแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล และนักการเมืองสำคัญๆ เข้าพบที่บ้านพิษณุโลกนั้น นายสุวัจน์ฯ กล่าวว่า เป็นบรรยากาศของการพบปะพูดจาของผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมือง เป็นการพบกันในลักษณะที่เอาปัญหาของบ้านเมืองมาพูดคุยกัน โดยไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เพียงแต่พูดคุยในแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยภาพรวมเช่น การแก้ไข รธน. ว่าทุกคนมีความคิดเห็นกันอย่างไร ซึ่งหลายคนที่มากประสบการณ์มีทั้งอดีตนายกฯ อดีตรองนายกฯต่างมองว่า การแก้ไข รธน.จะเป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมในการลดปัญหาความขัดแย้งและจะช่วยบรรเทาการเผชิญหน้าทางการเมือง ซึ่งถือเป็นวิกฤติทางสังคมในขณะนี้ เพียงแต่ว่าประเด็นไหนที่ควรจะแก้ไขและแนวทางการแก้ไขควรจะเป็นอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ รธน. ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่า ถ้าจะมีการแก้ไข รธน.ประเด็นที่คิดว่าควรจะมีการแก้ไขนั้นควรจะเป็นประเด็นที่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน ซึ่งหมายถึงการทำประชามติ และหลายคนเห็นว่าการทำประชามติจะทำให้เกิดการยอมรับว่าสิ่งต่างๆเป็นสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นการแก้ไขและจะทำให้เกิดความเรียบร้อยในการแก้ไข รธน.ด้วย
โดยเฉพาะประเด็นต่างๆที่รัฐสภาได้มีการพูดคุยกัน เช่น มาตรการทั้ง 6 ข้อจากคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งส่วนตัวแล้วเชื่อว่าถ้ารัฐบาลได้เริ่มต้นแก้ไข รธน.และเป็น รธน.ที่มีประเด็นของการแก้ไขที่ประชาชนให้การยอมรับ จะสามารถลดความเผชิญหน้าทางการเมือง ลดความขัดแย้งในสังคมได้ในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ รธน.เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจะดำเนินการอย่างไรกับ รธน.ก็ควรอยู่บนหลักการว่าประชาชนให้ความเห็นชอบในสิ่งนั้น
ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าการที่นายอภิสิทธิ์ฯ เชิญแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหารือกัน นั้นประจวบเหมาะในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังระส่ำระสาย หรืออาจจะมีนัยการเมืองนั้น นายสุวัจน์ฯตอบว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระหว่างผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองในอดีตและมาช่วยกันดูว่าอะไรที่มันดีกับประเทศแล้วแสดงความคิดเห็นกัน ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในพรรคการเมืองหรือปัญหาอะไรในพรรคการเมืองแต่ละพรรค และไม่เป็นประเด็นที่ตั้งเวลาหรือประจวบเหมาะอะไร
ส่วนเรื่องการที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ลาออกจากเลขานายกฯนั้นตนคิดว่าคงไม่ได้กระทบกับรัฐบาลหรือกระทบเสถียรภาพ เพราะว่านายนิพนธ์ฯไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่เป็นผู้ที่ทำงานมีภารกิจเป็นเรื่องภายในกับนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีจะต้องชี้แจงให้สาธารณชนเข้าใจในประเด็นว่าการลาออกนั้นมันไม่ใช่เป็นเรื่องของความขัดแย้งเท่านั้นเอง
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายเสนาะ เทียนทอง อาจจะประกาศจะวางมือทางการเมือง เพราะเหนื่อยและท้อกับปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรงยากที่จะแก้ไขได้นั้น นายสุวัจน์ฯตอบว่า ตนเองไม่ทราบว่านายเสนาะฯจะเลิกเล่นการเมืองหรือไม่ แต่ว่างานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกรา นายเสนาะฯเองอาจจะทำงานทางการเมืองมานาน อาจจะคิดว่าถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว เพราะนายเสนาะฯถือว่าเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองและในหลายสถานการณ์ที่การเมืองของประเทศมีปัญหาก็ได้อาศัยข้อคิดเห็นจากนายเสนาะฯ เพื่อเป็นแนวทางให้นักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ซึ่งถือว่าเป็นปูชนียบุคคลที่นักการเมืองทุกคนให้การยอมรับ
ส่วนเรื่องที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ อดีตนายกฯ กระโดดลงสนามการเมืองกับพรรคเพื่อไทยต้องการทำให้เกิดความสามฉันท์นั้น นายสุวัจน์ฯ กล่าวว่า พล.อ.ชวลิตฯเป็นอดีต ผบ.ทบ. อดีต ผบ.สส. และอดีตนายกฯ ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองและเป็นผู้มีบารมีทางการเมือง และการที่ไปอยู่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.มากที่สุดอย่างพรรคเพื่อไทย เพราะอยากเห็นบ้านเมืองสมานฉันท์ ฉะนั้นถ้าท่า พล.อ.ชวลิตฯ จะได้มีบทบาทที่สำคัญในพรรค และมีตำแหน่งที่สำคัญในพรรค แล้วผลักดันในเรื่องการสมานฉันท์จริงๆตนคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในขณะนี้เป็นปัญหาของประเทศ นายสุวัจน์ฯกล่าว.



