
ทีมที่ปรึกษา-เลขาฯ'วิทยา'ลาออกยกทีม
ที่ปรึกษา-เลขารมว.สาธารณสุข ไขก๊อกลาออกยกทีม เปิดทางตรวจสอบส่อทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งสธ. หมอเกรียง จี้ที่ปรึกษา รมช.สธ.แสดงสปิริตเพิ่ม เปิดทางให้คกก.ตรวจสอบทำงานอย่างเต็มที่
(6ต.ค.) เวลา 9.00 น. นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข พร้อมทีมที่ปรึกษา อาทิ นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ นายบุญมา เตชะวนิช และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เลขานุการ รมว.สาธารณสุข เปิดแถลงข่าวประกาศลาออกยกคณะจากการเป็นทีมที่ปรึกษาและเลขานุการ รมว.สาธารณสุข ภายหลังจากที่มีการเปิดโปงแผนการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง กระทรวงสาธารณสุข โดยมีการแฉอักษรย่อผู้ใกล้ชิดนักการเมือง
นายพิเชษฐ กล่าวว่า จากกรณีที่มีความความไม่โปร่งใสในโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข งบประมาณกว่า 86,000 ล้านบาท ทางทีมที่ปรึกษาจึงได้หารือและประมวลเกี่ยวกับข่าวที่เกิดขึ้น เห็นว่าข่าวที่เกิดขึ้นไม่ได้พาดพิงว่า รมว.สาธารณสุข ไม่โปร่งใส่ แค่พาดพิงเฉพาะคนใกล้ชิดและเปิดอักษรย่อทั้งในส่วนการเมืองและข้าราชการประจำ ซึ่งทางการเมืองทั้งที่ปรึกษาและเลขานุการถือเป็นผู้ใกล้ชิดทั้งสิ้น จึงเห็นตรงกันว่า จะเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความโปร่งใสเกี่ยวกับข้อครหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยทีมที่ปรึกษาและเลขานุการ รมว.สาธารณสุข จะลาออกทั้งหมดเพราะหายังนั่งอยู่ในตำแหน่ง อาจถูกมองว่ามีการใช้อำนาจปิดบงที่ส่งผลต่อการตรวจสอบได้
“ การลาออกครั้งนี้เป็นการแสดงสปิริต และความบริสุทธิ์ใจ เพื่อให้คณะกรรมการตรวจสอบที่ตั้งขึ้นได้ใช้อำนาจเข้าตรวจสอบการเตรียมซื้อครุภัณฑ์ในโครงการไทยเข้มแข็งได้อย่างเต็มที่ อยากฝากสื่อชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ เป็นแนวทางการเมือง นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ประชาชนเรียกร้องเพื่อแสดงความโปร่งใส แม้ว่าการจัดซื้อจะยังไม่เกิดขึ้น งบประมาณยังไม่มาก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าการทุจริตจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอยากให้ตรวจสอบเต็มที และขอให้ รมว.สาธารณสุข แต่งตั้งคณะบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคม และเป็นบุคคลนอกกระทรวงในปัจจุบัน เข้ามาตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งในทุกโครงการ ” ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข กล่าว และว่า การตัดสินใจครั้งนี้ได้หารือกับ รมว.สาธารณสุขแล้วเมื่อคืนนี้ และยังได้ให้กำลังใจ และบอกว่า งานไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณก็จะให้ช่วยต่อไป ทั้งนี้หากการตรวจสอบแล้วเสร็จ และ รมว.สาธารณสุข เห็นว่า เรายังทำงานเป็นประโยชน์ได้ก็ยินดีที่จะกลับเข้ามาทำงาน
นายพิเชษฐ กล่าวว่า โครงการไทยเข้มแข็ง หากเป็นหนังสือร้อยหน้า ขณะนี้เดินมาไม่ถึง 5 หน้า ซึ่งการตรวจสอบของทางแพทย์ชนบทยังต้องเดินหน้าต่อไป และการลาออกของพวกเราก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปกดดันใครให้ลาออก เป็นเรื่องของทีมที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข เท่านั้น
นายพิเชษฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ขอให้มีการทบทวนพิจารณาการแบ่งงานในกระทรวงสาธารณสุขเพื่อการทำงานมีประสิทธิภาพและมีเอกภาพมากขึ้น เนื่องจากกรณีการแพร่ระบาดของหวัด 2009 แสดงให้เห็นว่า การทำงานยังเป็นปัญหาอยู่มาก ไม่ประสานกัน ทำให้สื่อมวลชนและประชาชนสับสน เพราะ รมว.สาธารณสุข ต้องดูแลเรื่องหวัด 2009 โดยตรง แต่งานนี้กลับอยู่ภายใต้กรมควบคุมโรค อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่าง รมว.สาธารณสุข และ รมช.สาธารณสุข
ด้าน นางศิริวรรณ กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับข่าวที่เกิดขึ้น และพาดพิงโดยใช้อักษรย่อที่เกี่ยวข้องกับชื่อตน ซึ่งเห็นว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งหากผู้ที่เปิดเผยมีข้อมูลจริง อยากเรียกร้องให้มีการเปิดชื่อที่ไม่ใช่อักษรย่อออกมาว่าเป็นใคร เพื่อไม่ทำให้ผู้อื่นที่ถูกพาดพิงเสียหาย ทั้งนี้อยากขอให้มีการดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น
“ มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำความผิด และไม่ได่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในโครงการที่พูดถึง ก็เสียใจและน่ามีการเปิดเผยชื่อผู้ที่ทำออกมาเลย แต่เมื่อพาดพิงก็พร้อมแสดงสปิริตลาออก เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ยึดติดต่ำแหน่งใดๆ แต่ทั้งนี้ผู้ที่ออกมาเปิดข้อมูลต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเองเกี่ยวกับอักษรย่อด้วย เพื่อไม่ทำให้คนที่ทำงานการเมืองมายาวนานเสียหาย และอยากให้ตรวจสอบเข้มข้นเพื่อหาข้อเท็จจริงเป็นการให้ความเป็นธรรม และการลาออกของพวกเรานั้นก็เพื่อให้โครงการไทยเข้มแข็งเดินหน้าต่อไป ” เลขานุการ รมว.สาธารณสุข กล่าว
สำหรับรายชื่อทีมที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข ได้แก่ 1. นายพิเชษฐ พัฒนโชติ 2. นายเฉลิม วัชรกานนท์ 3. นพ.อุระพงษ์ เวศกิจกุล 4. นพ.บุญจง ชูชัยแสงรัตน์ 5. นพ.ธวัช สุนทราจารย์ 6. น.ส.ประกายดาว เขมะจันตรี 7. นายบุญมา เตชะวนิช และ 8. นพ.ชูชัย ศุภวงศ์
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีทีมปรึกษาได้แสดงสปิริตเพราะจะทำให้การตรวจสอบเรื่องนี้เป็นไปได้อย่างง่ายและชัดเจนขึ้นและทำให้คนที่ตรวจสอบเรื่องนี้คลายความกังวล ทางแพทย์ชนบทเองเคยได้เสนอให้กับทางทีมปรึกษาไปแล้วว่าให้แสดงสปิริตในส่วนนี้
“ การลาออกของทีมที่ปรึกษาถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและชื่นชมทีมที่ปรึกษาด้วยซ้ำที่ได้แสดงสปิริตในเรื่องนี้ ” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า ทั้งนี้ทีมที่ปรึกษา รมช.สาธารณสุข เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งตนไม่ได้เรียกร้องให้ลาออก แต่ถ้าทีมที่ปรึกษาทั้งหมดแสดงสปิริตน่าที่จะเรื่องที่ดี เพราะจะเปิดโอกาสให้ทั้ง รมว.สาธารณสุข และ รมช.สาธารณสุข ได้ดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเรียกร้องให้มีการรับผิดชอบกรณีที่ออกมาเปิดเผยถึง อักษรย่อ หากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติใด นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า การเปิดเผยอักษรย่อไม่ได้เริ่มต้นที่แพทย์ชนบท แต่เริ่มต้นมาทางฝ่ายการเมืองด้วยซ้ำ คนที่เรียกร้องขอให้ออกมาเปิดเผยอักษรย่อในครั้งที่ 2 ก็เป็นพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วยซ้ำ ดังนั้นในส่วนการตรวจสอบก็ยังคงต้องดำเนินการต่อและเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เมื่อมีโอกาสได้เข้าไปถึงข้อมูล อีกทั้งเป็นกรรมการด้วยในการเข้ามาร่วมตรวจสอบ
และเมื่อถามว่ามีความมั่นใจมากแค่ไหนว่าการตรวจสอบในครั้งนี้จะมีความโปร่งใส นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีกรรมการชุดแรกที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้จริง ๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องของการทุจริต ตนเข้าใจว่ามีความจำกัดพอสมควร เพราะว่าเป็นผู้ตรวจราชการและมีโอกาสในการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะฉะนั้นความลำบากใจในการตรวจสอบฝ่ายการเมือง โอกาสแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาก็ลำบากเล็กน้อย เพราะฉะนั้นถ้าจะให้สบายใจเรื่องนี้นิดหนึ่งก็ให้โอกาสทำงาน 2 อาทิตย์ ถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่ว่า การนำเสนอคนนอกเข้ามาก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี
“ โดยหลักการมันน่าจะดีกว่า ในรัฐมนตรีและปลัดพยายามหาทางออกเบื้องต้นในการแสดงความบริสุทธิ์เรื่องนี้แล้ว ผมก็ว่าไม่น่าจะเสียหายอะไร ผมก็ให้โอกาส ” นพ.เกรียงศักดิ์กล่าว
ส่วนกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบในส่วนเอกสารบางส่วนจากผู้ดำเนินโครงการไทยเข้มแข็งในส่วนนี้ได้มีการ้องขอเอกสารจากทางแพทย์ชนบทหรือไม่อย่างไร นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการขอเอกสารใด จากกลุ่มแพทย์ชนบท และหากทาง สตง.ร้องขอมาก็ยินดีให้อย่างไรก็ตามก็จะมีการติดตามการทำงานของทีมที่ปรึกษาชุดใหม่
นอกจากนี้ นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางชมรมแพทย์ชนบทยังตรวจมีการสอดไส้การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ไม่ตรงกับความต้องการและความเหมาะสมของโรงพยาบาล โดยเฉพาะเครื่องตรวจเม็ดเลือดอัตโนมัติ ( CBC automate) ซึ่งมีราคา 5 แสนบาท แต่มีการตั้งราคาไว้ที่ 1 ล้านบาทสำหรับการจัดซื้อ โดยเครื่องดังกล่าวในโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลทั่วไป อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้ตรวจสอบพบว่า มีการจัดซื้อที่โรงพยาบาลอุดร แต่ทำไมไม่มีการจัดซื้อที่โรงพยาบาลขอนแก่น
“ เท่าที่ทราบเครื่องนี้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนอาจจะตั้งเป็นล้าน พอได้มา สมัยก่อนก็เหมือนฟรี แต่พอโครงการนี้มีอยู่ก็จับยัดเข้ามา จริง ๆ ก็เกือบร้อยเปอร์เซนต์ ” นพ.เกรียงศักดิ์กล่าว



