
รับลงทุนมาบตาพุดช้าฉุดจีดีพี
"กรณ์" รับปัญหามาบตาพุดเรื่องใหญ่ ชี้หากการลงทุนช้าไป 1 ปี ฉุดจีดีพี 0.4% นายกฯ เร่งทำความเข้าใจเอกชน ห่วงเงินทุนย้ายฐานการผลิต หวังศาลเร่งพิจารณาเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดจะกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน โดยประเมินว่าหากการลงทุนล่าช้าออกไปอีก 1 ปี จะมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ 0.4% ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก และจะส่งผลต่อประมาณการเศรษฐกิจในปี 2553 ที่เคยประเมินไว้อย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย
ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจรวมถึง ปตท.มีแผนที่จะลงทุนตามโครงการลงทุนไทยเข้มแข็งในปี 2553-2554 คิดเป็นเงินประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนของปตท.ในบริเวณมาบตาพุดจำนวน 1 แสนล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการดูตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดพบสัญญาณบ่งบอกว่าทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าในไตรมาส 3 จะติดลบไม่เกิน 3% และกลับสู่แดนบวกอย่างแน่นอนในไตรมาส 4 ส่วนในปี 2553 มีหลายสำนักประมาณการว่าเศรษฐกิจจะโต 3% แต่รัฐบาลจะพยายามทำให้ได้ 4% แต่สิ่งสำคัญคือการได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคการเมือง
ส่วนกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราว และให้หยุดดำเนินการ 76 โครงการในพื้นที่มาบตาพุดนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลได้อุทธรณ์ในส่วนของโครงการที่ได้อนุมัติไปแล้ว เพราะมีการวิเคราะห์เรื่องสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว ว่าไม่ใช่โครงการที่มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งยอมรับว่ารู้สึกเป็นห่วง เกรงนักลงทุนจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเวียดนามแทน แต่ก็ได้ทำความเข้าใจกับภาคเอกชนมาตลอดว่ากติกาบ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร และรัฐบาลจะดูแลให้เกิดความชัดเจน
"เรื่องนี้จะต้องเร่งคุยกับภาคเอกชน เพราะไม่ต้องการให้ย้ายฐานการผลิต ซึ่งไม่คิดว่าเงินลงทุนจะหายไปถึง 400,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็อยากให้ศาลเร่งวินิจฉัยออกมาโดยเร็ว เพราะจะได้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปของรัฐบาล" นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ของโครงการมาบตาพุดได้พยายามชี้แจงให้ศาลทราบว่าภาครัฐ ซึ่งตกเป็นจำเลยทั้ง 8 ไม่ได้ให้น้ำหนักต่อมูลค่าของเม็ดเงินลงทุนหรือทางเศรษฐกิจมากกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนในพื้นที่ที่เดือดร้อน ขณะเดียวกันได้ชี้แจงให้เห็นว่าโครงการลงทุนในมาบตาพุดส่วนใหญ่ยังไม่ได้เดินหน้าลงทุน และโครงการที่ได้รับอนุมัติส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและยังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติ จึงจะชี้ให้ศาลเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะคุ้มครองเพื่อให้โครงการระงับไปหรือไม่
"สิ่งสำคัญอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 8 หน่วยงาน ช่วยกันชี้แจงข้อมูลให้เกิดความชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาล" นายสรยุทธกล่าว



