
เหตุของอาการหมกมุ่นกับบางข่าว
นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ เมื่อวานนี้ ว่าไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับเรื่องไม่กี่เรื่องและเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง เช่น เรื่อง คุณทักษิณ ชินวัตร เรื่องตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ และเรื่องเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อย
นายกฯ บอกว่าที่ดูเหมือนจะถูกมองว่าหมกมุ่นอยู่กับ 2-3 เรื่อง เป็นเพราะนักข่าวถามทุกวัน ฉะนั้น นายกฯ จึงบอกว่าถ้านักข่าวไม่ถาม หรือนักข่าวถามและนายกฯ ไม่ตอบต้องไม่โกรธกัน
เป็นวิธีการมองปัญหาจากแง่มุมของนายกรัฐมนตรี แต่ถ้ามองจากในแง่ของนักข่าว คำถามที่ถามนั้นก็เป็นเพราะว่าไม่ได้รับคำตอบจากนายกฯ ถ้านายกฯ ตอบชัดเจนก็จะไปถามคำถามอื่นที่อยู่ในความสนใจมากกว่า กรณีของเลขาธิการนายกฯ กรณีของ ผบ.ตร. ความจริงเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชานายกรัฐมนตรีทั้งสองคน
นายกฯ ควรจะตัดสินใจอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม แต่สองเรื่องนี้ก็คาราคาซังมาจนกระทบถึงภาพลักษณ์ของภาวะผู้นำ ทำให้เกิดความสงสัยว่า เบื้องหลังของสองเรื่องนี้อะไรกันแน่ นี่คือสิ่งที่ทำให้นักข่าวต้องถามวันละหลายครั้ง เพราะเป็นคำถามที่ชาวบ้านทั่วไปก็คงอยากจะรู้คำตอบ
แน่นอนนายกรัฐมนตรีมีเรื่องที่จะต้องแก้ปัญหาประชาชนมากมาย ไม่จำเป็นจะต้องมีภาพลักษณ์ว่าหมกมุ่นอยู่กับบางเรื่องเท่านั้น หรือตอบคำถามซ้ำซากประเด็นใดประเด็นหนึ่ง
ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่นายกรัฐมนตรีจะต้องจัดระบบการให้สัมภาษณ์ที่เป็นกระบวนการที่สามารถจะมีโอกาสตั้งคำถามที่มีสาระ มีเนื้อหา ซักถามแต่ละประเด็นจนกระทั่งได้คำตอบที่ถูกต้องชัดเจน ไม่ควรจะมีการดักสัมภาษณ์และถามคำ ตอบคำ กลายเป็นประเพณีที่แก้ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้
ทำให้เนื้อหาของการทำข่าวประจำวันไม่ว่าจะมองจากในแง่นักข่าวหรือแง่นายกรัฐมนตรี หรือประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวมักจะได้แต่หัวข้อและประเด็นร้อนทางการเมืองไม่กี่เรื่อง แต่เอาเข้าจริงๆ มักจะไม่ได้เนื้อหาที่ลุ่มลึกและสะท้อนถึงประเด็นปัญหาของบ้านเมืองที่แท้จริง
เพราะกระบวนการของการถามตอบ ของการซักไซ้ไล่เลียงของนักข่าวต่อนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่สามารถจะทำเป็นระบบที่จะเปิดโอกาสให้มีการซักถามและเปิดประเด็นได้อย่างตรงไปตรงมา ลึกซึ้ง และรอบด้าน ระบบการให้สัมภาษณ์และการให้ข่าวจำเป็นต้องปรับปรุงปฏิวัติ
สุทธิชัย หยุ่น



