
เมื่อประชาสังคมเดินบ้าง(และเดินแบบละเมอบ้าง)
สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องราวของการตีข่าวการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยในเรื่องงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยผ่านองค์กรการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
(ยูเสด) กลายเป็นเรื่องที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวมักจะเป็นไปในทิศทางของลัทธิชาตินิยม คือมองว่าการที่อเมริกาเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้นั้นถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในระหว่างประเทศ
ประเด็นของผมก็คือ ถ้าเราไม่อยากมองเรื่องนี้เป็นเรื่องของการแทรกแซงกิจการภายใน เราอาจจะมองว่า แม้อเมริกาจะหวังดี แต่การ (พยายาม) ให้ความช่วยเหลือของอเมริกานั้น อาจจะส่งผลในทางตรงข้ามในเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตยและส่งเสริมสันติภาพในประเทศไทยได้ เพราะการให้การสนับสนุนของอเมริกานั้นอาจทำให้กลายเป็นเรื่องของการลดระดับความเชื่อถือภายใต้กระบวนการสร้างสันติภาพในสังคมไทยได้ เพราะข้อมูลจากการวิจัยทั้งหลายก็จะถูกส่งไปให้แหล่งทุน และผู้ที่เข้าร่วมกระบวนการอาจจะไม่ไว้ใจอเมริกาอยู่แล้ว นอกเหนือจากไม่ไว้ใจรัฐไทย
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า แทนที่เราจะละทิ้งข้อเสนอของงานวิจัยชิ้นนี้ เราควรจะสนใจว่าเขามีมุมมองเรื่องประชาธิปไตยอย่างไรบ้างที่น่าสนใจ ซึ่งในคอลัมน์วันนี้ผมจะขอนำเสนอเรื่องที่สำคัญก็คือมุมมองของเขาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองของไทย ซึ่งแม้ว่าจะมีอยู่หลายประเด็น แต่หนึ่งในเรื่องที่สำคัญก็คือ การสนับสนุนประชาสังคม โดยเฉพาะในรูปแบบของการให้การสนับสนุนทางการเงินในฐานะทางออกของปัญหาการเมืองประชาธิปไตยในสังคมไทย
หนึ่งในเรื่องสำคัญที่เขานำเสนอก็คือ การมองแยกขบวนการทางสังคม (social movement) กับองค์กรประชาสังคม (civil society organizations) ออกจากกัน โดยเขามองว่า ขบวนการทางสังคมนั้นเกี่ยวพันกับเรื่องการต่อสู้ในเชิงกระบวนการการเมืองทั้งระบบ และกระบวนการนโยบาย ที่ต่างไปจากเรื่องราวของกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มคนที่เสียประโยชน์ทางสังคม การเคลื่อนไหวของขบวนการทางสังคมในอดีต โดยเฉพาะในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา นำไปสู่ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญประชาชน และการก่อรูปขององค์กรประชาสังคมต่างๆ ซึ่งมีบทบาทในการเกี่ยวพันตรวจสอบรัฐ และนำเสนอนโยบายสาธารณะต่างๆ อย่างเป็นทางการ ซึ่งหากมองในเรื่องนี้แล้วเราจะพบว่า มิติใหม่ของประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องแค่การมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง เพื่อให้ตัวแทนบริหารประเทศ หรือให้ตัวแทนตรวจสอบเท่านั้น แต่หมายถึงการพัฒนาองค์กรประชาสังคมในการตรวจสอบ ติดตาม และร่วมตัดสินใจ-ปฏิบัติการกับรัฐด้วย
อย่างไรก็ตาม ในเอกสารเสนอวิจัยนี้เสนอประเด็นที่น่าสนใจว่า ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจนั้น องค์กรต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนด้านการเงินให้แก่องค์กรประชาสังคมนั้น เริ่มลดความช่วยเหลือและลดบทบาทลง ในอีกด้านหนึ่ง ตัวรัฐบาลทักษิณเองก็มีแนวทางการสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรประชาสังคมในลักษณะที่หลากหลาย อาทิ ให้การสนับสนุนบรรดาองค์กรที่ทำงานโดยไม่ท้าทายโครงสร้างอำนาจและนโยบายของรัฐบาลทักษิณ (ถ้าจำได้สมัยนั้นเรามักจะแยกเอ็นจีโอที่ทำงานที่เรียกว่า "งานร้อน" และ "งานเย็น" และงานเย็นมักจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล) ซึ่งหมายรวมไปถึงไม่ตรวจสอบอำนาจของรัฐบาลทักษิณ ทั้งนี้ รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของการใช้อำนาจรัฐในการปราบปราม
เอกสารเสนอวิจัยชิ้นนี้เสนอว่า เมื่อองค์กรประชาสังคมขาดการสนับสนุนด้านการเงิน ขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐบาล และถูกกดดัน/ปราบปรามโดยรัฐ องค์กรเหล่านี้จึงเข้าร่วมกับขบวนการทางสังคมอีกครั้ง จนกลายเป็นขบวนการเสื้อสีต่างๆ เพื่อแสดงออกซึ่งความต้องการทางการเมือง ภายใต้การสนับสนุนทางการเงินของชนชั้นนำในกรุงเทพฯ และการขยายตัวของบทบาทของขบวนการเสื้อสี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดการแตกแยกกันในประชาสังคม และทำให้กิจกรรมที่ว่าด้วยเรื่องปัญหาต่างๆ ในสังคมที่องค์กรเหล่านี้เคยมีบทบาทนั้นถูกลดบทบาทลง เมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวในประเด็นการเมืองระดับชาติ
ข้อเสนอที่น่าสนใจของอเมริกันจึงอยู่ที่ว่า จะแก้ปัญหาเสื้อสีนั้นก็ควรจะทำการวิจัยเพื่อหาทางสนับสนุนองค์กรประชาสังคมต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการเงินและการบริหารจัดการ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาประชาธิปไตยไปในตัว ซึ่งในประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สังคมไทยควรจะถกเถียงกันมาก ว่า การแก้ปัญหาประชาสังคมและประชาธิปไตยนั้นหมายถึงการอัดฉีดเงินลงไปสู่องค์กรประชาสังคมจริงหรือไม่ (แม้ว่าผมจะเห็นด้วยกับเรื่องว่าองค์กรประชาสังคมในยุคทักษิณนั้นจะถูกแบ่งแยกและเกี่ยวพันจากรัฐในหลากหลายรูปแบบ และองค์กรประชาสังคมควรมีที่ยืนในพื้นที่การกำหนดนโยบายและตรวจสอบรัฐบาล)
หรือประเด็นสำคัญควรจะอยู่ที่การพัฒนารูปแบบการสนับสนุนและการบริหารการเงินขององค์กรเหล่านี้ทั้งระบบให้มีความโปร่งใส และสร้างการระดมทุนจากในประเทศได้ในรูปแบบทั้งในฐานะที่เป็นมูลนิธิ และในฐานะที่เป็นองค์กรทางการเมืองรูปแบบหนึ่งด้วย



