
สปส.ย้ำนายจ้างขึ้นทะเบียนลูกจ้างให้ครบ
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ย้ำนายจ้างขึ้นทะเบียนให้แก่ลูกจ้าง (ผู้ประกันตน) ให้ครบทุกคนเพื่อประโยชน์ของทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมจะได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ 2 กองทุน คือ กองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม ซึ่งจะให้ความคุ้มครองลูกจ้างในสถานประกอบการตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยกองทุนเงินทดแทนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มีหน้าที่จ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพสูญเสียอวัยวะ ถึงแก่ความตายหรือสูญหาย เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง
โดยนายจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียวเข้ากองทุนเงินทดแทนปีละ 1 ครั้ง ซึ่งเงินสมทบจะคิดจากค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างทั้งปีรวมกันคูณอัตราเงินสมทบของประเภทกิจการนั้น ซึ่งจะจ่ายในอัตราที่ไม่เท่ากัน ระหว่างอัตราร้อยละ 0.2-1.0 ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงภัยตามลักษณะและประเภทกิจการ
ส่วนกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนในสิทธิประโยชน์ 7 กรณี ซึ่งได้แก่ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตายที่ไม่เนื่องจากการทำงาน กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และว่างงาน
ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตน ฝ่ายละร้อยละ 5 โดยคำนวณจากฐานค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับตามความเป็นจริง โดยกำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด คำนวณจากเงินสมทบ คือ สูงสุดไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท และเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างแต่ละคนในแต่ละเดือนสูงสุด 750 บาท
ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม ได้ลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตน จากเดิม ฝ่ายละร้อยละ 5 เป็นฝ่ายละร้อยละ 3 ตั้งแต่งวดเดือนกรกฎาคม ถึงงวดเดือนธันวาคม 2552 (เป็นเวลา 6 งวดเดือน) เพื่อเป็นการบรรเทาภาระให้นายจ้าง และผู้ประกันตนในการลดค่าครองชีพตามมาตรการ 3 ลด 3 เพิ่ม
จึงขอความร่วมมือนายจ้าง แจ้งขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อประโยชน์ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง
ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องหมั่นตรวจสอบข้อมูลและสิทธิประโยชน์ของตนเองเพื่อความถูกต้อง ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขาที่นายจ้างนำส่งเงินสมทบ หรือ โทร.1506



