
พอแล้วรวย - จากน้ำมันสู่นาข้าว
ใครจะรู้ได้ว่า แม้ประเทศเศรษฐีน้ำมันอย่างบรูไน ก็รู้ซึ้งดีกับสัจธรรมที่ว่า เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิเป็นของจริง เมื่ออาจารย์ยักษ์ได้รับการติดต่อผ่านตัวแทนของกษัตริย์บรูไนอยากให้ผู้เชี่ยวชาญข้าวอย่างเรา
โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญในการปลูกข้าวไร้สารพิษไปสอนคนบรูไนให้ปลูกข้าว เกิดอะไรขึ้นกับบรูไน ที่จู่ๆ ก็จะลุกขึ้นมาทำนาปลูกข้าวแทนการขายน้ำมัน ใครๆ ก็รู้ว่า บรูไนเป็นประเทศที่ถือว่าประชาชนร่ำรวย มีมาตรฐานการครองชีพที่สูงมาก เพราะรายได้หลักมาจากการขายน้ำมัน รายได้ของประชากรต่อปีถือว่าสูงเป็นอันดับที่ 28 ของโลก ราวๆ เกือบหนึ่งล้านบาทต่อปีต่อคน มากกว่าคนไทยสิบเท่า แต่เหตุไฉนบรูไนจึงหันมาสนใจปลูกข้าว วิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของผู้นำบรูไนเล็งเห็นว่า แม้ขณะนี้บรูไนจะร่ำรวยจากน้ำมัน แต่ก็ถือว่าไม่ยั่งยืน คาดการณ์ว่า ในอีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้าน้ำมันจะเริ่มหมด และในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนเช่นนี้ ราคาน้ำมันก็ไม่แน่นอน ขึ้นๆ ลงๆ แต่ในขณะที่ประชาชนทุกคนต้องกินข้าว ต้องมีอาหาร น้ำมันเองถือว่าเป็น “พลังงานสกปรก” ที่ก่อมลพิษ รวมทั้งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาโลกร้อน ความพยายามในการหาพลังงานทางเลือกของประเทศต่างๆ ในโลก ยิ่งทำให้น้ำมันเป็นพลังงานที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูง ยุคการสร้างอำนาจต่อรองและยุครุ่งเรืองของประเทศค้าน้ำมันที่พวกเราเคยอิจฉาอาจกำลังใกล้ “อาทิตย์อัสดง” เสียแล้ว แม้เป็นประเทศเล็กประชากรเพียงสามแสนเศษ แต่บรูไนเองก็จำเป็นต้องหาหลักประกันความมั่นคงทางอาหารให้ประชากรของตนเอง กษัตริย์บรูไนและผู้นำรัฐบาลล้วนเป็นผู้นำที่มีการศึกษาและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ต่างตระหนักถึงความจริงที่ว่า อาหารโดยเฉพาะข้าวเป็นสิ่งพื้นฐานที่จำเป็น การสร้างความมั่นคงพื้นฐานให้แก่ประชาชนถือเป็นภารกิจอันดับหนึ่งของรัฐบาล แม้ประชาชนจะอยู่ดีกินดีในขณะนี้ แต่ล้วนต้องพึ่งพาในสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนอย่างน้ำมัน ซึ่งกำลังจะหมดไปในไม่อีกกี่ปีข้างหน้า ความอยู่ดีกินดีในปัจจุบัน จึงเป็นความมั่นคงที่ไม่แน่นอน ในหลายปีที่ผ่านมา บรูไนได้ตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่คือ กระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์กับภาคเกษตร ป่าไม้ และการประมง การดำเนินการช่วงแรกนั้น รัฐบาลมุ่งสนับสนุนโรงงานและอุตสาหกรรมขนาดเล็กในภูมิภาคที่สามารถป้อนผลผลิตให้แก่ผู้บริโภคในท้องถิ่นก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงขยายไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออกในระยะยาว ดูๆ แล้วกษัตริย์บรูไนมีความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่าคนไทยเสียด้วยซ้ำ ที่รู้ว่าต้องเน้นการสร้างความมั่นคงในระดับพื้นฐานก่อน ให้ประชาชนของตนอยู่ดีกินดีมีอาหารอุดมสมบูรณ์เสียก่อน เมื่อพื้นฐานภายในมั่นคงแล้ว การส่งออกเพื่อขาย จึงเป็นเป้าหมายต่อมา มิใช่ขุดทำลายทรัพยากรเพื่อส่งออกขนเงินตราเข้าบ้านร่ำรวยกระจุกตัวกันอยู่ในกี่ตระกูล ในขณะที่คนพื้นฐาน หรือแม้แต่คนสร้างอาหารอย่างชาวนา ยังอยู่อย่างยากจน เช่นประเทศไทย ไม่เพียงเท่านี้กษัตริย์บรูไนยังรู้ว่า ไม่มีอะไรจะจีรังยั่งยืนกว่าการรู้จัก “พึ่งตนเอง” โดยเฉพาะในเรื่องของปากท้อง ปัจจุบันบรูไนต้องนำเข้าข้าวจากประเทศไทย หากบรูไนสามารถพึ่งตนเองด้านอาหารได้ เมื่อวันที่โลกเข้าสู่ภาวะวิกฤติด้านอาหาร วันนั้นบรูไนจะรู้ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่บรูไนใช้อยู่จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม จะเป็นเกราะกำบังป้องกันให้บรูไนอยู่รอดปลอดภัย หรือว่า คนไทย เจ้าของตำรับ เศรษฐกิจพอเพียง ต้องให้คนชาติอื่นมาสอนเรา จึงจะจำ อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู



