ข่าว

เครือข่าย"สหกรณ์"เข้มแข็ง ชู"ท่ายาง"ต้นแบบสู่เวทีโลก

เครือข่าย"สหกรณ์"เข้มแข็ง ชู"ท่ายาง"ต้นแบบสู่เวทีโลก

28 ก.พ. 2552

การรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปสหกรณ์ ไม่เพียงสร้างอำนาจการต่อรองในเรื่องราคา ตัดปัญหาพ่อค้าคนกลางเท่านั้นยังสามารถตรวจสอบกระบวนการผลิตของสมาชิกจากต้นทางสู่ผู้บริโภคได้อย่างละเอียดยิบอีกด้วย เห็นจากความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด

ที่วันนี้ได้เดินก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยการส่ง "กล้วยหอมทอง" ไปยังตลาดญี่ปุ่น เดือนละไม่ต่ำกว่า 50 ตัน สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000-10,000 บาท

"เมื่อก่อนทำสวนชมพู่เพชร ปลูกมะนาวด้วย แต่ปัญหาชมพู่เก็บไว้ได้ไม่นาน แล้วก็ราคาไม่ดีด้วย ส่วนมะนาวแม้จะราคาดี แต่ต้นทุนการผลิตสูง เพราะใช้ยา ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปลูกจนกระทั่งให้ผลผลิต แต่หลังจากที่สหกรณ์มาส่งเสริมให้ปลูกกล้วยหอมทอง ก็เลยหันมาปลูกกล้วยแทน เพราะมีตลาดแน่นอนแล้ว เขาก็ประกันราคารับซื้อด้วย"

เสริ่น ขวัญเมือง เกษตรกรวัย 62 ปี เจ้าของสวนกล้วยหอมทองแห่งบ้านชายนา หมู่ 11 ต.บ้านในดง อ.ท่างยาง จ.เพชรบุรี ในฐานะสมาชิกสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด ให้เหตุผลถึงการเปลี่ยนอาชีพมาเป็นเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองอย่างเต็มตัวในวันนี้

เธอเผยว่าหลังได้เข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ก็ได้เริ่มยึดอาชีพปลูกกล้วยหอมทองตามที่เจ้าหน้าที่สหกรณ์แนะนำ บนเนื้อที่กว่า 14 ไร่ปลูกสลับกันแปลงละ 2 ไร่เศษ โดยแต่ละแปลงจะเว้นช่วงประมาณ 2 เดือนเพื่อผลผลิตจะได้ออกมาไม่พร้อมกัน ที่สำคัญสามารถมีรายได้จากการขายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยกล้วยชนิดนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 8 เดือนตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว และฤดูการเก็บเกี่ยวจะเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเมษายนของทุกปี

"อย่างแปลงนี้มีเนื้อที่ 2.7 ไร่ มีกล้วยจำนวน 1,150 ต้นหรือเฉลี่ยไร่ละ 400 ต้น ระยะปลูก 3 ศอก การดูแลให้น้ำ 7 วันครั้ง ส่วนปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพ 100% สารเคมีจะไม่ใช่เลย สหกรณ์จะส่งเจ้าหน้าที่มาสุ่มตรวจตลอด ถ้าเจอก็จะตัดสิทธิ์การรับซื้อทันที เพราะผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งไปขายญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นเขาจะเข้มงวดในเรื่องนี้มาก"

สมาชิกสหกรณ์รายเดิมระบุอีกว่า ปัจจุบันราคากล้วยหอมทองที่สหกรณ์รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 12 บาทหรือเครือละ100-120 บาท ซึ่งในแต่ละเครือจะมี 6-7 หวี หวีละ 12-14 ลูก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของเครือด้วย โดยกล้วยทุกแปลงสหกรณ์จะเป็นผู้มาตัดไปเอง โดยเจ้าของสวนไม่ต้องมาดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

"ปัญหาหลักของการปลูกกล้วยก็คือน้ำ ต้องมีน้ำอย่างเพียงพอ เพราะกล้วยจะขาดน้ำไม่ได้เลย อย่างสวนป้าจะติดตั้งสปริงเกลอร์ ถ้าใช้คนคงไม่ไหว ส่วนปัญหาโรคแมลงจะไม่ค่อยมี ถ้าจะมีก็โรคใบกรอบ ซึ่งจะเกิดในช่วงหน้าหนาว จึงต้องระวังให้ดี" เจ้าของสวนคนเดิมกล่าว

ด้าน เสน่ห์ สรรพคง ประธานสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด บอกว่าปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกอยู่ในเครือข่ายประมาณ 600 รายและได้ทำสัญญากับสหกรณ์โตโต้ ประเทศญี่ปุ่นในการรับซื้อผลผลิตทั้งหมด ส่วนผลผลิตที่ตกเกรดหรือความแก่เกิน 70% ก็จะส่งให้โรงแรมระดับ 5 ดาวในกรุงเทพฯ ทำให้สมาชิกของสหกรณ์ที่ปลูกกล้วยหอมทอง ปัจจุบันไม่มีปัญหาในเรื่องตลาดแต่อย่างใด

"ตอนนี้เราส่งให้ญี่ปุ่นอยู่ที่เดือนละ 50 ตัน กล้วยที่ส่งไปจะมีความแก่อยู่ที่ 70% ถ้าเกินกว่านี้เราก็จะส่งให้โรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพฯ ขณะนี้ตลาดต้องการเยอะมากแต่เราผลิตให้ไม่ทัน อย่างญี่ปุ่นเขาบอกว่ามีเท่าไหร่รับซื้อหมด คนญี่ปุ่นชอบกล้วยหอมทองมาก" ประธานสหกรณ์คนเดิมกล่าว

นับเป็นอีกก้าวของสหกรณ์การเกษตรที่ได้สร้างสมาชิกเครือข่ายที่เข้มแข็ง สามารถผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารเคมี 100% จนเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สุรัตน์ อัตตะ