ข่าว

แจ้งข้อหาเพิ่ม "เปรมชัย"ติดสินบน

แจ้งข้อหาเพิ่ม "เปรมชัย"ติดสินบน

10 ก.พ. 2561

แจ้งข้อหาเพิ่ม "เปรมชัย" ติดสินบน"หน.วิเชียร"อุทยานฯ ยังไม่เอาผิดกรณีไม่เก็บค่าธรรมเนียมแก๊งล่าเสือดำ "ผอ.กาญจนา" เผย อดีตผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ฯ โทรหา

          เมื่อเวลา 06.20 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) กล่าวว่า จากการสอบปากคำนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ให้การในเบื้องต้นว่าเป็นผู้ทำเรื่องอนุญาตให้นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) เข้าไปในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 110 บาท ซึ่งเป็นค่าเข้าคนละ 20 บาท และค่านำรถเข้าพื้นที่ 30 บาทจริง จึงต้องรายงานให้กรมอุทยานพิจารณาดำเนินการ ซึ่งสามารถดำเนินการเอาผิดได้ทั้งทางวินัยและอาญา หากมีการร้องทุกข์ก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่หากกรมอุทยานพิจารณาว่าอยู่ในอำนาจก็อาจจะมีเพียงการเอาผิดทางวินัย

แจ้งข้อหา"เปรมชัย"ติดสินบน

          ตามระเบียบเจ้าหน้าที่สามารถงดเว้นค่าธรรมเนียมได้แต่ก็ต้องทำหนังสือขออนุญาตตามขั้นตอน แต่นายเปรมชัยไม่ได้ทำหนังสืออนุญาตมีเพียงนายวิเชียรเป็นผู้ทำเรื่องเพื่อเสนอผู้อำนวยการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ขออนุญาตให้นายเปรมชัยเข้าพื้นที่ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ โดยให้เหตุผลว่าเข้าพื้นที่เพื่อศึกษาวิจัย

          “การอนุญาตให้นายเปรมชัยและพวกเข้าไปภายในอุทยานทราบว่าเป็นการอนุญาตเข้าพื้นที่ตามระเบียบซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ 1.จ่ายค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท ส่วนยานพาหนะจ่ายคันละ 30 บาท เข้าไป 2.กรณีที่ได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานเพื่อเข้าไปศึกษาวิจัยธรรมชาติโดยได้รับการงดเว้นค่าธรรมเนียมซึ่งกรณีนี้ทราบว่าเป็นการเข้าโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม เป็นการอนุญาตจากดุลพินิจภายในหน่วย ซึ่งเป็นเรื่องภายในของกรมอุทยาน ตำรวจไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ แต่เบื้องต้นจากการสอบปากคำได้ทำรายงานไปยังอธิบดีกรมอุทยานทราบแล้ว ส่วนในกรมอุทยานจะมีการดำเนินการอย่างไรตนไม่สามารถก้าวล่วงได้ ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายวิเชียรตามที่เป็นกระแสข่าวแต่อย่างใด” พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าว

          รองผบ.ตร.กล่าวต่อว่า นายวิเชียรยืนยันว่ามีความพยายามในการติดสินบนเจ้าพนักงานจึงให้นายวิเชียรร้องทุกข์กับตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และกล่าวโทษนายเปรมชัยกับพวก ฐานให้สินบนเจ้าพนักงานแล้ว โดยจะต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสินบนทุกราย

แจ้งข้อหาเพิ่ม "เปรมชัย"ติดสินบน
 

“หน.วิเชียร” แจ้งจับเปรมชัยกลางดึก

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิเชียรเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยเข้าพบ ร.ต.อ.ปิยพงษ์ เสียมสกุล รองสว.(สอบสวน) กก.4 บก.ปปป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายเปรมชัย ข้อหาจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่

          รายละเอียดระบุว่า เมื่อเวลา 04.45 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ระหว่างออกตรวจท้องที่ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เจอแคมป์ที่พักแรมของนายเปรมชัย บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก พบซากสัตว์ อาวุธปืน และกระสุนปืนจำนวนมาก ระหว่างควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องหานายเปรมชัย พยายามเจรจาติดสินบนเจ้าหน้าที่โดยพูดว่า “มีหนทางที่จะช่วยได้ไหม อยากได้อะไรผมก็จะให้ เดี๋ยวจะให้คนโทรมาเจรจา” จึงเห็นว่าเป็นการพยายามติดสินบนเจ้าพนักงานจึงเดินทางมาแจ้งความดังกล่าว

เผยไม่น้อยใจถูกตั้งกก.สอบสอบ

          เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ มีการจัดเสวนาทางวิชาการ “การจัดการสัตว์ป่าเมืองไทย กรณีทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก” โดยมีนายวิเชียร ชิณวงษ์ เข้าร่วมเสวนาด้วย โดยผู้สื่อข่าวได้ถามนายวิเชียรถึงกรณีดังกล่าวว่าบั่นทอนกำลังใจและจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่ นายวิเชียร กล่าวว่า ตนอยากให้เวทีเสวนาในครั้งนี้เกี่ยวกับเรื่องวิชาการด้านสัตว์ป่าและไม่อยากพูดถึงคดีนี้

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อการเสวนาดังกล่าวเสร็จสิ้นจึงพยายามสัมภาษณ์นายวิเชียรถึงกรณีดังกล่าวอีกครั้ง โดยนายวิเชียรกล่าวว่า ต้องขออนุญาตไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนเพราะเกรงว่าจะเสียรูปคดี ส่วนที่พล.ต.อ.ศรีวราห์ ให้กรมอุทยานแห่งชาติพิจารณาว่าผิดหรือไม่นั้น ตนก็ไม่ได้น้อยใจอะไร

          จากนั้นผู้ช่วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ ก็เข้ามาดึงตัวนายวิเชียรออกจากวงสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนโดยอ้างว่ามีโทรศัพท์ด่วนจากอธิบดีกรมอุทยาน

อธิบดีอุทยานชี้ “วิเชียร-กาญจนา” ไม่ผิด

          นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ว่าอยากจะสยบประเด็นดราม่าทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับการเข้าพื้นที่ล่าสัตว์ของนายเปรมชัยในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกว่า กรมอุทยานเห็นว่าทั้ง น.ส.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า และนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ได้มีข้อบกพร่อง หรือมีความผิดอะไร

          “ทางท่านรองศรีวราเองก็คุยกับผมว่าท่านไม่ได้บอกเลยว่าจะสอบ หรือจะเอาผิดกรณีที่ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมค่าเข้าไปยังเขตรักษาพันธุ์ ผมเองก็ต้องให้กำลังใจทั้ง ผอ.กาญจนา และวิเชียร เขาอุตส่าห์ จับตัวคนที่เข้าไปล่าสัตว์ได้ขนาดนี้แล้วจะไปลงโทษหรือไปย้ายเขาได้อย่างไร เราต้องชื่นชมเขา ต้องให้กำลังใจเขามากกว่า และทั้งกาญจนากับวิเชียรเขาตั้งใจทำงานดีมาตลอด” นายธัญญา กล่าว

กรมอุทยานตั้งกก.ข้อเท็จจริง

          วันเดียวกัน นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ทุกฝ่ายพยายามหาข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด จากที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการเอาผิดนายวิเชียรและคณะ ขอแจ้งให้ทราบว่าเราเข้าใจในสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ดี แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบยังไม่ได้ปลดใครออก

          นายสมโภชน์ กล่าวต่อว่า การเข้าพื้นที่เป็นการมอบอำนาจตามลำดับชั้น แต่ถ้าหากจะพักค้างคืนต้องเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่บ้านโปร่ง แต่การละเว้นค่าธรรมเนียมนั้น เป็นหน้าที่ของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรณีของของนายเปรมชัย เป็นการเข้าไปพักค้างคืนต้องได้รับการอนุญาตจากผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์และการอนุญาตเป็นได้ทั้งทางวาจา หรือหนังสือก็ได้ ซึ่งจากหนังสือที่นายเปรมชัยกล่าวอ้างก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นการขออนุญาตเสร็จสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม การแจ้งด้วยวาจาจะกระทำต่อเมื่อมีการขอกระชั้นชิด และต้องแน่ใจว่าสามารถออกหนังสือได้จึงอนุญาตได้ด้วยวาจา

          “สำหรับงาช้างที่บ้านนายเปรมชัยได้ยื่นขึ้นทะเบียนแล้วอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าตรงกับที่ยื่นมาหรือไม่ใช้เวลา 7-15 วัน สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนของทุกฝ่ายว่าต่อไปจะต้องมีการระมัดระวังให้มากขึ้น จุดไหนเข้าได้และจุดไหนเข้าไม่ได้” โฆษกระบุ

เปิดบันทึกอนุญาตให้เข้าป่าทุ่งใหญ่

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดมีการเปิดเผยถึงหนังสือบันทึกข้อความของนายวิเชียร ชิณวงษ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก แจ้งถึงผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เรื่องขออนุญาตให้คณะนายเปรมชัยพร้อมพวกรวม 4 คน เข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดและเอกสารไม่ครบทำให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ไม่ได้มีการอนุมัติ

          บันทึกดังกล่าวระบุว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากผู้อำนวยการรายหนึ่งในกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แจ้งว่า คณะของนายเปรมชัย พร้อมพวกจำนวน 4 คน มีความประสงค์จะเข้าศึกษาธรรมชาติเส้นทางทินวย-ทิคอง-มหาราช และเส้นทางสะเน่พอง-เกาะสะเดิ่ง ระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2561 รถยนต์จำนวน 1 คัน ทะเบียน 7ค 2192 กรุงเทพมหานคร โดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่เห็นควรอนุญาตให้คณะดังกล่าวเข้าทำกิจกรรมวันเวลาดังกล่าว โดยใช้เส้นทางทินวย-ทิคอง-มหาราช และเส้นทางสะเน่พอง-เกาะสะเดิ่ง เป็นเส้นทางในการเดินทาง

          แหล่งข่าวระบุว่าจากหนังสือบันทึกข้อความชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่ทำให้นายวิเชียรและเจ้าหน้าที่เกิดความบกพร่องหละหลวม ปล่อยให้ผ่านเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่โดยไม่มีการตรวจค้นอาวุธแต่อย่างใด เพราะความเกรงใจเนื่องจากเป็นถึงแขกระดับวีไอพีที่ผู้ใหญ่ระดับสูงในกรมถึงกับโทรศัพท์ติดต่อประสานงานลงมา และก็เป็นธรรมดาเป็นถึงแขกวีไอพีขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ คงไม่มีใครกล้าไปเรียกรถจอดเพื่อขอตรวจค้น นอกจากนี้ก็คงคาดไม่ถึงเช่นกันว่าแขกวีไอพีรายนี้ที่ผ่านการกลั่นกรองของผู้ใหญ่ในกรมมาแล้วจะมีพฤติกรรมถึงขนาดนี้ 

“อ.ปริญญา”เตือนอย่าหลงประเด็น

          เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Prinya Thaewanarumitkul โดยระบุว่า ไม่ทราบว่าท่านรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำลังคิดอะไรอยู่ หรือมีเจตนาเช่นไร เพราะถ้าจะเล่นประเด็นนี้ท่านควรต้องไปสืบดูว่าคุณเปรมชัยที่เข้าไปในพื้นที่โดยสั่งกันมาว่าเป็น “แขกของนาย” นี่เป็นแขกของใคร ใครคือ “นาย” และใครคือคนอนุมัติหรือคนบอกให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม 110 บาทต่างหากครับ ไม่ใช่มาเล่นงานเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยอย่างนี้

          ถ้าจะเอาเรื่องคุณวิเชียร คนจะสงสัยได้ว่าอาจจะเป็นการ “ตัดตอน” เพื่อช่วยใครหรือเปล่าได้นะครับ แล้วไม่ว่าจะอย่างไร ผมคิดว่าคนที่เกี่ยวข้องทุกคนรวมถึง “นาย” คนนั้นด้วย ไม่มีใครคิดว่าคณะของคุณเปรมชัยจะทำอะไรถึงขนาดนี้ ก็น่าเห็นใจอยู่ ดังนั้นด้วยความเคารพ ผมว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังทำเรื่องที่ทั้งไม่ตรงคน และไม่ตรงประเด็นด้วยครับ”

“เฉลิมเกียรติ” สั่งตชด.-สตม.เฝ้าระวัง

          วันเดียวกัน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะการตรวจลายนิ้วมือบนอาวุธปืน ซากเสือ และวัตถุพยานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ ซึ่งต้องเน้นตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ไม่ยากสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว สำหรับคดีนี้พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบไม่ใช่เฉพาะ สภ.ทองผาภูมิเท่านั้น แต่ยังมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงกำกับดูแล ทั้ง พล.ต.ท.กิตติพงษ์ เงามุก ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ดูแลงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ลงไปควบคุมดูแลอีกด้วย ยันยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องการแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแน่นอน ส่วนจะมีการโอนสำนวนคดีมาไว้ที่ส่วนกลางหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

          พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวต่อว่า กรณีที่มีกระแสข่าวว่านายเปรมชัยหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่านายเปรมชัยหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้านตามที่เป็นข่าว ส่วนจะออกไปช่องทางธรรมชาติหรือไม่นั้นต้องไปตรวจสอบ หลังจากนี้จะต้องมีการประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) รวมทั้งทหาร ฝ่ายปกครอง เพื่อเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาหลบหนีออกไปตามช่องทางธรรมชาติ โดยเจ้าหน้าที่พบความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายเปรมชัยในวันที่ศาลให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ตม.ขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง“เปรมชัย”

          พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช. สตม. กล่าวว่า ขณะนี้ตามด่านต่างๆ ยังไม่พบการเดินทางออกนอกประเทศของนายเปรมชัย ซึ่งขณะนี้ได้นำข้อมูลรายชื่อของนายเปรมชัยและพวกเป็นบุคคลเฝ้าระวังแล้ว ทั้งนี้หากพบที่ด่านจะประสานพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีทันทีว่าจะสอบปากคำเพิ่มเติมหรือไม่ แต่สตม.ไม่มีอำนาจการควบคุมตัว เนื่องจากศาลไม่ได้ระบุว่าห้ามออกนอกประเทศ หากนายเปรมชัยมีเอกสารถูกต้องก็สามารถเดินทางเข้าออกตามปกติ เบื้องต้นพบการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยทางด่านสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถระบุว่าเดินทางมาจากประเทศไหน และไปประเทศใดบ้างกี่ครั้ง เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเปิดเผยไม่ได้

ตรวจไม่พบ“เปรมชัย”ออกไปพม่า

          สำหรับกระแสข่าวที่ว่านายเปรมชัยมีบ้านพักอยู่ที่เมืองทวาย ประเทศพม่า และขณะนี้อยู่ที่พม่าแล้วหรือไม่ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่พบว่ามีการแจ้งออกนอกประเทศไทยตามด่านปกติของ สตม. แต่ตามช่องทางธรรมชาติหรือไม่นั้นในด้านการข่าวก็ยังไม่สามารถระบุได้ แต่เบื้องต้นมีการประสานข้อมูลกับหน่วยงานความมั่นคงข้างเคียงแล้ว หากพบว่าไม่ได้ออกด่านปกติ สิ่งสำคัญต้องตรวจสอบว่าออกไปได้อย่างไร ช่วงเวลาไหน ซึ่งส่วนนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะพิสูจน์ทราบและประสานต่อไป

แจ้งข้อหาเพิ่ม "เปรมชัย"ติดสินบน
 

เผยโฉมผู้โทรขอทีมเปรมชัยเข้าป่า

          เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ดร.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช แถลงข่าวชี้แจงหลังจากมีกระแสข่าวว่าเป็นผู้อนุญาตให้นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ปล่อยให้นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวกอีก 3 คน เข้าไปในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท และค่าธรรมเนียมพาหนะ 30 บาท

          ดร.กาญจนา กล่าวว่า ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 31 มกราคม นายนพดล พฤกษะวัน อดีตผู้อํานวยการสํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 กรมอุทยานแห่งชาติ ได้ติดต่อทางโทรศัพท์มาหาตน พร้อมบอกว่า คุณเปรมชัย กรรณสูต พร้อมทีมงานอีก 3 คนจะขออนุญาตพักค้างคืน 2 คืน จะเข้าพักในวัน 3-5 กุมภาพันธ์ เพื่อศึกษาธรรมชาติ เนื่องจากนายเปรมชัยชอบเข้าป่า รักธรรมชาติ ตนได้ให้คำแนะนำว่าต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งต้องดำเนินการตามระเบียบ การศึกษาธรรมชาติก็เป็นการไปเที่ยวชม แค่ขอคำร้อง ถ้าศึกษาวิจัยต้องมีระเบียบวิธีวิจัย มีระเบียบโครงการว่าเป็นการวิจัยเรื่องอะไร มีผลกระทบต่อพื้นที่หรือไม่ ส่วนนี้ต้องใช้เวลาและต้องส่งเรื่องให้สำนักวิจัยตรวจสอบ

          “การจะอนุญาตเข้าพักได้หรือไม่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีอำนาจตัดสินใจ และตามขั้นตอนจะต้องแจ้งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 เพชรบุรี (สบอ.3) รวมถึงพื้นที่บ้านโป่งด้วย อย่างไรก็ตามนายนพดลไม่ได้ให้เหตุผลว่าเหตุใดจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะเข้าไปในพื้นที่ ในส่วนตัวยืนยันว่าไม่ได้รู้จักนายนพดลเป็นการส่วนตัว ทราบเพียงว่าเป็นอดีตข้าราชการที่เกษียณราชการไปแล้ว และไม่เคยทำงานร่วมกัน” ดร.กาญจนา กล่าว

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนพดล พฤกษะวัน ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม บมจ.อิตาเลียนไทย

‘ผอ.กาญจนา’ยันเปรมชัยไม่ได้ขออนุญาต

          เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้และสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ดร.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก พร้อมเจ้าหน้าที่อีก 3 คน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำ

          ต่อมาเวลา 16.40 น. ภายหลังการสอบปากคำนานกว่าชั่วโมงครึ่ง ดร.กาญจนา เปิดเผยว่า วันนี้ตำรวจสอบปากคำในเรื่องของลำดับช่วงเวลาการโทรศัพท์ประสานให้นายเปรมชัยและพวก เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร โดยยืนยันว่าเป็นการแนะนำให้ทำตามขั้นตอน ตนไม่มีอำนาจโดยตรงในการอนุญาตให้เข้าพื้นที่ แต่ให้ประสานกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ขอเข้าพื้นที่

          ดร.กาญจนา กล่าวว่า กรณีทีมของนายเจษฎาภรณ์ ผลดี หรือติ๊ก ที่เคยเป็นคดีนั้น ขอเข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี การถ่ายจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้อำนวยการสำนัก ขณะนั้นได้อนุมัติเข้าไปถ่ายทำให้พื้นที่แต่กลับพบว่าเข้าไปในพื้นที่ผืนป่าต้องห้าม จึงร้องทุกข์กล่าวโทษ ส่วนนายเปรมชัยหนักกว่าเพราะไปล่าสัตว์และบุกรุกพื้นที่ด้วย นายเจษฎาภรณ์ไม่ได้ถูกจับกุม เพียงแค่ถูกแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งนายเจษฎาภรณ์ถูกดำเนินคดี 1 กรรม ส่วนนายเปรมชัย ถูกดำเนินคดี 2 กรรม โทษหนักกว่าเนื่องจากมีการล่าสัตว์ป่าสงวน

          ผู้สื่อข่าวถามว่า เคยมีปรากฏชื่อนายเปรมชัย ขออนุญาตเข้าไปในพื้นที่หรือไม่ ดร.กาญจนา กล่าวว่า จากการตรวจสอบนายเปรมชัยไม่มีชื่อปรากฏว่ามีการขออนุญาตเข้าพื้นที่ดังกล่าวเลย

          เมื่อถามว่าเป็นการโทรขออนุญาตหรือเปล่าถึงไม่ปรากฏชื่อนายเปรมชัย ดร.กาญจนา กล่าวว่า ไม่ว่าจะทำหนังสือขออนุญาตหรือการโทรศัพท์ ทางกรมอุทยานจะทำสถิติไว้ และต้องมีการเขียนชื่อไว้ แต่ขณะนี้ไม่ปรากฏชื่อนายเปรมชัยว่ามาขออนุญาต

จี้กรรมการอิตาเลียนไทยพิจารณาโทษ‘เปรมชัย’

          เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ว่ากรณีเสือดำ 1.ไม่มีรายชื่อบริษัทนั้นอยู่ใน Stock Universe ที่ลงทุนได้ของกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย ของ 11 บลจ.

          2.เท่าที่ทราบบริษัทและผู้บริหารไม่ได้ทำผิดต่อพ.ร.บ.หลักทรัพย์ จึงอยู่นอกเหนือขอบข่ายการพิจารณาความผิดของก.ล.ต. แต่อาจจะผิดต่อกฎหมายอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องต้องพิสูจน์ สืบสวน สอบสวน กันต่อไป

          3.หากผู้บริหารระดับสูงของกิจการใดๆ กระทำผิดต่อกฎหมายอื่นๆ เป็นส่วนตัว (ไม่ใช่ผิดกฎหมายหลักทรัพย์) ผลกระทบต่อบริษัทน่าจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของบริษัทนั้นๆ ว่าจะพิจารณาผู้บริหารรายนั้นๆ อย่างไรให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของกิจการจนอาจส่งผลต่อการทำธุรกิจ ซึ่งเสียงสะท้อนจากสาธารณชนจะมีส่วนกดดัน

          4.เอกสารบรรษัทภิบาลปี 2561 ของบริษัทนี้ที่ประกาศต่อผู้ลงทุนและสาธารณชน ระบุในหน้า 10 ว่า “บริษัทมีนโยบายในการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่มไว้อย่างไรบ้าง โดยข้อ 6 ด้านสังคมส่วนรวม ระบุว่าบริษัทจะไม่กระทำการใดๆ ที่จะส่งผลเสียหายต่อสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม อีกทั้งยังต้องแสวงหาโอกาสสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ปลูกฝังจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสังคมให้เกิดขึ้นในหมู่พนักงานทุกระดับอย่างต่อเนื่องและจริงจัง รวมทั้งปฏิบัติหรือควบคุมให้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและกฎระเบียบที่ออก” และในหน้า 11 เรื่องจริยธรรมธุรกิจและจรรยาบรรณ ระบุในหน้า 13 ข้อ 1.6 เรื่องผู้บริหารต่อสังคมส่วนรวมเอาไว้ว่า “ไม่กระทำการใดๆ ที่จะมีผลเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม” กรณีนี้จึงน่าจะเป็นเรื่องที่คณะกรรมการบริษัทจะพิจารณาซึ่งมีการกำหนดบทลงโทษสำหรับการฝ่าฝืนข้อกำหนดจริยธรรมและจรรยาบรรณพนักงานเอาไว้ว่า ... “ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษทางวินัย โดยเริ่มตั้งแต่การตักเตือนด้วยวาจา การตักเตือนเป็นหนังสือ ตัดเบี้ยเลี้ยง ตัดค่าจ้าง พักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรืออาจให้ออกจากงาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของความผิดนั้น หรืออาจถูกลงโทษตามกฎหมาย แล้วแต่กรณี”

          เนื่องจากบริษัทนี้เป็นกิจการที่ได้รับงานใหญ่จากภาครัฐ ถ้าภาครัฐเห็นความสำคัญของการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการกระทำที่ไม่ผิดต่อกฎหมายก็ควรส่งความกดดันไปยังกิจการเพื่อให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายยังคงอยู่ และมีความเป็นธรรมเมื่อเทียบกับกรณีอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้น