
"บิ๊กตู่"แจงมะกันไทยแลนด์เฟิร์ส-ขอเวลาเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย
“ประยุทธ”บอกสหรัฐเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ระบุไม่นานถึงเวลา“ไทยแลนด์เฟิร์ส” ด้าน"พรเพชร"ตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่ายสัปดาห์หน้า “ปชป.”แฉสนช.จ่อคว่ำก.ม.ลูก
เมื่อเวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐ ไม่ได้สอบถามหรือกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งของประเทศไทย เพียงแต่ให้กำลังใจในการเดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตย โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ทั้งนี้ สหรัฐยังเข้าใจถึงความจำเป็นของไทยในวันนี้ โดยให้กำลังใจและขอให้ดำเนินการสำเร็จตามที่วางไว้ นอกจากนี้ ยังได้บอกกับสหรัฐว่าไทยเองก็มีปัญหาของไทย สื่อรู้หรือไม่ว่าไทยต่างจากสหรัฐอเมริกาอย่างไร ต่างกันทั้งพื้นฐานทางสังคม การศึกษา อาชีพและรายได้ ดังนั้น เราจึงต้องมีวิธีการที่จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ตามเวลาที่กำหนด ซึ่งมีอยู่สองอย่างคือ 1.ผมกำหนด 2.กฎหมายกำหนด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกัน ระหว่างเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ครั้งที่ 4 ประจำปีงบประมาณ 2560 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ได้บอกกับประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐ ว่าขอเวลาให้เราอีกหน่อยหนึ่งในการจัดทำกฎหมาย ซึ่งเขาก็เข้าใจ พร้อมบอกด้วยว่า เราก็เหมือนกับสหรัฐ ที่ประธานาธิบดีกล่าวคำว่าอเมริกันเฟิร์ส โดยเราเองก็ต้องไทยแลนด์เฟิร์สเช่นกัน
พล.อ.ประยุทธ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภายหลังถูกโจมตีเรื่องนาฬิกาบ้างหรือไม่ว่า “คุยกันทุกวัน” เมื่อถามอีกว่านายกฯ อารมณ์ดีหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า “อารมณ์ดีตลอด”
มีชัยแทงกั๊กเลื่อนเลือกตั้ง
ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการทำความเห็นแย้งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. เพื่อตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ว่า ทางกรธ.จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ เมื่อตั้งกมธ.ร่วมแล้ว คงไม่ได้แก้ไขจนเปลี่ยนไปมากกว่าประเด็นที่ตั้งไว้ ส่วนที่กังวลว่า สนช.อาจลงมติคว่ำร่างกฎหมายลูกนั้น อย่าไปกังวล สนช.ก็มีเหตุผลของเขา เมื่อกมธ.ร่วมแก้ไขแล้ว ถ้าจะไม่เห็นชอบต้องใช้เสียง 2 ใน 3 อย่าเดาล่วงหน้า ตอบไม่ได้ แต่ไม่ได้กระทบเรื่องเวลา ไม่ยืดยาดอะไรเพราะมันเป็นขั้นตอนปกติ ที่คำนวณกันก็เป็นการคิดแบบเต็มอัตราศึกแล้ว สำหรับภารกิจของกรธ.จะหมดลงก็ต่อเมื่อกฎหมายลูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาครบหมดแล้ว
เมื่อถามว่า สัญญาได้หรือไม่ว่า กฎหมายลูกจะไม่คว่ำแล้วทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป นายมีชัย กล่าวว่า “ให้ความมั่นใจไม่ได้ ไม่ได้จัดการเลือกตั้ง มันอาจจะเกิดอะไรขึ้นที่ไหนไม่รู้ อย่าคาดการณ์อะไรกันมาก เดี๋ยวนอนไม่หลับ”
‘พรเพชร’ตั้งกมธ.ร่วม3ฝ่ายสัปดาห์หน้า
ด้านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวถึงข้อโต้แย้งของกรธ.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ว่า ทราบจากข่าวว่า กรธ.และ กกต.จะมีมติส่งข้อโต้แย้งทั้ง 2 ร่างกฎหมายลูกในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ โดยในเรื่อง ส.ส.มีประเด็นการจัดมหรสพ การจำกัดสิทธิ์สำหรับผู้ที่ไม่ไปเลือกตั้ง และการขยายระยะเวลาบังคับใช้ 90 วัน นับแต่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กรณีให้มีคนช่วยคนพิการกากบาทในคูหาเลือกตั้ง ซึ่ง กรธ.เห็นว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะการลงคะแนนต้องเป็นความลับ สำหรับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยส.ว.นั้น กรธ.อ้างว่า มีการเปลี่ยนแปลงกลุ่ม ส.ว. องค์ประกอบกลุ่ม และวิธีการโหวตจากการเลือกไขว้กลุ่มเป็นเลือกภายในกลุ่มกันเอง โดยจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายภายในสัปดาห์หน้า พร้อมนำทุกประเด็นไปหารือว่าสามารถปรับแก้อะไร อย่างไรได้บ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามสัดส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย แบ่งออกเป็นสนช. 5 คน กรธ. 5 คน และ กกต. 1 คน เท่ากับขณะนี้มีเสียงเป็น 6 ต่อ 5 เสียง หรือ สนช.เป็นเสียงข้างน้อย ส่วนเหตุดังกล่าวจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจนทำให้ร่างกฎหมายลูกตกไปหรือไม่นั้น จะต้องเจรจาพูดคุยกันในประเด็นต่างๆ ว่าผ่อนผันหรือกำหนดกฎเกณฑ์ใดได้บ้าง หรือถ้าจะไม่บัญญัติเลยก็ย่อมได้ ส่วนการคว่ำหรือไม่คว่ำร่างกฎหมายเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลและเป็นอิสระของสมาชิก แต่คิดว่าคว่ำลำบาก เพราะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิก สนช. อีกทั้งไม่เห็นด้วยที่จะใช้การคว่ำร่างกฎหมายลูกเป็นเทคนิคในการขยายเวลาการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นสนช.เห็นว่าร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความว่าขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่
กกต.ระบุเห็นแย้งไม่ได้ถ่วงเลือกตั้ง
ที่สำนักงาน กกต. นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ขณะนี้ทางสำนักงานอยู่ระหว่างประมวลความเห็นและประเด็นที่ กกต.มีความเห็นแย้ง โดยจะต้องตรวจสอบถ้อยคำ และความถูกต้องให้เกิดความเรียบร้อย เพื่อที่จะส่งให้ประธาน สนช. ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เพราะเห็นว่าควรป้องกันก่อนดีกว่า ไม่ใช่วัวหายแล้วล้อมคอก อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการทำความเห็นแย้งของ กกต.ในกฎหมาย 2 ฉบับ ไม่ได้เป็นการถ่วงการเลือกตั้งให้ยืดเยื้อออกไป กกต.ทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามขั้นตอน ไม่ได้เป็นการกระทำให้การเลือกตั้งล่าช้า ซึ่งถ้า สนช.ไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับก็ต้องตกไป และยอมรับว่าเมื่อมีการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย กกต.ไม่ได้หวังผลว่าจะต้องทำให้ สนช. และ กรธ.มาเห็นด้วยกับ กกต. เพราะเป็นเพียง 1 เสียง เมื่อเห็นแย้งประเด็นใดเราก็ต้องแสดงเหตุผลให้ที่ประชุมรับทราบ ส่วนที่ประชุมจะเห็นเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ซึ่งก็เห็นได้จากการพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ผ่านมา
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ในเรื่องการกำหนดเวลาการเลือกตั้ง จาก 08.00-15.00 น. เป็น 07.00-17.00 น. นั้น แม้ กกต.ไม่ได้แย้ง แต่ก็ได้ทำข้อสังเกตในเรื่องนี้ว่าอาจเป็นปัญหาในขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ กกต. และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง กกต.เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง ส่วนที่ถามว่า สนช.อาจใช้ความเห็นของ กกต.และ กรธ. ที่เห็นแย้งคว่ำร่างกฎหมายดังกล่าว นายศุภชัยกล่าวว่า ไม่กังวล อยากให้ทุกคนมองโลกในแง่ดี และเชิงบวก เพราะทุกคนก็อยากให้มีการเลือกตั้ง ที่เห็นแย้งไปเพื่อให้การเลือกตั้งสุจริต เป็นไปด้วยความราบรื่น การเลือกตั้งจะได้ไม่ต้องถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เหมือนการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
“สมชัย”แย้มหวั่นยืดเลือกตั้งอีก6เดือน
ส่วนนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงกรณีการทำความเห็นแย้งของ กรธ. ในส่วนของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ส.ว.นั้นว่า กรณีดังกล่าวอาจนำไปสู่การยื้อเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพราะหาก กรธ.ทำความเห็นแย้งใน 3 ประเด็น คือ การจำแนกประเภทผู้สมัครเป็นสองกลุ่ม คือ สมัครอิสระและเป็นตัวแทนองค์กร, การลดกลุ่มอาชีพจาก 20 กลุ่มเหลือ 10 กลุ่ม และประเด็นการเปลี่ยนวิธีการเลือกไขว้ข้ามกลุ่มมาเป็นการเลือกในกลุ่มอาชีพเดียวกัน เท่ากับว่าเกือบจะเป็นการต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายใหม่ที่ สนช.ลงมติผ่านไปแล้วเกือบทั้งฉบับ เพราะการออกแบบเรื่องการแบ่งกลุ่มและการเลือกไขว้เป็นหัวใจของการออกแบบที่สำคัญที่สุดของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ส.ว. ที่ กรธ.ออกแบบมา ดังนั้นหากที่ประชุมกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายนั้น กรธ.สามารถแสดงเหตุผลและโน้มน้าวฝ่าย สนช. หรือ กกต.ได้เพิ่มเพียงแค่อีก 1 เสียง ก็สามารถโหวตชนะในประเด็นดังกล่าวได้ และต้องไปลงมติใน สนช.อีกครั้ง หาก สนช.ลงมติด้วยเสียง 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วย ร่างกฎหมายดังกล่าวก็จะตกไปทั้งฉบับ และต้องมีการยกร่างกันใหม่
“ในการยกร่างใหม่ก็จะมีประเด็นว่า ใครจะเป็นผู้ร่าง ซึ่งโดยสิทธิเป็นหน้าที่ของ กรธ. แต่อาจมีผู้ขอให้ กรธ.แสดงสปิริตความรับผิดชอบต่อการยกร่างกฎหมายที่มีปัญหา และอาจจะต้องตั้งกรธ.ชุดใหม่ขึ้นมายกร่างแทน ซึ่งอาจจะใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน เข้าสนช.อีก 60 วัน หากความเห็นแย้งก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน ซึ่งแปลว่า การเลือกตั้งได้ยืดออกไป 6 เดือนเป็นอย่างน้อย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ดังนั้นต้องจับตาว่า กรธ.จะทำความเห็นแย้งเรื่องใด และ สนช.จะยืนยันความเห็นอย่างไร และหากมีการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ประธาน กกต.ซึ่งเป็นเสียงเดียวจะเอนเอียงไปทางใด” นายสมชัยกล่าว
‘นิพิฏฐ์’ เผยตั้งกมธ.3ฝ่ายแค่ตัวหลอก
ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายมีขั้นตอนระยะเวลาในการพิจารณาร่างกฎหมายนั้นๆ ไม่เกินหนึ่งเดือน ซึ่งรัฐบาลได้นับรวมไปในโรดแม็พเดิมที่จะให้มีการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 อยู่แล้ว แต่กลับถูกหน่วงเวลาจัดการเลือกตั้งโดยให้กฎหมายเลือกตั้งส.ส.มีผลบังคับใช้ออกไปอีก 90 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉะนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจึงไม่น่ากังวลเพราะเป็นแค่ตัวหลอก แต่ขอให้จับตาดูว่า สนช.จะเอาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการร่วมไปปรับแก้ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้หรือไม่ หากนำไปปรับแก้ ทุกอย่างก็จบไม่มีปัญหา แต่เท่าที่ฟังมาทราบว่าสนช.มีการตั้งธงล่วงหน้าไว้แล้วแม้มติกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายจะออกมาอย่างไร สนช.ก็ไม่เอาด้วยคือ ไม่แก้ไขตาม
"ถึงขั้นตอนนี้ สนช.จะทำใน 2 วิธีคือ 1.อาจจะคว่ำกฎหมายลูกในหมวดเลือกตั้งฉบับใดฉบับหนึ่งก็จะส่งผลทำให้โรดแม็พเลือกตั้งต้องหยุดชะงักยาว เพราะต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญปี 60 โดยอาจจะใช้เวลานานถึง 2 ปีขึ้นไปเพราะต้องมีการทำประชามติเพื่อขอแก้และมาเริ่มกระบวนการยกร่างกฎหมายลูกในหมวดเลือกตั้งฉบับที่ถูกคว่ำไป หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่สามารถทราบหรือกำหนดระยะเวลาของการจัดการเลือกตั้งได้ หรือ 2.สนช.รวบรวมเสียงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในร่างกฎหมายลูกหมวดเลือกตั้ง หากใช้วิธีนี้ก็จะยาวเหมือนกัน เพราะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความคงไม่สามารถกำหนดระยะเวลาตายตัวได้ ซึ่งเป็นไปตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยให้สัมภาษณ์สื่อ ดังนั้นการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น” นายนิพิฏฐ์ กล่าว
จี้บอกความจริงทำไมยื้อเลือกตั้ง
นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา สนช.ร่างกฎหมายต่างๆ ออกมาร่วม 200 ฉบับ แต่ไม่เคยมีคว่ำกฎหมายเลย หากคว่ำกฎหมายหมวดเลือกตั้งครั้งนี้ ก็จะมีความขัดแย้งในสาระของกฎหมายนี้ ถึงขนาดไม่สามารถปรับแก้เพื่อให้ออกมาบังคับใช้ หรือหากส่งไปตีความ ทั้งที่รัฐบาลมีมือยกร่างกฎหมายระดับเซียนมากมาย แต่ไม่สามารถรอมชอมแก้ไขเนื้อหาสาระในสภาได้เลย ก็จำเป็นต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเช่นนั้นหรือ ขอถามว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้นกับกฎหมายลูกหมวดเลือกตั้ง ก็เพราะการคว่ำกฎหมายอื่นไม่มีผลจนเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้ แต่ถ้ามีการคว่ำ หรือส่งให้ศาลตีความร่างกฎหมายลูกหมวดเลือกตั้งฉบับใดฉบับหนึ่ง จะสามารถยื้อเวลาในการจัดการเลือกตั้งออกไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ยืนยันกับประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายที่สนช.กำลังดำเนินการ แต่อยากให้รัฐบาลบอกความจริงกับประชาชนและสังคมไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า ทำไมถึงต้องยื้อการเลือกตั้ง หรือทำไมจึงยังไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น
“พท.”ย้ำชัดนายกฯอุ้ม“บิ๊กป้อม”
วันเดียวกัน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า อย่ารักนายกฯ คนเดียว ต้องรักรองนายกฯ ด้วยว่า เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์มีหลักคิดและตัดสินใจยืนข้าง พล.อ.ประวิตรอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอดต่อกรณีการตรวจสอบการครอบครองนาฬิกาหรู ตั้งแต่ขอให้ลดราวาศอก มาถึงการอ้อนขอให้รักรองนายกฯ ด้วย แม้ว่ากระแสสังคมจะกดดันอย่างหนักให้ พล.อ.ประวิตรแสดงความรับผิดชอบ และคาดหวังว่าความรับผิดชอบทางการเมืองต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับเลือกยืนหยัดและให้ความเชื่อมั่นกับ พล.อ.ประวิตรมากกว่ากระแสสังคมที่กดดันอย่างหนักหรือไม่ สวนทางกับการดำเนินการที่ผ่านมาที่ใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งปลด ย้าย ระงับการปฏิบัติหน้าที่ผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ขนาดผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่อาจไปเกี่ยวข้องกับปมทุจริตโครงการอุโมงค์ไฟ 39 ล้านบาท ยังใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งปลดมาแล้ว
“ทำไมทีกับ พล.อ.ประวิตร จึงขอให้ลดราวาศอก และขอให้คนรัก แทนที่จะใช้มาตรการแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจว่าจะได้เห็นท่านปฏิบัติแบบที่เคยปฏิบัติมาหรือไม่ ป.ป.ช.ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า การแสดงจุดยืนดังกล่าวของหัวหน้า คสช.ไม่มีผลกระทบต่อมาตรฐานการตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงกล้าประกาศจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประวิตรอย่างเหนียวแน่น สวนทางกับกระแสสังคม และผลกระทบจากการแสดงจุดยืนดังกล่าว อาจทำให้ความไว้วางใจจากประชาชนลดต่ำลงไปอีกหรือไม่ และจะสะท้อนเป็นปฏิกิริยาทางสังคมต่อไป” นายอนุสรณ์กล่าว
“วิษณุ” ลุ้นศาลปค.ชี้ขาด “คดีคลองด่าน”
ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่องค์คณะศาลปกครองกลางเห็นควรที่จะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต้องชดใช้ค่าเสียหายกว่า 9,000 ล้านบาท ให้แก่ 6 บริษัทร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย คลองด่านใหม่ โดยจะมีคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ว่า เห็นจากข่าวในหนังสือพิมพ์ ยังไม่ทราบรายละเอียด จึงไม่อยากรีบพูดอะไรตอนนี้ ถ้าศาลปกครองตัดสินอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง และกรมควบคุมมลพิษ ขอให้ศาลพิจารณาใหม่ เพราะศาลปกครองสูงสุดเคยตัดสินมาแล้ว แต่จากคำวินิจฉัย ยังมีสิ่งที่ทั้ง 2 หน่วยงานนี้ต้องการให้มีการพิจารณาใหม่ เนื่องจากมีข้อมูลใหม่เกิดขึ้นจากกรณีศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาลงโทษทางอาญาแก่จำเลยพวกหนึ่ง คือ นายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กับพวก ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีคลองด่าน แต่ไม่ใช่จำเลยเดียวกัน จึงนำข้อมูลนั้นมาใช้ต่อสู้ใหม่
ส่วนครั้งนี้ ศาลจะตัดสินอย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้นนั้น รัฐบาลยังไม่ควรพูดอะไรทั้งนั้น ขอให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่จะออกมา โดยคำตัดสินของศาลครั้งนี้ถือเป็นที่สุด ถ้ารัฐบาลแพ้คดี จะต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้ 6 บริษัทร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี แต่ถ้ารัฐชนะ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว ทำให้สามารถรักษางบประมาณได้มาก ซึ่งอาจเป็นเงินจำนวนมากกว่าพันล้านบาท
“ทนายปู”ยื่นศาลคุ้มครองชะลอยึดทรัพย์
ที่สำนักงานศาลปกครอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายนพดล หลาวทอง ทนายความ เป็นตัวแทนเดินทางมายื่นคำร้องทุเลาการบังคับคดีตามคำสั่งทางปกครองของนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 4 คน ที่สั่งให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3.5 หมื่นล้าน จากกรณีจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และทำให้ทางราชการเสียหาย โดยขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมบังคับคดีงดหรือชะลอการขายทอดตลาดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
นายนพดล กล่าวว่า ที่มายื่นคำร้องใหม่ครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าการยึดทรัพย์บังคับคดีจะต้องเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษา แต่กรณีนี้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลใดให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว แต่คำสั่งที่ให้ชดใช้เป็นเพียงคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นในสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ อีกทั้งโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ครม.ที่ต้องเป็นผู้รับผิด หากเห็นว่าการดำเนินการต่างๆ เป็นไปด้วยความไม่ถูกต้อง ก็ต้องเป็นอำนาจตรวจสอบของรัฐสภา ซึ่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติทางการปกครองบังคับไว้ชัดเจนว่าไม่ให้นำเรื่องคำสั่งทางปกครองหรือกระบวนการทางปกครองมาใช้บังคับกับกรณีนี้
นายนพดล กล่าวต่อว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการสาธารณะที่ไม่อาจจะมาคิดเรื่องผลกำไรขาดทุน ในส่วนการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า การทุจริตที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสวมสิทธิ การโกงความชื้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในขั้นตอนปฏิบัติ ไม่ได้เกิดขึ้นในขั้นตอนของนโยบายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กำกับดูแล จึงเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดในทางละเมิด ดังนั้นเมื่อคำพิพากษาของศาลในกรณีให้อดีตนายกรัฐมนตรีรับผิดทางละเมิดยังไม่มี และคำสั่งทางปกครองที่ให้ชดใช้ค่าเสียหายในทางละเมิดไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่น่าจะมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องมายึดทรัพย์บังคับคดีในระหว่างที่ยังมีการพิจารณาคดี โดยการยื่นคำขอครั้งนี้ได้นำความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อยที่ให้ความเห็นในคำสั่งยกคำขอทุเลาเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในคดีดังกล่าวนำมาประกอบด้วย
โพสต์ให้กำลังใจ ‘ทีมสกายวอล์ก’
ความคืบหน้าหลังจาก พ.ต.ท.สมัคร ปัญญาวงศ์ รอง ผกก.(สอบสวน) หัวหน้างานสอบสวน สน.ปทุมวัน ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม 39 คน ที่ร่วมชุมนุมบริเวณทางเชื่อมอาคาร (สกายวอล์ก) แยกปทุมวัน แขวง/เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เมื่อเย็นวันที่ 27 มกราคม นำโดยนายรังสิมันต์ โรม กับพวก ด้วยการเปิดปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล คสช. และต่อมาพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกทั้ง 39 คน ให้เข้ารายงานตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหานั้น ล่าสุดนายรังสิมันต์ โรม แกนนำชุมนุมได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เป็นกำลังใจให้คนที่ไปรายงานตัวในวันนี้ทุกคน แต่ส่วนตัวไม่สะดวก และได้แจ้งขอเลื่อนไว้แล้วว่าจะไปรายงานตัวในวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ และหากไม่เป็นอะไรไปเสียก่อน วันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 16.00 น. พบกันแน่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยข้อความระบุว่า “เป็นกำลังใจให้คนที่ไปรายงานตัววันนี้ทุกท่านครับ ส่วนผมเองคงไม่สะดวก และเคยขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 16 แล้ว (ซึ่งแน่นอนทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่เดากันได้ไม่ยาก) ผมยังคงยืนยันต่อไปว่า ถ้าไม่เป็นอะไรเสียก่อน วันที่ 10 เจอกันแน่ 16.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย”
ปล่อย 28 ผู้ชุมนุมสกายวอล์ก
ที่ศาลแขวงปทุมวัน ถ.พระราม 4 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้นำตัวผู้ต้องหา 28 ราย คดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 ที่ห้ามมั่วสุมกัน 5 คนขึ้นไปในลักษณะชุมนุมทางการเมือง และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จากการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ที่จัดกิจกรรมรวมพลประชาชนคนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 27 มกราคม บริเวณสกายวอล์กแยกปทุมวัน มายื่นคำร้องผัดฟ้องเป็นเวลา 6 วันตั้งแต่วันที่ 8-13 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากมีเหตุจำเป็นในการสอบสวนที่ยังไม่สามารถส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ตัองหาให้อัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลภายในเวลา 48 ชั่วโมงตามกฎหมายนับแต่ได้ตัวผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาทั้ง 28 รายให้การปฏิเสธชั้นสอบสวนโดยศาลพิจารณาคำร้องแล้วให้ผัดฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 28 รายได้ และให้ปล่อยชั่วคราวไปโดยไม่ต้องมีหลักประกัน เนื่องจากผู้ต้องหาเข้ามอบตัวเอง ขณะที่การยื่นคำร้องของพนักงานสอบสวนเพียงแต่ขอผัดฟ้องตามขั้นตอนโดยไม่ได้ขอให้ศาลออกหมายขังไว้
ขณะที่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ก็มีผู้ต้องหาอีก 2 ราย คือ นายนพพร นามเชียงใต้ และนายนพเกล้า คงสุวรรณ ที่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน จึงนำตัวส่งให้พนักงานอัยการศาลแขวงปทุมวัน ยื่นฟ้องทั้งสองด้วยวาจา เป็นจำเลยต่อศาลแขวงปทุมวันในวันนี้ ฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยศาลมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติดำเนินการสืบเสาะประวัติการศึกษา ครอบครัว ของจำเลยทั้งสอง เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาพิพากษาคดี โดยนัดฟังคำพิพากษา ในส่วนของจำเลยทั้งสอง ในวันที่ 8 มีนาคมนี้
(ข่าวหน้า1 นสพ.คมชัดลึก)



