
เชลซีโวใจนิ่ง ทีมเวิร์กเยี่ยม หักปีกหงส์
"คาร์เล็ตโต" คาร์โล อันเชล็อตติ โว "สิงโตน้ำเงินคราม" นิ่งกว่า และมีทีมเวิร์กดีกว่า ในเกมหักปีก "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล 2-0 กลับขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก สำเร็จ ขณะที่ ราฟาเอล เบนิเตซ ยังมองด้านบวก ไม่หมดลุ้นแชมป์แค่ 8 นัดแรก ด้าน แซม อัลลาไดซ์ กุนซือ "
เชลซี กลับคืนสู่ตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อังกฤษ สำเร็จ หลังปล่อยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด แชมป์เก่า แซงหน้าไปเพียง 24 ชั่วโมง เมื่อเอาชนะ ลิเวอร์พูล รองแชมป์เก่า 2-1 ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของตัวเอง ในเกม "ซูเปอร์ซันเดย์" คืนวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา จาก นิโกลาส์ อเนลก้า นาที 60 ซึ่งนับเป็นประตูแรกในรอบ 8 เกมของ "นิโก้" ที่กลับมายิงอดีตต้นสังกัดเก่าได้ หลังย้ายจากถิ่นแอนฟิลด์ ตั้งแต่ปี 2002 และอีกประตูจาก ฟลอรองต์ มาลูดา นาที 90
ส่งผลให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" แข่ง 8 นัด แพ้เกมเดียว นอกนั้นชนะได้ทั้งหมด มี 21 แต้ม เขี่ย "ปีศาจแดง" ที่มี 19 แต้ม ลงไปเป็นทีมอันดับ 2 เช่นเดิม และทำให้ คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้จัดการทีมเชลซี มีสถิติคุมทีมพบกับ ลิเวอร์พูล ในยุคที่มี ราฟาเอล เบนิเตซ เป็นกุนซือ รวม 3 นัด ยังไม่เคยแพ้ หากนับเฉพาะในเวลา 90 นาที เพราะในรอบชิงชนะเลิศสโมสรยุโรป ถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แม้ "คาร์เล็ตโต" จะนำทีมเอซี มิลาน แห่งกัลโช่ ซีรีส์ เอ อิตาลี แพ้และชนะอย่างละครั้ง ทว่าการแพ้ในปี 2005 เป็นการพ่ายดวลจุดโทษ
ส่วน "หงส์แดง" แพ้เป็นเกมที่ 3 ของฤดูกาล 2009-2010 มี 15 แต้ม อยู่อันดับ 5 ทำให้ซีซั่นล่าสุด เริ่มไปเพียง 8 นัด ลูกทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ ก็แพ้มากกว่าทั้งฤดูกาลก่อน เมื่อ 38 นัด แพ้เพียง 2 เกม เป็นทีมที่แพ้น้อยที่สุดในลีก
หลังเกม อันเชล็อตติ กล่าวว่า "แม้ ลิเวอร์พูล จะแสดงความแข็งแกร่งของพวกเขาออกมาให้เห็น เพราะบุกใส่เราอย่างหนัก ทว่าเรารักษาสมาธิได้ดีกว่า และเล่นเป็นทีมได้ดีกว่า ทำให้เราได้ 3 แต้มในเกมนี้"
ขณะที่ อาร์เซนอล ก็เป็นทีมที่ 2 ในซีซั่นล่าสุด ถัดจาก "ลิเวอร์เบิร์ด" ที่สามารถยิง 6 ประตูได้ในเกมเดียว เมื่อเอาชนะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 6-2 ในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ของตัวเอง และเป็นฝ่ายตามหลังก่อนถึง 2 ครั้ง โดย "กุหลาบไฟ" ได้ประตูจาก สตีเวน เอ็นซอนซี นาที 4 และ เดวิด ดันน์ นาที 30 ส่วน "ปืนโต" ได้ประตูจาก โธมัส เฟอร์เมเลน นาที 17, โรบิน ฟาน เพอร์ซี นาที 33, อังเดร อาร์ชาวิน นาที 37, เชส ฟาเบรกาส นาที 57, ธีโอ วัลคอตต์ นาที 75 และ นิคลาส เบนด์ทเนอร์ นาที 89
ขณะที่ "ปาปา เบนิเตซ" กล่าวว่า "เราไม่ได้เล่นแย่ เหมือนสกอร์ที่ออกมา เราทำงานหนัก และเล่นสวยๆ ได้หลายจังหวะ แต่ยังไม่ดีพอ และถ้าคุณผิดพลาดในเกมที่พบคู่ต่อสู้ชั้นดีเช่นนี้ พวกเขาก็จะยิงประตูได้ แต่มันเป็นอดีตไปแล้ว เป้าหมายของเราอยู่ที่เกมต่อไป เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำใจให้นิ่ง เพื่อทำงานต่อไป เราต้องมองด้านบวก อาทิ ฤดูกาลก่อน เราเสมอเยอะมาก แต่แพ้แค่ 2 เกม ผู้คนพากันพูดว่าเราเป็นแค่รองแชมป์เพราะเสมอเยอะ ทว่าซีซั่นล่าสุด เราชนะมากขึ้น แม้จะแพ้ไปแล้ว 3 เกม แต่เราจะมีแต้มมากขึ้น ในระบบทีมชนะ 3 แต้ม เสมอ 1 แต้ม โอกาสลุ้นแชมป์ไม่ได้หมดไปเพราะการแพ้ 3 นัด"
ส่งผลให้ "เดอะ กันเนอร์ส" ทำสถิติเล่นเกมเหย้า 3 นัด ชนะรวด และแข่ง 7 นัด มี 15 แต้ม เท่ากับ ลิเวอร์พูล ทว่าผลต่างประตูได้เสียดีกว่า 4 ประตู เนื่องจาก 7 เกมยิงไปแล้ว 24 ประตู มากที่สุดในลีก ตรงข้ามกับ แบล็คเบิร์น ที่ทำสถิตินอกบ้าน 3 นัด พ่ายรวด แข่ง 7 นัด มี 7 แต้ม อยู่อันดับ 16 เท่ากับ ฮัลล์ ซิตี้ ทีมอันดับ 18 พื้นที่ตกชั้นทีมสุดท้าย ที่แข่งมากกว่า 1 นัด
หลังเกม แซม อัลลาไดซ์ ผู้จัดการทีมแบล็คเบิร์น กล่าวโทษ ปีเตอร์ วอลตัน ผู้ตัดสิน เป็นต้นเหตุให้ลูกทีมพ่ายเละเทะ เนื่องจากไม่ให้จุดโทษในจังหวะที่ ดันน์ โดน เฟอร์มาเล่น ทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษอย่างชัดแจ้ง ขณะที่สกอร์ขณะนั้น อาร์เซนอล นำ 3-2 ซึ่งแน่นอนว่าหากได้จุดโทษ และลูกทีมสังหารไม่พลาด จะทำให้สกอร์เป็น 3-3 และเกมอาจจะเปลี่ยนไป
"เป็นการเข้าสกัดที่เป็นจุดโทษอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะมองจากมุมไหน แถมผู้ตัดสินอยู่ในตำแหน่งที่ดี ไม่ได้โดนบังและเห็นเหตุการณ์ได้ชัดแจ้ง พวกเราไม่ได้รับการตัดสินที่ถูกต้อง มันเป็นเหตุผลสำคัญ มันมีส่วนทำให้พวกเราแพ้อย่างย่อยยับในเกมนี้"
ด้าน อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล กล่าวว่า "เราดูอันตรายเสมอเมื่อเดินเกมรุก และผมก็ต้องบอกว่า แบล็คเบิร์น ก็อันตรายไม่แพ้กัน แต่คุณจะเห็นได้ว่า และความเร็วในการผ่านบอล รวมถึงคุณภาพของเรา ทำให้เกิดความแตกต่างในเกมนี้"
ส่วน เอฟเวอร์ตัน ก็เสมอเป็นเกมแรกของซีซั่นล่าสุด เมื่อต้องไล่ตีเสมอ สโต๊ค ซิตี้ 1-1 ในถิ่นกูดิสัน ปาร์ค ของตัวเอง โดย "ช่างปั้นหม้อ" ขึ้นนำไปก่อนจากการโขกของ โรเบิร์ต ฮูธ นาที 50 ก่อนที่ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" จะไล่ตีเสมอได้จาก ลีออน ออสแมน นาที 55
ขณะที่ ฟูแล่ม สามารถบุกเสมอ เวสต์แฮม 2-2 ถึงถิ่นอัพตัน ปาร์ค ในศึก "ลอนดอน ดาร์บี้แมทช์" ทั้งที่ลูกทีมของ รอย ฮอดจ์สัน เหลือผู้เล่น 10 คน ตั้งแต่นาที 41 เมื่อ คากิโช ดิกกาคอย โดนใบแดงนาที 41 แต่ก็ยังได้ 2 ประตูจากจุดโทษของ แดนนี เมอร์ฟี นาที 47 และ โซลตัน เกรา นาที 57 ส่วน "ขุนค้อน" ได้ประตูจาก คาร์ลตัน โคล นาที 16 และ จูเนียร์ สตานิสลาส นาที 90



