
กมธ.เห็นแย้งกฎหมายลูกส.ส.-ส.ว.-บิ๊กป้อมสบายๆ บอกไร้แรงกดดัน
กรธ.เคาะ เห็นแย้งกฎหมายส.ส.-ส.ว. ชงสนช.ตั้งกมธ.ร่วม3ฝ่าย “มาร์ค”เชื่อ“บิ๊กตู่” ตัดสินใจอุ้ม“บิ๊กป้อม” ด้าน‘ประวิตร’บอกไม่มีแรงกดดันอะไร
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า กรธ.มีมติทำความเห็นโต้แย้งร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับให้สนช. โดยร่างพ.ร.ป.การเลือกตั้งส.ส.เห็นแย้ง 4 ประเด็นคือ 1.ตัดสิทธิคนไม่ไปเลือกตั้งห้ามเป็นข้าราชการการเมือง 2.จัดมหรสพ เพราะจะเป็นปัญหาด้านกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร 3.เวลาลงคะแนน ที่สนช.แก้เป็นเวลา 07.00-17.00 น. เพราะจะเป็นปัญหาต่อผู้ปฏิบัติงาน และ 4.การลงคะแนนแทนผู้พิการทางสายตา ส่วนร่างพ.ร.ป.การได้มาซึ่งส.ว.เห็นแย้ง 3 ประเด็นคือ 1.ลดกลุ่มผู้สมัคร โดยกรธ.ยืนยันให้มี 20 กลุ่ม ตามผลของการฟังความเห็นของประชาชน 2.การแยกประเภทผู้สมัครแบบอิสระและนิติบุคคล กรธ.ไม่เห็นด้วยที่จะแยกประเภทเนื่องจากอาจขัดรัฐธรรมนูญ ในมุมของความหลากหลายและสิทธิของผู้สมัครที่ทุกคนสามารถสมัครเป็นส.ว.ได้ และ 3.วิธีเลือก กรธ.ขอยืนยันเรื่องเลือกไขว้ เพราะจะเป็นวิธีที่ป้องกันการฮั้วลงคะแนนได้ดีกว่าเลือกตรง ทั้งนี้กรธ.จะส่งประเด็นดังกล่าวให้สนช. ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายพิจารณากฎหมายดังกล่าว
“สมชัย”เผยเห็นแย้ง 5 ข้อก.ม. ส.ส
ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการที่กกต.ทำความเห็นแย้งพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ว่าขัดสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น คือ เรื่อง เบอร์ผู้สมัคร เรื่องมหรสพ เรื่องค่าใช้จ่ายในการหาเสียงพรรค และเรื่องขอบเขตอำนาจศาลในเรื่องใบเหลืองและใบดำ โดยกำหนดส่งความเห็นแย้งในวันศุกร์นี้และจะตั้งกรรมาธิการร่วมสามฝ่าย จำนวน 11 คน พิจารณาให้เสร็จใน 15 วัน ก่อนส่งให้สนช.ลงมติในขั้นสุดท้าย ซึ่งดูจากสัดส่วนกรรมาธิการร่วมสามฝ่าย ประกอบด้วย สนช. 5 คน กรธ. 5 คน และกกต.1 คน ก็ทายผลไม่ยากว่าผลการลงมติจะเป็นอย่างไร
“เมื่อประเมินเสียงโหวตในเรื่องเบอร์ผู้สมัคร ยืนยันแบบเดิมคือ เบอร์พรรคต่างกันในแต่ละเขต เสียง 10 ต่อ 1 เรื่องจัดมหรสพหาเสียง เห็นควรยกเลิกมหรสพในการหาเสียง 6 ต่อ 5 เสียง ค่าใช้จ่ายหาเสียงพรรค ยืนยันแบบเดิมคือ พรรคใหญ่เล็กค่าใช้จ่ายเท่ากัน 10 ต่อ 1 เสียง และใบเหลืองศาล ยืนยันตามเดิม 10 ต่อ 1 ใบดำศาล ยืนยันตามเดิม 10 ต่อ 1 เสียง จากนั้นไปโหวตในสภาคงไม่มีอะไรพลิก เพราะมาตรา 2 เขียนทอดเวลาไปอีกแล้วตั้ง 90 วัน หากยังพลั้งเผลอ หรือเพิ่งนึกอะไรออก ก็ยังมีกลไกมาตรา 44 หรือการแก้ไขคำสั่ง คสช.ต่างๆ มารองรับได้อีก” นายสมชัย กล่าว
‘วิษณุ’ ไม่ห่วงสนช.แก้ก.ม.ลูกเยอะ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาแสดงความเป็นห่วงการพิจารณากฎหมายลูกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเฉพาะร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ที่ผ่านการลงมติในวาระ 3 และแก้ไขเยอะ ซึ่งอาจจะขัดรัฐธรรมนูญหลายประเด็นว่า ยังยืนยันว่าแม้จะแก้ไขเยอะอย่างไร หรือต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมาพิจารณา ก็จะไม่มีผลอะไร เพราะไม่ว่าจะแก้อย่างไรก็ต้องอยู่ในภายใน 15 วัน แม้จะคิดว่ายังพิจารณาไม่เสร็จก็ต้องถือว่าเสร็จเพราะมีเวลากำหนดไว้ให้แค่นั้น ไม่เป็นไร คิดว่าหลายประเด็นทางสนช.ก็มีฝ่ายที่เห็นด้วยกับกรธ.ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็คุยกันและแก้กันไปได้ ซึ่งปัญหาอย่างนี้คนที่ทำกฎหมายจะรู้ดีเนื่องจากเจอกันมาตลอดทุกฉบับ ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร และความจริงการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมาพิจารณาก็ไม่ได้เสียเวลา ถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนอยู่
ย้ำไม่มีใครตั้งใจเขียนให้ขัดรธน.
นายวิษณุ ยังกล่าวถึงกรณีที่โรดแม็พการเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไป เพราะอาจมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่าการยื่นให้ศาลรธน.วินิจฉัยกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับนั้นไม่เคยอยู่ในโรดแม็พ เสมือนการสมมุติ เพราะเป็นสิ่งที่จะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ตนไม่กล้าพูดและไม่อยากพูด เพราะคงไม่มีคนทำกฎหมายที่ไหนคิดว่าทำกฎหมายแล้วจะขัดรธน.แน่ๆ ดังนั้นการยื่นหรือไม่ยื่นจึงขึ้นอยู่กับว่ามีประเด็นอะไรที่ต้องสงสัยว่าจะขัด รธน.หรือไม่ หากไม่มีก็ไม่ต้องยื่น แต่หากยื่นอาจส่งผลกระทบให้โรดแม็พช้าออกไปราว 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับความยากของประเด็น ฉะนั้นขณะนี้ต้องคิดในทางที่ว่าใช้เวลาในเดือนกุมภาพันธ์ในการประชุม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อทำกฎหมายให้ดีที่สุดภายในเวลา 15 วัน ถ้าไม่เสร็จก็ยึดตามร่างเดิม และเมื่อเสร็จแล้วต้องนำกลับเข้าสนช. โดยกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ในช่วงเดือนมีนาคม
อภิสิทธิ์สงสัยเทคนิคยื้อเลือกตั้ง
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่จะมีการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามยังมีความไม่แน่นอน จะมีความพยายามใช้เทคนิคใดเพื่อยืดเวลาเลือกตั้งหรือไม่ เพราะหัวหน้าคสช. สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้ตลอดเวลา โดยดูได้จากการออกคำสั่งคสช.แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง แต่ทุกอย่างจะมีความแน่นอนได้ก็ต่อเมื่อหัวหน้าคสช.พูดให้ชัดเจนว่า มีความประสงค์อย่างไร และยืนยันว่าจะทำให้ได้ ตามอำนาจพิเศษที่มีอยู่ หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากนั้นก็ต้องมีเหตุผลอธิบายต่อสังคม จะโยนให้เป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ได้ เนื่องจากหากสนช. ทำออกมาแล้วหัวหน้าคสช.ไม่เห็นด้วยก็มีอำนาจที่จะแก้ไขได้อยู่แล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ผู้นำประเทศไทยมี 3 ยุค คือ 1.เริ่มตั้งแต่ยุค 1.0 คือ ยุคยึดอำนาจ 2.ยุค 2.0 เป็นยุคที่มีการประนอมอำนาจ และ 3.ยุค 3.0 คือ ยุคของการเลือกตั้งแต่ไม่รักษาหลักการประชาธิปไตย ซึ่งในแต่ละยุคมีความล้มเหลวแตกต่างกันไปจึงอยากให้ก้าวพ้น 3 ยุคนี้ เพื่อไปสู่ยุค 4.0 ให้ได้
ยันบิ๊กตู่ตัดสินใจอุ้มบิ๊กป้อมแล้ว
ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดกับประชาชนว่าหากรักนายกฯ ขอให้รักรัฐบาลทั้งหมดเพราะไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ว่า เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจแล้วซึ่งก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจของตนเอง เพราะหากไม่คลี่คลายสถานการณ์ที่สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับกรณีของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน แต่เมื่อใช้ดุลพินิจไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเอง ซึ่งอยากให้นายกรัฐมนตรีที่ประกาศตัวเป็นผู้นำปฏิรูปต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างของการปฏิรูปที่แท้จริงด้วย
‘บิ๊กป้อม’ บอกไม่มีแรงกดดันอะไร
ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร เป็นประธานต้อนรับ พล.อ.โจเซฟ เอฟ ดันฟอร์ด จูเนียร์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม กองทัพสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา
พล.อ.โจเซฟ เอฟ ดันฟอร์ด จูเนียร์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม กองทัพสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบว่า เดินทางมาที่ประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกได้เดินทางมาร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งการมาเข้าพบครั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อปรึกษาหารือกับพล.อ.ประวิตร และกองทัพไทย เพื่อปรึกษาหารือกันโดยทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีและผลักดันความสัมพันธ์กองทัพทั้งสองประเทศให้ดีขึ้น ทั้งนี้กองทัพทั้งสองประเทศเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกว่า 70 ปี ซึ่งถือว่ามีความยาวนาน
จากนั้นภายหลังต้อนรับ พล.อ.โจเซฟ เอฟ ดันฟอร์ด จูเนียร์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม กองทัพสหรัฐอเมริกา พล.อ.ประวิตร กล่าวกับสื่อมวลชนสั้นๆ ถึงประเด็นที่มีกระแสสังคมกดดันต่างๆ ว่า “ไม่มีแรงกดดันใดๆ พวกคุณคิดกันไปเอง” และได้เดินขึ้นรถเบนซ์ประจำตำแหน่งออกจากกระทรวงกลาโหมทันที
ขณะที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวย้ำยืนยันอีกครั้งว่า พล.อ.ประวิตร ยังทำงานต่อไปโดยไม่ลาออกจากตำแหน่ง
บิ๊กตู่ต้อนรับเสนาธิการร่วมสหรัฐ
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้อนรับ พล.อ.โจเซฟ เอฟ ดันฟอร์ด จูเนียร์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่เข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสเยือนไทยในฐานะแขกของกองทัพไทย โดยพล.อ.ประยุทธ์ แสดงความยินดีที่ประธานคณะเสนาธิการร่วมเดินทางมาเยือนไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยและสหรัฐ ระหว่างวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ ซึ่งนับเป็นผู้แทนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐระดับสูงสุดที่เดินทางมาเยือนไทยในรัฐบาลนี้ ด้านประธานคณะเสนาธิการร่วม กล่าวว่า การมาเยือนไทยครั้งนี้เป็นการสะท้อนว่าไทยยังคงเป็นพันธมิตรที่สำคัญในภูมิภาคของสหรัฐ โดยปีนี้ครบรอบ 185 ปีที่ทั้งสองฝ่ายสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และครบรอบ 200 ปี ที่ประชาชนไทยและสหรัฐ ติดต่อสัมพันธ์กัน
พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศจะเป็นรากฐานที่ สำคัญที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรัฐบาลสหรัฐ นอกจากนั้นนายกฯ ยังประทับใจในการหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐ โดยไทยและสหรัฐต่างมุ่งมั่นที่จะสานต่อและขยายความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างกัน ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกระดับ
แจงเดินตามโรดแม็พตลอด
พล.ท.วีรชน กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือทางด้านความมั่นคงและการทหาร สองฝ่ายต่างแสดงความยินดีที่กองทัพไทยและสหรัฐมีการแลกเปลี่ยนการเยือนและกลไกความร่วมมือต่างๆ อาทิ การศึกษา การฝึก การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งที่ผ่านมาไทยและสหรัฐมีความร่วมมือด้านดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทั้งสองฝ่ายยังแสดงความยินดีที่โครงการฝึกผสมร่วม คอบร้าโกลด์ที่มีความต่อเนื่องยาวนานกว่า 35 ปี และนับเป็นการฝึกร่วมพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าโครงการฝึกร่วมดังกล่าวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมความมั่นคงในการแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้ง การเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ
รองโฆษกรัฐบาลระบุว่าในช่วงท้ายว่า ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่า ไทยและสหรัฐมีการพัฒนาไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยยังให้ความสำคัญกับความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค ในส่วนของประเด็นภายในประเทศ และนายกฯ แจ้งว่าไทยดำเนินการตามโรดแม็พมาโดยตลอด ขณะนี้ฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง
‘นิพิฏฐ์’เหน็บคนจนหมดประเทศ
ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณีข่าวสารสำคัญช่วงนี้ทั้งการยืมนาฬิกาเพื่อนของรองนายกรัฐมนตรี หรือการยืมเงินเพื่อนของ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกว่า 300 ล้าน รวมถึงกรณีดังล่าสุดคือข่าวเสี่ยใหญ่ที่ล่าสัตว์ป่าสงวน โดยระบุว่า “นโยบายคนจนหมด เริ่มเห็นผล-ท่านรองนายกฯ สมคิด บอกว่า ปีหน้าจะทำให้คนจนหมด นโยบายท่านเริ่มเห็นผลแล้ว เริ่มจากคนใกล้ตัว ขนาดรองนายกรัฐมนตรีต้องยืมนาฬิกาเพื่อนมาใส่ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องยืมเงินเพื่อนมาใช้ 300 ล้านบาท เสี่ยใหญ่รับเหมางานก่อสร้างเป็นแสนล้านต้องออกล่าสัตว์กินเป็นอาหาร #สมคิด!!! นายแน่มาก”
ทนายยิ่งลักษณ์ขอทุเลาขายทอดตลาด
ความคืบหน้าการติดตามยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังกระทรวงการคลังและกรมบังคับคดีเริ่มเดินเรื่องในกระบวนการดังกล่าว มีรายงานว่าทนายความส่วนตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปศาลปกครองในเวลา 14.00 น.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีเพื่อขอให้ศาลงดหรือชะลอการขายทอดตลาดในทรัพย์สินอันเป็นบ้านที่อยู่อาศัยของบุตร และสามีไว้ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งตามกฎหมายให้สิทธิแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้ฟ้องคดี
วีวอล์กทำกิจกรรมเดินต่อไม่หยุด
ความคืบหน้ากรณีกลุ่ม People Go Network เครือข่ายประชาชนและนักวิชาการที่ได้จัดกิจกรรม “วีวอล์ก เดินมิตรภาพ” โดยเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ไปตามถนนมิตรภาพ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา มีจุดมุ่งหมายไปที่ จ.ขอนแก่น เพื่อสะท้อนปัญหาผลกระทบจากนโยบายรัฐให้ประชาชนได้ทราบใน 4 ประเด็นหลัก คือ สวัสดิการความมั่นคงทางอาหาร ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชน และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เมื่อเวลา 09.00 น. กลุ่ม People Go Network จำนวนกว่า 20 คน ออกเดินเท้าจากโรงเรียนบ้านหนองบัวสามัคคี ต.เทพาลัย อ.คง จ.นครราชสีมา ไปตามถนนมิตรภาพ จากนั้นในช่วงบ่ายมีสมาชิกจาก จ.เลย ลำปาง อุดรธานี มาร่วมเดินไปตามถนนมิตรภาพด้วย โดยในวันนี้กำหนดระยะทางการเดินทั้งหมด 15 กิโลเมตร และจะปักหมุดสิ้นสุดการเดินเท้าที่ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์โนนประดู่ อ.สีดา จ.นครราชสีมา อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่นอกเครื่องแบบ สภ.คง จำนวน 4 นาย จัดกำลังมาดูแลและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ซึ่งได้นำรถกระบะนำขบวนอย่างต่อเนื่อง
พท.ชี้ ‘วีวอล์ก-MBK39’ มีสิทธิตาม
วันเดียวกันพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรื่อง “หยุดละเมิดสิทธิ เสรีภาพ และคุกคามประชาชนที่เห็นต่าง” โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้ติดตามกระบวนการสร้างความปรองดอง รวมถึงความจริงใจในการนำประเทศกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการตั้งข้อกล่าวหาโดยฝ่ายรัฐบาล และคสช. ต่อพี่น้องประชาชนในนามกลุ่ม “วีวอล์ก” และนักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมบริเวณสยามเซ็นเตอร์และใกล้เคียง เพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งในนามกลุ่ม “MBK 39” พรรคจึงขอแถลงข้อเรียกร้องของประชาชนล้วนมาจากการที่รัฐบาลและคสช.ไม่สามารถแก้ปัญหาให้สำเร็จตามที่ประกาศไว้ พฤติกรรมและการไม่รักษาคำมั่นสัญญา การไม่เคารพและยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ ผู้นำเปลี่ยนคำพูดในหลายเรื่องหลายครั้ง โดยตั้งแต่ยึดอำนาจนายกรัฐมนตรีก็ปฏิเสธตลอดมาว่าไม่ใช่นักการเมือง ในขณะที่นักการเมืองถูกทำลายความน่าเชื่อถืออย่างเป็นระบบ แต่ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนคำพูดยอมรับว่าตนเป็นนักการเมือง คำสัญญาในการเลือกตั้งทั้งต่อคนไทยและต่างชาติแต่ไม่ทำตามสัญญา แม้จะทำเป็นแถลงการณ์ร่วมกับผู้นำมิตรประเทศว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 แต่ที่สุดก็ไม่เกิดตามที่พูด และจำต้องเลื่อนออกไปอีก เนื่องจากการขยายเวลาบังคับใช้ร่างกฎหมายเลือกตั้งออกไปอีก 90 วัน แม้ขณะนี้ประชาชนก็ยังไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 หรือไม่ จากกรณีข้างต้นย่อมทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในความเป็นไปของประเทศและในตัวผู้นำ เกิดความไม่แน่นอนว่าเมื่อใดประชาชนจะสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งกำหนดอนาคตของประเทศ ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่รุมเร้าตั้งแต่การยึดอำนาจ จึงทำให้ประชาชนเริ่มอึดอัดและออกมาเรียกร้องตามสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้พรรคไม่เห็นว่าการชุมนุมที่ผ่านมามีการใช้ความรุนแรงหรืออาวุธ หรือได้กระทำไปเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาลหรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้น ดังนั้นการตั้งข้อกล่าวหาต่อผู้ชุมนุมบางรายในความผิดตามมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินข้อเท็จจริง และไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง การดำเนินการเช่นนี้ย่อมกระทบต่อความปรองดองและสมานฉันท์ในสังคมอย่างแน่นอน รัฐบาลและคสช. ต้องไม่สร้างปัญหาใหม่และเร่งหาทางออกให้ประเทศ พรรคเรียกร้องให้รัฐบาลและคสช.ยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศและหาทางออกให้ประเทศ โดยดำเนินการดังต่อไปนี้ และต้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้สมกับที่อ้างว่าเป็นวาระแห่งชาติ โดยการยกเลิกประกาศและคำสั่งที่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 และยกเลิกการตั้งข้อกล่าวหาในคดีทางการเมืองที่ผ่านมาซึ่งพรรคเห็นว่าทางออกของประเทศที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยเร็ว
สนช.จ่อถกกฎหมายอีอีซี 8 ก.พ.
วันเดียวกันมีรายงานว่าการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นั้น มีวาระที่น่าสนใจคือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ... ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่มีนายวิษณุ เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้พิจารณาเสร็จแล้ว ทั้งนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้พื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รวมถึงพื้นที่อื่นใดที่อยู่ในภาคตะวันออกที่กำหนดเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่องประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบโดยสมบูรณ์ จะตราพระราชกฤษฎีกาให้พื้นที่บางส่วนในเขตจังหวัดอื่นที่ติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่และเฉพาะพื้นที่เท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการดังกล่าวให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วยก็ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับมาตรา 8 ซึ่งเกี่ยวกับการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญได้กำหนดให้การดำเนินโครงการหรือกิจการใดภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากเดิมที่กำหนดให้ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส่วนมาตรา 10 ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เพิ่มให้ร มว.กลาโหม และรมว.ศึกษาธิการ เข้ามาเป็นกรรมการด้วย แต่ยังคงให้นายกฯ เป็นประธานกรรมการตามเดิม ขณะที่มาตรา 51/1 คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เขียนขึ้นใหม่โดยใช้มาตรการทางภาษีจูงใจให้บุคคลเข้ามาทำงานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยบัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษอันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและก่อให้เกิดนวัตกรรมเข้ามาประกอบกิจการหรือทำงานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ บุคคลดังกล่าวรวมทั้งคู่สมรส บุพการี และบุตรที่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอาจได้รับการลดหย่อนภาษี สิทธิเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการขออนุญาตทำงาน และสิทธิอื่นเพิ่มเติม ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนดก็ได้”
“กฤษฎา”ฉุนกยท.ปมขนยางใต้
ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมกับกลุ่มเกษตรชาวสวนยางภาคตะวันออก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยรมว.เกษตรฯ กล่าวยืนยันว่า ไม่มีนโยบายให้โค่นต้นยาง แต่อยากให้มีอาชีพเสริม เพราะทำเกษตรรวยยาก และอยากให้สหกรณ์มาขายยางแข่งเป็นเสือตัวที่ 6-7 แข่งกับ 5 บริษัทเสือยาง
ทั้งนี้ตัวแทนชาวสวนยางได้เสนอปัญหาว่ารัฐให้โค่นต้นยาง หากไทยอันดับตกลง ออกยางไม่เป็นที่ 1 แล้วจะให้เวียดนาม ลาว พม่า มาแข่งส่งออกยางกับไทยหรืออย่างไร รวมถึงการประมูลยางผ่านตลาดกลางกยท. กลุ่มเกษตรกรถูกบริษัทโกงเงินหลายสิบล้านบาท ได้ฟ้องร้องยึดทรัพย์จากพ่อค้าในปี 2556 แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับเงิน และต่อไปจะขอหลักประกันจากกยท. เมื่อนำยางไปขายในตลาดกลางกยท.จะสามารถช่วยเกษตรกรไม่ถูกโกงได้หรือไม่ และมาตรการรัฐที่ปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรกู้ทำแปรรูปยาง แต่คิดค่าเขียนแผนธุรกิจดอกเบี้ยร้อยละ 3 ทั้งมีขั้นตอนยุ่งยากมากในการทำโรงรมยาง อีกทั้งพบความไม่ชอบมาพากล มีรถบรรทุกพ่วงขนยางเข้าโกดังศูนย์วิจัยยางของกรมวิชาการเกษตรที่ จ.ฉะเชิงเทรา ทุกวัน หลายเดือนถามไปไม่มีใครตอบได้ว่ายางจากไหน
นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ยางที่เกษตรกรขนเข้าโกดังศูนย์วิจัยยางของกรมวิชาการเกษตรที่ จ.ฉะเชิงเทรานั้น เป็นยางประมูลจากตลาดกลาง จ.สงขลา แต่ไม่มีที่เก็บจึงขนมาเก็บที่ดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องดังกล่าวนี้ทำให้นายกฤษฎา มีสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ถึงกลับลุกขึ้นยืนพูดว่า “ต้องเสียค่าโสหุ้ยขนาดไหน ขนมาจากสงขลา ต่อไปนี้กยท.ต้องทำเพื่อเกษตรกรสวนยางอย่างจริงใจ หากเกษตรกรพบแจกปุ๋ย ยา ไม่ดี ให้มาบอก เพราะเป็นเงินภาษีคนไทย ขออาสาสมัครมาทำหน้าที่ จะไม่คดในข้องอในกระดูก พี่น้องชาวสวนยางอย่าไปรับเจ้าหน้าที่กินเงินเดือนหลวง ต้องซื่อสัตย์สุจริต” เมื่อพูดเสร็จนายกฤษฎาได้ลุกเดินออกจากห้องประชุมไปทันที
ฟังคำพิพากษาค่าโง่คลองด่าน 6 มี.ค.
ผู้สื่อข่าวรายวานว่า ศาลปกครองกลางได้พิจารณาคดีครั้งแรกในคดีที่กระทรวงการคลัง และกรมควบคุมมลพิษขอให้ศาลพิจารณาคดีจ่ายค่าชดใช้ความเสียหายในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านใหม่และเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายจำนวนกว่า 9 พันล้านบาท ให้แก่บริษัทร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ซึ่งในการพิจารณาครั้งนี้ไม่ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้ารับฟัง แต่มีรายงานว่าตุลาการผู้แถลงคดีได้แถลงความเห็นส่วนตัวที่ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาวินิจฉัยขององค์คณะ โดยมีความเห็นเสนอองค์คณะว่ามีหลักฐานใหม่ที่ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีคำพิพากษาเมื่อปี 2558 ให้จำคุกนายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์พิบูรณ์ อดีตรองอธิบดี คพ. และนางยุวรี อินนา ผอ.กองจัดการคุณภาพน้ำ คนละ 20 ปี ฐานเป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าที่จัดซื้อ จัดการรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 โดยร่วมกันเอื้อประโยชน์ให้ใช้ที่ดินของบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ฟิชเชอรี่ จำกัด บริษัทในเครือการก่อสร้างโครงการ และเอื้อประโยชน์ให้แก่กิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ให้ได้รับคัดเลือกเข้าทำสัญญาโครงการกับกรมควบคุมมลพิษ รวมทั้งให้ผ่านคุณสมบัติในการประกวดราคาและเพิ่มวงเงินงบประมาณก่อสร้างโครงการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงควรที่องค์คณะจะมีพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ 6 บริษัทร่วมค้า อย่างไรก็ตามหลังตุลาการผู้แถลงคดีแถลงความเห็นเสร็จสิ้นแล้ว องค์คณะนัดคู่กรณีฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 6 มีนาคม
ทั้งนี้คดีดังกล่าวเป็นการขอพิจารณาคดีใหม่จากที่ก่อนหน้านี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้กรมควบคุมมลพิษชำระเงินค่าจ้าง ค่าเสียหาย รวมดอกเบี้ยให้บริษัทร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี เนื่องจากกรมควบคุมมลพิษเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ในระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษา กระทรวงการคลังและกรมควบคุมมลพิษได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ต่อ ศาลปกครองกลาง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคำร้องที่กระทรวงการคลังและกรมควบคุมมลพิษขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณาวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560
(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)



