
พิรุธหวย 30 ล้าน เตรียมสอบพยานซีกครู เผยทีเด็ดคลิปเสียง
"หมวดจรูญ" ร้องขอความเป็นธรรมคดีหวย 30 ล้น ผบช.ก.ลั่นทำคดีตามหลักฐาน ไม่อิงความเชื่อ "ทนายอัจฉริยะ" ชี้หมดเวลาของครูแล้ว หลังมอบคลิปเสียง - ภาพ ให้ตำรวจ
จากกรณีคดีหวยอลเวง 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจเกษียณ และนายปรีชา ใคร่ครวญ ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ที่ต่างฝ่ายต่างแสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งดังกล่าว ต่อมาผบช.ภ.7 ออกมาแถลงหวย 30 ล้าน ตามพยานหลักฐานน่าจะเป็นของครูปรีชา และเตรียมแจ้งข้อหากับ ร.ต.ท.จรูญ ยักยอกทรัพย์ที่ตกหายพ่วงด้วยรับของโจร อย่างไรก็ตาม ร.ต.ท.จรูญเองก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าหวย 30 ล้านเป็นของตนเองซื้อมากับมือและจะสู้ในชั้นศาลถึงที่สุด พร้อมท้าครูปรีชาไปสาบานต่อสถานที่อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวกาญจนบุรี ต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 โอนสำนวนคดีการสอบสวนมายังกองบังคับการปราบปรามเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตอบคำถามของสังคมได้ ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร.ต.ท.จรูญ พร้อมด้วยทนายความ เดินทางเข้าพบพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) โดยมี พล.ต.ต.เชาวลิต แสวงพืชน์ รองผบช.ก. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป. เพื่อร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับคดีดังกล่าวหลังเชื่อว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควรจากการทำคดีของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ที่ทำคดีก่อนหน้านี้
ร.ต.ท.จรูญ กล่าวว่า มั่นใจว่ากองปราบปรามจะสามารถหาความเป็นธรรมให้แก่ตนได้ จึงได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในครั้งนี้เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากที่ผ่านเกิดความไม่มั่นใจในชุดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ในหลายๆ อย่าง ทั้งจากที่แถลงข่าวมา จะแจ้งข้อกล่าวหาตนอย่างเดียว มักถูกกล่าวหาเป็นคนผิดอยู่ตลอด ทำให้ไม่เชื่อใจกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งที่ผ่านมาก็ไม่มีพยานมาให้การยืนยันว่าลอตตอรี่ที่ถูกรางวัลเป็นของตนเอง รวมถึงคนขายลอตตอรี่ก็จำไม่ได้เพราะไม่ใช่ลูกค้าประจำ ตนจะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร ในเรื่องของทาง บก.ปอท. ได้กู้ไฟล์คลิปวิดีโอและแชทไลน์นั้นไม่หนักใจ เนื่องจากสมัครใจให้ ปอท.กู้ข้อมูล และตนเป็นคนเสนอด้วย ในส่วนของพยานทั้ง 3 ปากจะนำมาให้กองปราบปรามหรือไม่นั้น จะให้ทนายเป็นคนจัดการทั้งหมด
นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า “หมดเวลาของครูแล้ว" หลักฐานที่นำมามอบให้เจ้าหน้าที่กองปราบนั้นเป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถน็อกขบวนการนี้ได้ มีทั้งคลิปเสียง ภาพ ทามไลน์ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญของเรื่อง และพยานปากสำคัญที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยคลิปที่นำมานั้นเป็นคลิปเสียงของนายปรีชา มีปากเสียงกับแม่ค้าขายลอตเตอรี่ว่า “เธอไม่ได้เอามาให้ฉัน" ซึ่งแม่ค้าตอบกลับไปว่า “หนูเอาให้ครูไปแล้ว" เป็นคลิปที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่หวยออก นอกจากนั้นกองบังคับการปราบปราบการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กำลังกู้ไฟล์กล้องวงจรปิด โดยในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะมีความชัดเจน และจะเชิญครูปรีชากับแม่ค้ามาเข้าเครื่องจับเท็จอีกด้วย มั่นใจในหลักฐานที่นำมานั้นถูกต้องและเป็นธรรมทุกอย่าง
พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของบช.ก.ที่จะดำเนินการ พนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุอาจจะจับแผนประทุษกรรมไม่ได้ ตอนนี้เราเริ่มมองเห็นอะไรได้ชัดพอสมควรจากการลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน แต่ขอยังไม่ลงรายละเอียด แต่โดยสรุปคือประเด็นเรื่องลอตเตอรี่ 1.เกิดจากผู้ขายลอตเตอรี่ 2.จากผู้ซื้อลอตเตอรี่ 3.จากบุคคลที่สาม ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้หมดแล้ว
“ขั้นตอนหลังจากนี้นักสืบฝีมือดีๆ ชั่วโมงบินมากๆ เรื่องนี้มันแตกตั้งแต่ต้นแล้ว ก็ไม่อยากจะกล่าวอะไรมาก แต่เรื่องนี้ยืนยันว่าเราดำเนินการตามพยานหลักฐานทุกอย่าง และจะทำให้เรื่องราวมันเล่าด้วยตัวเอง ด้วยพยานหลักฐาน จะไม่มีข้อคิดเห็น ความรู้สึกนึกคิดอะไรต่างๆ มาปนเปื้อนทั้งสิ้น แต่ขอเวลาทำงานอีกระยะหนึ่ง” พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าว
พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า สำหรับพยานในคดีที่มีประมาณ 40 กว่าปาก ทั้งนี้ได้จัดพนักงานสอบสวนไว้สอบปากคำจำนวน 50 นาย ซึ่งหนึ่งในผู้ที่จะถูกสอบปากคำคือบุคคลที่เป็นพยานบุคคลสำคัญในคดีนี้ด้วย แต่รายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ สำหรับการสอบสวนจะต้องใช้ศิลปะการซักถามซึ่งต่างจากการสอบสวนที่มานั่งพิมพ์ปากคำ ส่วนกรณีของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าให้ข้อมูลต่างๆ รวมถึงคลิปเสียงที่เกี่ยวกับคดีนี้ ขณะนี้ตนไม่ทราบว่านายอัจฉริยะไปได้ข้อมูลดังกล่าวจากที่ไหน แต่พยานหลักฐานต่างๆ ต้องอ้างจากสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
“ผมไม่ได้ตำหนิใคร ตำรวจภูธรภาค 7 ก็อาจจะเหมือนแพทย์ประจำจังหวัดที่มีข้อจำกัด เครื่องมือเขาไม่มี แต่บช.ก.ก็ไม่เคยเจอคดีเช่นนี้มาก่อน แต่ทราบว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นทั่วประเทศแล้ว เราก็จะรวบรวมมาทำที่บช.ก.ทั้งหมด เค้าโครง ตัวละคร รูปแบบเห็นแผนประทุษกรรม ยืนยันว่าจะทำเรื่องนี้ให้จบและพร้อมจะให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ความเป็นธรรมไม่ต้องร้องขอ” พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าว
พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวอีกว่า ในส่วนบทลงโทษหากพบว่าใครกระทำผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ตำรวจภูธรภาค 7 ได้แถลงข่าวกรณีที่เกิดขึ้นนั้น คงเป็นขั้นตอนการทำงานของตำรวจที่รับเรื่องไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งตนคิดว่าเขาก็คงมีวิธีการทำงาน ก็ไม่อยากจะตำหนิใครทั้งสิ้น และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะทุจริต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการสรุปสำนวนการสอบสวนของตำรวจภูธรภาค 7 ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้นำรายละเอียดการสืบสวนสอบสวนของกองปราบไปรวมในสำนวนด้วย โดยเฉพาะประเด็นการแกะรอยทางเทคโนโลยีที่ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. พร้อมทีมงานประสานการสืบสวนร่วมกับ พ.ต.อ.สุมรภูมิ ไทยเขียว ผกก.กลุ่มงานสนับสนุน บก.ปอท. ได้ร่วมกันสืบสวนไว้ ดังนั้นการสรุปสำนวนครั้งนี้ชุดสืบสวนสอบสวนของกองปราบจะนำรายละเอียดทั้งสองส่วนคือทั้งของบช.ภ.7 ที่ปรากฏพยานบุคคลรายใหม่ และของกองปราบมารวมกันและหาข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าคดีนี้ใครเป็นเจ้าของสลากที่แท้จริง
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าในส่วนของหลักฐานสำคัญที่ชุดสืบสวนกองปราบแกะรอยมาได้นั้น เป็นคลิปเสียงการสนทนากันระหว่าง นางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ อายุ 58 ปี แม่ค้ขายสลากที่ถูกรางวัลที่โทรไปหานายปรีชารวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. ของวันที 1 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันและเวลาหลังทราบผลสลากในงวดดังกล่าว โดยในคลิปเสียงใจความสำคัญคือ นางรัตนาภรณ์ ได้โทรบอกนายปรีชา ด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่าถูกรางวัลที่ 1 เพราะจำได้ว่าบนแผงของตัวเองมีเลขรางวัลดังกล่าวอยู่และนายปรีชาน่าจะเป็นคนซื้อไป แต่เมื่อรับโทรศัพท์ นายปรีชาก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่เลขที่ตนซื้อ ตนซื้ออีกหมายเลขหนึ่งซึ่งในคลิปเสียง นายปรีชาได้ระบุหมายเลขของตนเองอย่างชัดเจน
ส่วนในคลิปเสียงที่ 2 เป็นคลิปเสียงที่นางรัตนาภรณ์ แม่ค้าสลากคนเดิมโทรหานายปรีชา อีกครั้งเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ในลักษณะเดียวกันซึ่งใจความสำคัญ คือ เป็นการย้ำว่านายปรีชาถูกสลากดังกล่าว แต่นายปรีชาก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกรางวัลเช่นเดียวกับครั้งแรก อย่างไรก็ตาม นางรัตนาภรณ์ก็พยายามย้ำลักษณะยัดเยียดว่านายปรีชาเป็นคนถูกรางวัล แต่นายปรีชาก็ปฏิเสธมาตลอดพร้อมย้ำหมายเลขที่ตนเองเป็นคนซื้อมาด้วย ทั้งนี้ทั้งสองคลิปตำรวจกองปราบจะนำเข้าสำนวนการสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี เพราะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าชุดสืบสวน กก.5 บก.ป. ได้เริ่มตรวจสอบคำให้การของพยานในคดีที่เป็นพยานใหม่ในสำนวนที่ตำรวจภูธรภาค 7 รวบรวมไว้ โดยพยานดังกล่าวระบุว่า เห็นสลากหมายเลขดังกล่าวโผล่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อของนายปรีชาขณะเดินสวนกันในตลาดเรดซิตี้ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ใกล้แผงลอตเตอรี่และยังได้ขอแบ่งซื้อสลากดังกล่าวแต่ นายปรีชาไม่ได้ยอมแบ่งขายให้นั้น ซึ่งพยานในส่วนนี้เป็นพยานสำคัญที่ทำให้ตำรวจภูธรภาค 7 ให้น้ำหนักจนนำไปสู่การสรุปว่านายปรีชาเป็นเจ้าของสลากที่แท้จริง แต่จากการตรวจสอบทางเทคนิคร่วมกับบก.ปอท. ชุดสืบสวนกองปราบ กลับพบว่าพยานคนดังกล่าวขับรถมาจอดที่ตลาดในเวลาประมาณ 16.48 น. ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่นายปรีชาออกจากบริเวณตลาดไปแล้ว โดยปรากฏตามหลักฐานที่นายปรีชาคุยโทรศัพท์กับนางรัตนาภรณ์ แม่ค้าขายสลากอย่างชัดเจน นอกจากนี้นายปรีชายังให้การด้วยว่า หลังจากรู้ว่าถูกรางวัลที่ 1 ยังได้โทรศัพท์ไปหานางรัตนาภรณ์ด้วย แต่จากการตรวจสอบทางเทคโนโลยีกลับไม่พบว่านายปรีชาโทรหานางรัตนาภรณ์ในช่วงดังกล่าวแต่อย่างใด
วันเดียวกันผู้สื่อข่าว จ.กาญจนบุรี รายงานว่า นายปรีชาได้ให้สัมภาษณ์ว่ากรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งโอนคดีไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามดูแลคดีแทนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 นั้น ก็ยินดี และยินดีทุกเรื่อง เพราะเป็นกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยินดีจะไปทุกที่ เพราะเรามีความเชื่อมั่นในความจริง ดังนั้นไม่ว่าที่ไหนก็ไปได้ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวล หรือหนักใจอะไรทั้งสิ้น แต่กลับรู้สึกสบายๆ และทำให้สบายใจด้วย ของจริงจะไปที่ไหนก็คือของจริง และของแท้ เราไม่ได้กลัวอะไรเลย และมั่นใจในสิ่งที่เรามีอยู่ เรามั่นใจในความเป็นจริง และจะเดินตามรอยความเป็นจริงต่อไป
เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับการนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ประกาศให้เวลาครูในการกลับใจ ครูปรีชาตอบว่า แล้วนายอัจฉริยะเป็นใครถึงมาบอกว่าจะให้เวลาครู ฝากสื่อไปถามนายอัจฉริยะหน่อยว่าทำไมต้องมาให้เวลาครู นายอัจฉริยะเป็นศาลหรือ ขอให้เขาเตรียมหลักฐานของเขาที่มีอยู่เข้าสู่กระบวนการของศาลจะดีกว่า เพราะกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ก็ได้แถลงการณ์ออกมาแล้วว่า ลอตเตอรี่นั้นเป็นของครู
“เราต้องเคารพเรื่องของกฎหมายในกระบวนการของศาล เพราะฉะนั้นเขาเป็นใครที่มาระบุว่าเราต้องไปรายงานตัวกับเขา ฝากสื่อมวลชนไปบอกนายอัจฉริยะด้วยว่าครูไม่ได้มีอะไร แต่ครูเชื่อมั่นในสิ่งที่มี ถ้าเขามีอะไรก็ให้ไปพูดในกระบวนการของศาล และทำไมเขาต้องมายื่นโนติส ว่าครูต้องไปพบเขากี่โมง ขอฝากไปบอกว่าตอนนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว เพราะว่าภาค 7 ก็ได้แถลงข่าวออกมาเรียบร้อยแล้ว และฝากบอกนายอัจฉริยะด้วยว่าทำไมครูต้องไปแสดงตัวกับเขา และเมื่อเขาบอกว่าเขามีหลักฐานก็ขอให้แสดงออกมา ครูไม่มีความกังวลแต่อย่างใด” ครูปรีชากล่าว
เมื่อถามถึงขวัญและกำลังใจของครูปรีชาว่าขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง ได้รับคำตอบว่า ขวัญและกำลังใจก็ยังคงเป็นปกติ ของจริงต้องปกติ แต่ถ้าของไม่จริงก็คงจะต้องวิ่งไปวิ่งมา จริงไหม
ต่อข้อถามที่ว่าหากวันข้างหน้าคดีพลิกกลับไปทาง ร.ต.ท.จรูญ จะทำอย่างไร ครูปรีตอบว่า ภาพในอนาคตไม่ต้องไปคิด เอาปัจจุบันนี้ให้ดีก็พอ ให้เราเดินไปตามสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราเป็น สังคมขณะนี้ก็ดีอยู่แล้ว เพราะสังคมเป็นสิ่งที่ดีงาม โดยเฉพาะสังคมของคนไทยเราและมีวิถีชีวิตที่ดีงามมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นความเชื่อมั่นความเชื่อถือในสองหลักที่ครูเคยบอกคือความเชื่อกับความจริง จึงขอให้สังคมแยกแยะระหว่างความเชื่อกับความจริง จนถึงขณะนี้ครูก็ยังมีความเชื่อมั่นว่าลอตเตอรี่นั้นเป็นของครูอย่างแน่นอน 100% เพราะฉะนั้นจึงอยากจะฝากบอกไปว่าเรื่องคดีคือเรื่องของกระบวนการของศาล เคยพูดเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง ไม่ใช่ว่าจะมีใครคนใดคนหนึ่งจะมาสั่งให้ครูไปทำอะไรก็ได้ และขอฝากไปบอกเขาด้วยว่าศาลเท่านั้นที่จะตัดสินได้ ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่มาอ้างว่ามีหลักฐานซึ่งถ้ามีก็ขอให้นำมา
“สำหรับเรื่องหลักฐานของครูนั้นเป็นเรื่องของคดี เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม โดยที่ผ่านมาก็ได้บอกสื่อทุกแขนงไปแล้วว่าเรื่องของคดีเรื่องของหลักฐานเราจะไม่ขอพูดตรงนี้อีก ส่วนเรื่องของทนายที่มีการเปลี่ยนตัวนั้น ตรงนี้ก็ขอปิด และขอให้เป็นเรื่องส่วนตัวก่อน โดยอันไหนที่บอกสื่อได้ก็จะบอก อันไหนที่บอกไม่ได้ก็ขอปิดเอาไว้ก่อน สุดท้ายนี้ขอฝากสื่อไปบอกเขาด้วยว่าสิ่งที่ครูพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง ส่วนเรื่องที่เสนอให้นำตนเข้าเครื่องจับเท็จตนก็พร้อมเสมอ ไม่เคยกลัว เพราะไม่เคยพูดโกหก” ครูปรีชากล่าว



