ข่าว

ชูไหมไทยขายคู่แชมเปญฝรั่งเเศสจับมือสถาบันหม่อนไหมร่วมทำตลาด

ชูไหมไทยขายคู่แชมเปญฝรั่งเเศสจับมือสถาบันหม่อนไหมร่วมทำตลาด

05 ต.ค. 2552

สมาคมแชมเปญฝรั่งเศสเลือกผ้าไหมไทยขายคู่แชมเปญ ชี้เป็นโอกาสในการขยายตลาดให้กว้างขึ้นในระดับสากล สั่งทำเนกไท และผ้าพันคอผ้าไหมยกดอกลำพูนวางขายช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

 นายประทีป มีศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เปิดเผยว่า สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ได้ลงนามความร่วมมือด้านการตลาด ร่วมกับสมาคมแชมเปญของประเทศฝรั่งเศส ในการร่วมวางแผนพัฒนาการผลิตสินค้า พร้อมประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิด ภายใต้ความร่วมมือการเป็นสินค้าคู่แฝด ด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือจีไอ ซึ่งสมาคมแชมเปญเลือกที่จะใช้ผ้าไหมยกดอกลำพูนทำการตลาดควบคู่ไปกับแชมเปญฝรั่งเศส คาดว่าจะส่งผลให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับสากล

 ทั้งนี้ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย จ.ลำพูน ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการผ้าไหมยกดอกลำพูน ได้จัดทำสินค้าตัวอย่าง ได้แก่ เนกไท และผ้าพันคอ ที่เป็นลวดลายสัญลักษณ์ของสมาคมแชมเปญของประเทศฝรั่งเศสสำหรับเป็นของขวัญและของชำร่วยในโอกาสพิเศษแก่ลูกค้าวีไอพีทั่วโลก เพื่อรองรับความร่วมมือในการทำตลาดร่วมกัน โดยในเบื้องต้นสมาคมแชมเปญได้สั่งเนกไท จำนวน 150 ชิ้น และผ้าพันคอ จำนวน 50 ชิ้น ซึ่งผู้ประกอบการผ้าไหมยกดอกลำพูน จะจัดส่งสินค้าตัวอย่างดังกล่าวภายใน 2 สัปดาห์นี้ และส่งสินค้าทั้งหมดให้ภายใน 2 เดือน เพื่อให้ทันกับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

 "การลงนามครั้งนี้เป็นเหมือนก้าวแรกในการพัฒนาตลาดสินค้าผ้าไหมไทยในระดับสากล และถือว่าอยู่ในตลาดบนที่มีมูลค่าสูง คู่แข่งน้อย แม้สมาคมแชมเปญจะเลือกใช้เฉพาะลายผ้าไหมยกดอกลำพูน แต่ในอนาคตคาดว่าจะเลือกสนใจลายอื่นๆ ด้วย" นายประทีปกล่าว
 ส่วนแนวโน้มการส่งออกผ้าไหม แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกจะยังคงชะลอตัว แต่จากการที่ไหมไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่น คุณภาพดี ระบบการผลิตที่เกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตวัฒนธรรม มากกว่าประเทศคู่แข่ง ที่ใช้เครื่องจักรผลิตในเชิงพาณิชย์ เชื่อว่าจะทำให้สามารถคงตลาดต่างประเทศเอาไว้ได้ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปหรืออียู ที่สนใจในสินค้าไหมอินทรีย์มาก ซึ่งเป็นผลมาจากความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้สินค้าผ้าไหมอินทรีย์ไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับผ้าไหมปกติทั่วไป 

 สำหรับการส่งออกผ้าไหมในปัจจุบัน มีมูลค่ารวมประมาณ 5,000 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นผ้าผืน แยกเป็นการส่งออกจริงมูลค่าประมาณ 1,200-15,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการจำหน่ายผ่านนักท่องเที่ยวที่เข้าซื้อจากเกษตรกรโดยตรง