
แก้หนี้นอกระบบ"พูดง่ายทำยาก"ต้องเพิ่มช่องคนจนเข้าถึงแหล่งเงิน
หลังจากที่รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนและช่วยเหลือภาคธุรกิจผ่านหลายๆ มาตรการ รวมทั้งโครงการสินเชื่อเร่งด่วน หรือฟาสต์แทร็กของ 7 แบงก์รัฐที่ต้องการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้ประชาชนและเอสเอ็มอี เนื่องจากเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน
ล่าสุดนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มีแนวคิดจะเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนในระดับรากหญ้า เนื่องจากมองว่าช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มของหนี้สินน่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจากผลการสำรวจของกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2548 พบว่า ผู้ลงทะเบียนมีปัญหาหนี้สินรวมกว่า 5 ล้านราย โดยกระทรวงการคลังต้องการสำรวจข้อมูลลูกหนี้และมูลหนี้ใหม่ เพราะที่มีอยู่อาจไม่ทันสมัยและไม่สะท้อนความเป็นจริงในภาวะปัจจุบัน จึงมอบหมายให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทำหน้าที่รับลงทะเบียนลูกหนี้ทั่วประเทศ และดึงสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาดำเนินการรีไฟแนนซ์ โดยมีเป้าหมายดึงลูกหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
พร้อมลงทะเบียน16ตุลาคมนี้
นายพงษ์เทพ ถิฐาพันธ์ เลขานุการศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (ศอก.นส.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมา ศอก.นส.ยังดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้จะผ่านมา 5 ปีแล้วตั้งแต่เปิดรับลงทะเบียนที่อำเภอทั่วประเทศ และมีผู้ลงทะเบียนกว่า 8 ล้านคน และมีปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ รวม 5 ล้านคน โดยที่ผ่านมาช่วยไปได้แล้วเกือบ 3 แสนราย
“ยอมรับว่าการแก้ปัญหาอาจจะทำได้ล่าช้า เพราะเป็นงานใหม่และเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ จึงขาดประสบการณ์และเครื่องไม้เครื่องมือ อีกทั้งขึ้นอยู่กับการผลักดันระดับนโยบายด้วย ยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ทำให้บางช่วงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร แต่ก็จะพยายามดูแลกลุ่มที่เหลือต่อไป เพราะเหมือนคนไข้มาหาหมอให้รักษาคงทิ้งไปไม่ได้” นายพงษ์เทพกล่าว
ในระหว่างนี้ทางศูนย์เตรียมวางระบบการทำงานรอบใหม่ หลังจาก รมว.คลัง ออกมาผลักดันเรื่องนี้ผ่านกลไกของแบงก์รัฐ โดยหลังจากวันที่ 1 ตุลาคม คงมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง หลังจากมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารขององค์กรลงตัว แต่เชื่อว่าทั้ง ธ.ก.ส.และออมสินคงพร้อมเดินหน้าได้ทันทีหากมีความชัดเจน ซึ่งการให้ทั้ง 2 ธนาคารเข้ามาทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนลูกหนี้แทนเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอเหมือนช่วง 5 ปีก่อน น่าจะทำให้เร็วขึ้น เพราะเป็นการรับแจ้งปัญหาหนี้สินอย่างเดียวไม่ใช่สารพัดปัญหาเหมือนในอดีต จึงคาดว่าน่าจะเริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมนี้ และภายในสิ้นปีนี้ก็น่าจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนทั้งจำนวนลูกหนี้และมูลหนี้ที่ต้องเข้าไปดำเนินการแก้ไข
ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ในการเจรจากับเจ้าหนี้และนำเข้ามาสู่ระบบนั้น จะดำเนินการผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่ง คือ ธ.ก.ส. ออมสิน อาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กรุงไทย เอสเอ็มอีแบงก์ และไอแบงก์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียง 5 แห่ง ในครั้งนี้จึงจะดึงไอแบงก์เข้ามาร่วมด้วย เพราะมีสินเชื่อรายย่อยและโครงการรับรีไฟแนนซ์หนี้อยู่แล้ว
เล็งอุ้มกลุ่มมีหนี้สินไม่เกิน2แสน
กลุ่มเป้าหมายที่จะให้การช่วยเหลือนั้น เปิดกว้างทั้งประชาชนทั่วไปพ่อค้า-แม่ค้า เกษตรกร ซึ่งเชื่อว่าส่วนใหญ่จะมีหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบควบคู่กันอยู่แล้ว โดยอาจเป็นผลมาจากค่าครองชีพสูง เงินเดือนไม่พอใช้ หรือประสบปัญหาจากการประกอบอาชีพ การช่วยเหลือจึงอาจกำหนดวงเงินมูลหนี้ต่อรายไว้ไม่เกิน 2 แสนบาท เพราะคนที่เป็นหนี้นอกระบบส่วนใหญ่จะได้เงินกู้วงเงินไม่มาก เพราะไม่มีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันเหมือนการกู้เงินจากสถาบันการเงิน
นายพงษ์เทพกล่าวย้ำว่า ศูนย์ต้องการช่วยเหลือประชาชนระดับล่างหรือรากหญ้าจริงๆ คนที่มีหนี้แต่เงินเดือนสูงอาจไม่เข้าหลักเกณฑ์ และการจะช่วยรายใดต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นหนี้ด้วยความสุจริต ไม่ใช่หนี้จากการพนันหรือเล่นหวย ที่สำคัญต้องเข้าใจหลักการตรงกันก่อนว่าเป็นการให้เงินกู้ใหม่เพื่อนำไปใช้หนี้เดิมที่มีภาระดอกเบี้ยสูง ไม่ใช่การแจกเงินหรือเงินให้เปล่า ดังนั้น ลูกหนี้ที่เข้าโครงการจึงต้องมีรายได้หรือมีศักยภาพเพียงพอที่จะชำระเงินคืนได้ด้วย
“ความตั้งใจของกระทรวงการคลังอยากช่วยเหลือลูกหนี้ที่แบกรับภาระหนี้ดอกเบี้ยสูงๆ หรือมีหนี้สินรุงรัง ซึ่งรวมถึงหนี้ในระบบด้วย ให้มีโอกาสได้ปรับโครงสร้างหนี้ เจรจาลดหนี้เงินต้นดอกเบี้ยเพื่อจะได้มีความสามารถในการจ่ายหนี้คืนและกลับมาใช้ชีวิตปกติสุขได้ เพราะหากไม่ทำวันนี้เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวคนกลุ่มนี้ก็ไม่มีศักยภาพพอที่จะตั้งหลักได้”
แก้ปัญหาหนี้พร้อมฝึกอาชีพ
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า คงต้องหารือรายละเอียดกับ รมว.คลังอีกครั้ง เพื่อวางกรอบกติกาให้ชัดเจน โดยในหลักการ ธ.ก.ส.คงเข้าไปรับในส่วนของลูกหนี้กลุ่มเกษตรกร คงเข้าไปช่วยเหลือทุกรายไม่ได้ ส่วนการรับลงทะเบียนนั้นไม่มีปัญหา เพราะ ธ.ก.ส.มีสาขากว่า 900 แห่งทั่วประเทศ
“เห็นด้วยกับการช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่มีปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง ซึ่งสิ่งสำคัญในการเจรจาแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบคือ ต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาประนอมหนี้ หรือเจรจาขอลดต้นลดดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ เพราะจากประสบการณ์พบว่า หากไม่มีคณะกรรมการที่ชัดเจนทำหน้าที่ต่อรองกับเจ้าหนี้แล้ว มักจะไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเจ้าหนี้ก็ควรจะให้ความร่วมมือ เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับดอกเบี้ยกลับคืนไปมากเกินเงินต้นแล้วด้วยซ้ำ” นายเอ็นนู กล่าว
นอกจากนั้น หลังจากช่วยลดภาระหนี้สินทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแล้ว ควรจะเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้ให้มีการประกอบอาชีพ เพื่อไม่ให้หวนกลับมาเป็นหนี้นอกระบบอีก เพราะหากช่วยปลดหนี้อย่างเดียว ในที่สุดลูกหนี้เหล่านี้ก็กลับเข้าสู่วงจรหนี้เหมือนเดิม ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ ธ.ก.ส.เคยเข้าไปช่วยแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบของเกษตรกร มีผู้เข้าโครงการ 7.8 หมื่นราย รวมเป็นเงิน 5,800 ล้านบาท ขณะนี้เหลือที่ยังเป็นหนี้อยู่ 3 หมื่นราย มูลหนี้ 2,837 ราย หรือชำระหนี้คืนมาแล้ว 89% แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่มีวินัยในการชำระหนี้คืน ดังนั้น ในการขึ้นทะเบียนรอบใหม่นี้ จะต้องทำให้ครบวงจรด้วยจึงจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า ธนาคารมีความพร้อมที่จะทำตามนโยบายของกระทรวงการคลัง แต่ต้องรอความชัดเจนก่อน เบื้องต้นมองว่าออมสินน่าจะมีศักยภาพช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า หรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะปัจจุบันธนาคารมีโครงการสินเชื่อธนาคารประชาชนที่ให้กู้ได้สูงสุดรายละ 1 แสนบาท และสินเชื่อห้องแถวที่ให้กู้สูงสุด 5 แสนบาท อัตราดกเบี้ยต่ำอยู่แล้ว
เป้าหมายต้องชัด-แนะผ่อนกฎให้กู้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า การช่วยเหลือประชาชนที่มีหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบถือเป็นนโยบายที่ดี เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่เดือดร้อนต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากได้กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติสุขได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจทำได้ไม่ง่ายนัก รัฐบาลต้องมีกลไกและเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะช่วยคนกลุ่มไหน ระหว่างกลุ่มที่เดือดร้อนมากๆ เช่น คนที่เป็นหนี้นอกระบบ หรือต้องการช่วยลูกหนี้เป็นการทั่วไป
“มองว่าเกณฑ์การปล่อยกู้ปกติ แม้ว่าจะเป็นแบงก์รัฐก็คงไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ได้ เพราะหากพวกเขามีความสามารถกู้เงินจากแบงก์ได้ก็ไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบที่เสียดอกเบี้ยแพงๆ ดังนั้น กระทรวงการคลังต้องให้นโยบายพิเศษที่เอื้อให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งเงินได้จริง เพราะแบงก์เองก็อาจจะกลัวความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย” นายธนวรรธน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนที่มีศักยภาพในระดับหนึ่งก็น่าจะทำได้เร็ว หากจะโยกหนี้นอกระบบมาอยู่ในระบบ แต่หากจะช่วยคนที่ไม่มีศักยภาพ หรือคนด้อยโอกาสด้วย ก็ต้องผ่อนปรนหลักเกณฑ์ของแบงก์ให้กู้ได้ง่ายกว่านี้ และควรทำเป็นนโยบายเชิงประชาสงเคราะห์ไปเลย หากรัฐบาลต้องการให้คนกลุ่มนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่เชื่อว่าด้วยข้อจำกัดต่างๆ คงทำได้ยาก



