ข่าว

ชาวเน็ตล่าชื่อไล่ "บิ๊กป้อม"-กองเชียร์โผล่ให้กำลังใจ

ชาวเน็ตล่าชื่อไล่ "บิ๊กป้อม"-กองเชียร์โผล่ให้กำลังใจ

02 ก.พ. 2561

โซเชียล‘ล่าชื่อไล่ “บิ๊กป้อม”พ้นรองนายกฯ คนร่วมกว่า 3.5 หมื่นแล้ว  ด้าน “ทนายปู” ลุยยื่นคำร้องขอทุเลายึดทรัพย์ ด้านกกต.ของบจัดเลือกตั้งประวัติศาสตร์ 5,800 ล้าน

 

     กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันทีหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวบนเวทีระหว่างงานเลี้ยงสานสัมพันธ์สื่อสายทหาร ที่ห้องพินิจประชานาถ กระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับกระแสกดดันของสังคมในปัญหานาฬิกาฉาว โดยช่วงหนึ่ง พล.อ.ประวิตร ระบุว่าทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมุ่งมั่นพัฒนาเรื่องความมั่นคง โดยรับราชการมาตั้งแต่ปี 2511 ถึงวันนี้ก็ 50 ปีได้ รับราชการมาโดยตลอด ก็ไม่เคยมีเรื่องอะไรต่างๆ ก็ดูเอาแล้วกันว่าได้ทำอะไรที่เสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมืองบ้าง ผมเข้ามาเพื่อต้องการทำงานให้บ้านเมือง ถ้าประชาชนไม่ต้องการผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้ โดยหลังจากนั้นต่อมา นางทิชา ณ นคร  ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สร้างแคมเปญรณรงค์บนเว็บไซต์ change.org ระบุหัวข้อว่า “อยากให้รองนายกประวิตร ลาออก ตามที่ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 ที่กระทรวงกลาโหม” โดยระบุเหตุผลว่าเพื่อให้สถานการณ์ที่อึมครึมทางการเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดี ทั้งนี้ผลของการณรงค์นี้จะถูกส่งต่อไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ชาวเน็ตล่าชื่อไล่ "บิ๊กป้อม"-กองเชียร์โผล่ให้กำลังใจ

โซเชียลแห่ลงชื่อให้“บิ๊กป้อม”ลาออก

    เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง จากการตรวจสอบพบว่าตั้งแต่ช่วงมีผู้เข้าไปลงชื่อในการรณรงค์ดังกล่าวร่วมกับนางทิชา มากกว่า 15,000 คน เมื่อมาถึงช่วงเย็นพบว่ายอดคนลงชื่อที่บนเว็บไซต์ change.org  ในเวลา 18.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ มีประมาณกว่า 3.6 หมื่นคนแล้ว

    ขณะเดียวกัน วานนี้เฟซบุ๊ก Drama-addict ซึ่งดำเนินการโดย นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือจ่าพิชิต ขจัดพาลชน ก็ทำโพลล์สอบถามความเห็นขึ้นในแฟนเพจที่มีผู้ติดตามากกว่า 1.8 ล้านคน ระบุว่า “สืบเนื่องจากข่าวนี้ ลุงป้อมกล่าวว่า ผมเข้ามาเพราะอยากจะช่วยเหลือบ้านเมืองอยากทำงานในบ้านเมือง ถ้าประชาชนไม่ต้องการก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้ ดังนั้นจ่าขออนุญาตสอบถามความเห็นประชาชนให้ลุงเขานะครับ เชิญโหวตกันตามอัธยาศัย” โดยให้แฟนเพจเลือก ระหว่างอยากให้ท่านอยู่ต่ออีกนานๆ หรืออยากให้ท่านไปพักผ่อน ผลปรากฏว่าในเวลาเพียง 18 ชั่วโมง จากจำนวนผู้เข้าโหวตราว 66,900 คน มีผู้ลงคะแนนว่าอยากให้ “ลุงป้อม” ไปพักผ่อนมากถึงร้อยละ 95 ขณะที่มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ลงคะแนนว่าอยากให้ท่านอยู่ต่ออีกนานๆ 

   เช่นเดียวกัน น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตส.ว.กทม. โพสต์ข้อความ เชิญชวนลงชื่อให้รองนายกฯ ออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า นางทิชา เปิดการรับฟังเสียงของประชาชนสนองความต้องการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่กล่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมาว่า “ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมพร้อมจะไปจากตำแหน่งนี้” ใครอยากบอกท่าน เชิญเข้ามาแสดงความเห็นได้เลย

กองเชียร์ให้กำลังใจที่“กลาโหม” 

     วันเดียวกันที่หน้ากระทรวงกลาโหม ตัวแทนชาวบ้านคลองลาดพร้าว กลุ่มชาวบ้านตลิ่งชัน กลุ่มพ่อค้า อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ชาวบ้าน จ.สมุทรปราการ ประมาณ 40 คน เดินทางมาให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภายหลังกรณีกล่าวเปิดใจว่า หากประชาชนไม่ต้องการก็พร้อมจะออกจากตำแหน่ง โดยมี พล.อ.รุ่งโรจน์ จำรัสโรมรัน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทน พล.อ.ประวิตร มาต้อนรับ  โดย พล.อ.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ท่านรัฐมนตรีติดภารกิจ จึงมอบหมายให้มาเป็นตัวแทน ซึ่งจะนำเรียนพล.อ.ประวิตร ว่ามีประชาชนหลายจังหวัดมาให้กำลังใจ และขอขอบคุณทุกกลุ่มที่มาในวันนี้ ทั้งนี้ประชาชนที่มาให้กำลังใจพูดเสียงกันเดียวว่า ที่มาวันนี้ไม่ได้นัดแนะมาหรือจัดตั้งกลุ่มมาให้กำลังใจ แต่มาเพราะเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประวิตร ทำประโยชน์ให้มากมาย แต่ที่ผ่านมามองว่าเป็นเรื่องการเมือง และอยากให้สุขภาพแข็งแรง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับความเคลื่อนไหวของพล.อ.ประวิตร ในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีภารกิจต้อนรับคณะนายซง ยอง มู รมว.กลาโหมเกาหลีใต้เข้าเยี่ยมคำนับเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ จะนำไปสู่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก่อนการเข้าเยี่ยมคำนับมีพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ณ ลานอเนกประสงค์ในศาลาว่าการกลาโหม ขณะที่ช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร เดินทางไปประชุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเตรียมปฏิบัติการกวาดล้างจับกุมเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศครั้งใหญ่ควบคู่กับการปราบปรามผู้มีอิทธิพล

ชาวเน็ตล่าชื่อไล่ "บิ๊กป้อม"-กองเชียร์โผล่ให้กำลังใจ

“มาร์ค”เผยต้องโปร่งใสตั้งแต่ต้น

    ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึง พล.อ.ประวิตร ตัดพ้อประกาศว่าถ้าประชาชนไม่ต้องการพร้อมลาออก ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันให้ หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ และข้าราชการกระทรวงกลาโหม รวมถึงสื่อมวลชนสายทหาร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2561 ว่า เห็นใจคนที่ทำงานก็มักจะมีความรู้สึกว่าพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็คิดว่าหลายอย่างที่ทำเป็นประโยชน์ แต่ว่าหลายครั้งก็มีกระแสความไม่พอใจของสังคม  เข้าใจความรู้สึกนี้ แต่หลายคนได้พยายามพูดมาโดยตลอดว่าหากพยายามชี้แจงเรื่องนี้แบบเป็นระบบให้โปร่งใสตั้งแต่ต้น  ก็คงไม่ลุกลาม บานปลาย แล้วก็กลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมา รบกวนใจตัวเอง และรัฐบาลมากมายขนาดนี้  ขณะเดียวกันย้ำมาตั้งแต่ต้นว่าเวลาที่พยายามสร้างวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่องการชี้แจง หรือการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จุดประสงค์หลักต้องไม่ทำให้การเมืองติดอยู่ในกับดัก หรือวงจรของเรื่องแบบนี้ ซึ่งยืนยันเหมือนเดิมว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส

ทนายลุยขอทุเลายึดทรัพย์“ปู”

     ความคืบหน้ากรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าสามารถยื่นคำร้องขอทุเลาการยึดทรัพย์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีได้เรื่อยๆ ภายหลังศาลปกครองยกคำร้องขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ ในคดีปล่อยปละละเลยให้ทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว  วันเดียวกัน นายนพดล หลาวทอง ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ในส่วนบ้านนวมินทร์ 111 ของน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ได้ถูกยึดแล้วตามที่กรมบังคับคดีได้ชี้แจงต่อศาล ซึ่งทางกรมบังคับคดีทำหนังสือชี้แจงไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 โดยแจ้งให้เจ้าของบ้านหรือผู้ครอบครองได้รับทราบว่าบ้านนี้อยู่ในความดูแลของกรมบังคับคดี โดยคนในบ้านก็ยังอยู่ได้จนกว่าจะขายทอดตลาด ตอนนี้ทรัพย์สินยังไม่ได้เปลี่ยนมือยังถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอยู่ เพียงแต่อยู่ภายใต้การยึดของกรมบังคับคดี จึงเป็นเหตุให้ทีมทนายต้องไปยื่นคำร้องในวันที่ 8 กันยายน 2560 เพื่อขอความคุ้มครองจากศาล และศาลได้พิจารณาเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาที่ศาลปกครองระบุยังไม่เห็นชอบที่จะให้ความคุ้มครองในเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากนี้ทีมทนายก็จะยื่นคำร้องขอทุเลาต่อศาลปกครองใหม่อีกครั้ง  ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการทำคำร้องแต่ยังกำหนดวันชัดเจนที่จะยื่นศาลอีกครั้งไม่ได้ แต่จะยื่นแน่นอนเพราะกฎหมายและระเบียบเปิดช่อง ทั้งนี้จะยื่นคำร้องไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม เพราะกระบวนการก็ยังอยู่ในขั้นของการพิจารณาเพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดเชยเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งศาลไม่ได้พิจารณาในเรื่องนี้ รวมถึงจะมีการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ถูกอายัดและยึด และห้ามขายทรัพย์ด้วย  

    “ในเมื่อเนื้อหาหลักของคดียังไม่ได้พิจารณา และระหว่างที่ศาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเพิกถอนการชดใช้เงิน 3.5 หมื่นล้านบาทหรือไม่ ในกระบวนการต่างๆ ควรชะลอไว้ก่อน เพราะไม่เคยมีการบังคับคดีในระหว่างการพิจารณาซึ่งยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ในส่วนของทางปกครองเองตั้งแต่มีกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการปกครองตั้งแต่ปี 39 ก็ไม่เคยปฏิบัติต่อรายอื่นในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะรอฟังคำวินิจฉัยของศาลในเสร็จสิ้นก่อน แต่เนื่องจากกระบวนการนี้มาโดยกระบวนการพิเศษ ตัวนายกฯ ตั้งคณะกรรมการเร่งรัดรวมถึงหน่วยงานต่างๆ โดยอาศัยอำนาจมาตรา 44 เลยทำให้กระบวนการผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมไม่ควรจะจับตัวคนไปประหารก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา” นายนพดล กล่าว

    เมื่อถามถึงทรัพย์สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกยึดอายัดไปแล้วขณะนี้มีอะไรบ้าง นายนภดล กล่าวว่า มีหลายรายการ แต่จำไม่ได้ทั้งหมด เท่าที่ทราบคือบัญชีเงินฝาก คอนโด และที่ดินประมาณ 30 รายการ ซึ่งบัญชีเงินฝากก็นำไปแล้วกว่า 10 รายการ ขณะนี้ทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดยังไม่ขายทอดตลาดหรือนำเข้าคลัง อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่จำเป็นต้องมายื่นคำร้องด้วยตัวเองเพราะไม่ใช่คดีอาญา แต่เป็นคดีทางปกครองโดยตัวผู้รับมอบอำนาจสามารถดำเนินการแทนได้ ซึ่งตนก็ต้องดูแลต่อตามหน้าที่ไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ตาม 

ชาวเน็ตล่าชื่อไล่ "บิ๊กป้อม"-กองเชียร์โผล่ให้กำลังใจ

วิษณุยันไม่ได้เอาเป็นเอาตาย

    ด้านนายวิษณุ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังสามารถมอบหมายให้ทนายความร้องขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ได้ ส่วนการยึดบ้านนั้น จะต้องดูว่าเอกสารสิทธิ โฉนดน.ส.3 ส.ค.1 เป็นชื่อใคร และถ้าเป็นสินสมรสจะสามารถยึดได้เฉพาะส่วนหนึ่ง ส่วนที่ถามว่าตามคำสั่งมาตรา 44 ยึดทรัพย์แล้วสามารถนำทรัพย์สินขายทอดตลาดได้เลยหรือไม่นั้น หากพิจารณาแล้วเห็นว่าทำได้ ก็ทำ แต่หากพบว่ายังเป็นสินสมรสก็ไม่ควรทำหรือพิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่ควรขายทรัพย์สินทอดตลาด เพราะอาจจะมีเรื่องเกี่ยวกับคดีตามมาก็อย่าเพิ่งทำ ซึ่งกรมบังคับคดีพิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่ควรขาย เพราะอาจจะมีการร้องขอให้ทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์อีก ยืนยันว่าทุกฝ่ายทำทุกอย่างพอสมควร ไม่ใช่จะเอาเป็นเอาตาย เพราะขณะนี้ก็มีคนอยู่อาศัย แต่เมื่อใดที่เห็นว่าทำแล้วจะไม่มีปัญหากรมบังคับคดีก็จะพิจารณาขายทอดตลาด

    เมื่อถามย้ำว่าเมื่อกรมบังคับคดียึดบ้านแล้วคนในครอบครัวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เข้าไปอยู่อาศัยได้แต่ต้องขออนุญาตหรือเสียค่าเช่า เพราะมีหลายกรณีที่หลังจากรัฐยึดบ้านแล้วก็อนุญาตให้เข้าไปอยู่อาศัยได้ แต่เป็นการอยู่ในฐานะที่ได้รับการอนุญาตไม่ใช่เจ้าของ ดังนั้นเมื่ออยู่แล้วจะไปตกแต่ง ทาสี ดัดแปลง รื้อถอนไม่ได้  ส่วนหากพบการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจะมีการรายงานเข้ามาหรือไม่นั้น เรื่องนี้ผู้ที่จะรู้ว่ามีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือไม่คือเจ้าหนี้ หรือกระทรวงการคลัง เพราะกรมบังคับคดีมีหน้าที่เพียงเข้าไปยึด โดยการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินนี้มีกฎหมายไว้สำหรับติดตามอยู่แล้ว 

 

สนช.ไม่มีธงคว่ำร่างก.ม.ส.ส-ส.ว. 

     เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า สนช.ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ไปถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว เนื่องจากคณะกรรมการตรวจร่างได้จัดทำร่างที่สมบูรณ์เสร็จแล้ว หากทั้ง 2 หน่วยงานมีข้อโต้แย้งอาจทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปนั้น เห็นว่าไม่กระทบ เพราะเป็นกรอบเวลาปกติ ไม่ได้เสียเวลาไปมาก เนื่องจากทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องโต้แย้งมาภายใน 10 วัน และหากโต้แย้งมาก็ต้องตั้งกรรมการร่วม 3 ฝ่าย พิจารณาใน 15 วัน แต่ถ้าไม่มีใครโต้แย้งก็ดี

    ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวโน้มสูงที่จะตั้งกรรมการร่วมจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่การเลือกตั้งจะล่วงเลยเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นายพรเพชร กล่าวว่า เฉพาะการตั้งกรรมการร่วมจะไม่ทำให้การเลือกตั้งเลยเดือนกุมภาพันธ์ เพราะถือเป็นขั้นตอนปกติ แต่หากจะกระทบก็ต่อเมื่อตั้งกรรมการร่วมแล้วส่งเรื่องกลับเข้าสภาเพื่อให้ สนช.พิจารณา ซึ่งหากมีการคว่ำกฎหมายเกิดขึ้นก็จะเป็นปัญหา และหากส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก็จะกระทบต่อวันเลือกตั้งเช่นกัน แต่ทั้งหมดนี้ตอบแบบสมมุติฐาน เดี๋ยวจะมากล่าวหาว่าผมชี้นำให้ส่งศาล หรือบอกว่าจะไปคว่ำกฎหมาย ซึ่งไม่เกี่ยวกัน บอกมาหลายเดือนแล้วไม่คิดจะมีการคว่ำอะไร

     ส่วนที่ถามว่าหากเกิดอุบัติเหตุมีการคว่ำร่างพ.ร.ป.ขึ้นมา สนช.จะรับผิดชอบอย่างไร นายพรเพชร กล่าวว่า คว่ำร่างหมายความว่าเขาไม่เห็นด้วย แต่ร่างกฎหมายผ่านวาระ 3 ไปแล้ว ถ้า กรธ.ไม่ได้โต้แย้ง หรือโต้แย้งนิดหน่อยจะไปคว่ำได้อย่างไร แต่ถ้ามีเปลี่ยนแปลงมาจากร่างที่ผ่านสนช.ไปแล้วก็เป็นประเด็นปัญหา อย่างไรก็ตามส่วนตัวกังวลหรือไม่จะมีการคว่ำพ.ร.ป.นั้น ยังไม่ทราบปัญหา ยกตัวอย่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งกรธ.ไม่ได้โต้แย้ง แต่มีความเห็นในลักษณะให้สนช.ควรส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำเป็นต้องส่งศาล และได้ส่งไปแล้ว ศาลรับเรื่องไว้แล้ว โดยจะมีการพิจารณาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ โดยนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สนช. จะเป็นเข้าไปชี้แจงต่อศาล คาดว่าอีกสัปดาห์ศาลจะวินิจฉัย ดังนั้น หากประเด็นพิจารณาเป็นประเด็นปกติก็คงใช้เวลาเล็กน้อย 

ชาวเน็ตล่าชื่อไล่ "บิ๊กป้อม"-กองเชียร์โผล่ให้กำลังใจ

มีชัยส่อตั้งกมธ.ร่วม3ฝ่าย-ถก9ก.พ.

     ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่า กรธ.ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.  จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว โดยจากนี้ กรธ. จะตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณารายละเอียดเนื้อหาแยกรายฉบับ ทั้งนี้ตอบไม่ได้ว่าจะทำความเห็นโต้แย้งเพื่อนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมหรือไม่เพราะต้องรอฟังความเห็นจากที่ประชุมกรธ. และพิจารณารายละเอียดที่ถูกปรับแก้ไปเป็นจำนวนมากก่อน ซึ่ง กรธ. มีเวลาพิจารณาจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่สนช.ปรับแก้ไข มาตรา 2 ว่าด้วยระยะเวลาที่กฎหมายใช้บังคับ จากเดิมให้มีผลหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเป็น 90 วัน ตามเหตุผลของ สนช.นั้น รับฟังได้ แต่จำเป็นต้องดูรายละเอียด อาทิ การยกเว้นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถออกระเบียบหรือคำสั่งที่ใช้ในการเลือกตั้งได้หรือไม่ หากไม่ยกเว้นให้กระทำได้ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้จะเกิดความยุ่งยาก และปัญหากับพรรคการเมือง โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารีโหวต) เพื่อหาตัวแทนพรรคในเขตเลือกตั้งลงสมัคร ส.ส.

    นายมีชัยกล่าวต่อว่า ขณะที่ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ตามประเด็นที่สนช.แก้ไข อาทิ การกำหนดกลุ่มผู้มีสิทธิสมัคร จำนวน 10 กลุ่ม จากเดิมที่ กรธ.เสนอ 20 กลุ่ม กำหนดประเภทสมัครที่มาจากการเสนอชื่อโดยองค์กรนิติบุคคล หรืออิสระ จากเดิมที่กรธ. กำหนดให้ทุกคนมีสิทธิสมัครได้  วิธีการเลือกกันเอง ที่แก้ไขเหลือเพียงเลือกกันเองในกลุ่มเท่านั้น  อาจเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาและอธิบายถึงความมุ่งหมายในเจตนาของกรธ. ที่ต้องการให้ส.ว. เป็นสภาของประชาชนมากกว่า ส.ว.ในความหมายผู้ทรงคุณวุฒิและในรัฐธรรมนูญมาตราว่าด้วย ส.ว. มีเจตนารมณ์หลัก คือ บุคคลที่จะเป็น ส.ว.ต้องทำงานหรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม และการแบ่งกลุ่มต้องให้ประชาชนได้รับสิทธิสมัครได้ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่การปรับลดกลุ่ม การแก้ไขวิธีการเลือก หรือจำกัดการสมัคร ผ่านการกลั่นกรองจากองค์กรเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ส่วนวิธีการเลือกส.ว.นั้น กรธ.พยายามออกแบบกลไกเพื่อไม่ให้เกิดการสมยอม อีกทั้งยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองแทรกแซงผ่านผู้สมัครซึ่งเป็นตัวแทนพรรค ซึ่งยอมรับว่าเป็นหลุมพรางที่กรธ.เขียนไว้ และหากพรรคยังดำเนินการแทรกแซงมีสิทธิถูกยื่นยุบพรรคได้

ชาวเน็ตล่าชื่อไล่ "บิ๊กป้อม"-กองเชียร์โผล่ให้กำลังใจ

“หมอเจตน์”ชี้ถึงมีสนช.ล็อบบี้ก็ไร้ผล

     ด้านนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณที่ีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า สนช.โทรล็อบบี้ให้กกต.ทำความเห็นแย้งกฎหมายเลือกตั้งส.ส.โดยไม่ให้มีการจัดมหรสพระหว่างหาเสียง ว่าเราไม่รู้ว่าเรื่องที่นายสมชัยพูดนั้นมีจริงหรือไม่ ถ้ามีคนโทรไปจริงๆ อย่างนั้นก็เป็นดุลพินิจของกกต.ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ที่ผ่านมาเรื่องมหรสพมีสมาชิกสนช.รวมถึงตัวแทนกรรมาธิการ และกรธ.อภิปรายคัดค้าน ต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับมติของกกต.ทั้งคณะว่าจะเห็นอย่างไร ถ้าเห็นว่าขัดหรือแย้งหรือไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ทำความเห็นแย้งเป็นมติของกกต.มาที่ประธานสนช.เพื่อขอตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องการล็อบบี้นั้นตนไม่ทราบ แล้วแต่กกต. เราไม่ก้าวก่าย แต่สนช.กับรัฐบาลคงไปล็อบบี้ไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้สนช.ไปเซตซีโร่เขาด้วย คำพูดของสนช.คงจะไม่มีอิทธิพลต่อการโน้มน้าวความคิดของเขา 

พท.แถลงชี้รัฐหมดความชอบธรรม

     พรรคเพื่อไทยออกคำแถลงเรื่อง คสช.และรัฐบาล หมดความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ในเอกสารดังกล่าวมีใจความระบุว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และได้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ แต่คสช.และรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประเทศและประชาชนได้ แต่กลับสร้างปัญหาสำคัญที่จะเป็นวิกฤติของชาติในอนาคตต่อไป ซึ่งอาจสรุปได้ ดังนี้ 1.ได้ใช้อำนาจของหัวหน้าคสช. ออกประกาศและคำสั่ง จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการ แม้เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ยังคงคำสั่งและประกาศที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง 2.แต่งตั้งคนของตนเองเพื่อทำหน้าที่ในองค์กรอิสระและองค์กรต่างๆ ซึ่งทำให้องค์กรต่างๆ ขาดความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ และถูกชี้นำโดยคสช. และหัวหน้า คสช.ได้ 3.ใช้กลไกที่ตนเองสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภามาเป็นฐานอำนาจแก่ตนเองในอนาคต, การเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง, การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, การเขียนพ.ร.ป. พรรคการเมือง และใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อสร้างความอ่อนแอให้พรรคการเมืองเดิม และสร้างความได้เปรียบแก่พรรคการเมืองใหม่ (ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นพรรคที่จะสนับสนุนให้ตนเองได้สืบทอดอำนาจต่อไป)

    4.ไม่เคารพและยึดมั่นในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ด้วยการออกคำสั่งที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของตน แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายพรรคการเมือง นอกจากนั้น ล่าสุดผู้นำ คสช. (พล.อ.ประวิตร) ได้ออกมาข่มขู่ผู้ที่จะออกมาเรียกร้องให้คืนสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างว่าขณะนี้ตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่าไม่ยอมรับในการมีรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในขณะนี้ 5.ไม่สามารถแก้ปัญหาสำคัญของประเทศไทย จากข้อเท็จจริงและพฤติกรรมตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า คสช. และรัฐบาล และแม่น้ำ 5 สาย เข้าข่ายสมคบคิดกัน เพื่อใช้กลไกทางอำนาจและกลไกตามรัฐธรรมนูญที่สร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในการได้อยู่ในอำนาจต่อไป มีการโกงกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อนานาชาติและประชาชน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ คสช. และรัฐบาลหมดความชอบธรรม และสี่ปีของการยึดอำนาจการปกครอง ได้พิสูจน์ให้คนไทยและสังคมโลกเห็นอีกครั้งแล้วว่าการรัฐประหารโดยล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่อาจแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ในทางตรงกันข้ามกลับจะสร้างปัญหาและผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดของคสช.ในขณะนี้ คือ การคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยเร็ว

กกต.ชงงบเลือกตั้ง 5,800 ล้านบาท 

     วันเดียวกัน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการ กกต. กล่าวในงานประชุมผู้บริหารสำนักงานกกต. เพื่อเผยแพร่ความรู้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง ว่าคาดว่าใน 1-2 วันนี้จะได้รับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งสำนักงานจะต้องจัดทำประเด็นโต้แย้งเพื่อเสนอต่อที่ประชุมกกต. เบื้องต้นเห็นว่าประเด็นที่มีความเป็นไปได้ที่จะต้องทำความเห็นโต้แย้ง คือ ระยะเวลาลงคะแนน ระหว่าง 07.00-17.00 น. ส่วนตัวเห็นว่าการเลือกตั้งจัดในวันอาทิตย์ ส่วนใหญ่ผู้ใช้สิทธิจะมาใช้สิทธิเลือกตั้งแบบสบายๆ คงไม่มีใครตื่นตีห้ามาใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมถึงข้อจำกัดของพื้นที่ห่างไกลอีก ที่สำคัญประเด็นนี้ไม่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 77 กำหนดไว้ จึงไม่ทราบว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

    พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวต่อว่า ยังมีประเด็นการจัดมหรสพในช่วงหาเสียงได้ เพราะถือเป็นการจูงใจ ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ในการปฏิรูปการเลือกตั้งต้องการให้พรรคการเมืองใช้ทุนให้น้อยที่สุด แต่กลับให้จัดมหรสพได้ จึงถือว่าขัดกับโจทย์สำคัญ คือ การลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้พรรคการเมืองที่ไม่มีเงินก็สามารถแข่งขันได้ ไม่ต้องพึ่งพาทุนสามานย์ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบการเมืองพัง ดังนั้นเมื่อไม่อยากให้ทุนเข้ามาก็ต้องลดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงให้ได้ เช่น ป้ายหาเสียง ไม่ให้พรรคการเมืองติดป้าย แต่กกต.จะมาทำแทนให้เพื่อความเท่าเทียม การเลือกตั้งครั้งหน้า กกต. จะใช้งบประมาณจำนวน 5,800 ล้านบาท จากเดิม 3,000 ล้าน โดยในส่วนที่เพิ่มขึ้น 2,800 ล้านบาท เพื่อให้รัฐสนับสนุนลงมาช่วยผู้สมัครในการหาเสียง ซึ่งจะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกจากนโยบายของพรรคมากกว่า

    พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยังกล่าวถึงการปฏิรูปการจัดการทุจริตเลือกตั้ง ว่า สำนักงานกกต.อยู่ระหว่างการร่างระเบียบตั้งกองทุนปราบทุจริต เพื่อให้เป็นสินบนรางวัลแก่บุคคลที่นำพยานหลักฐานการซื้อเสียงหรือการทุจริตเลือกตั้งมาแจ้งต่อกกต. และหากพยานหลักฐานนั้นนำไปสู่การให้ใบแดง หรือการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ กกต.จะจ่ายสินบนให้ 1 หมื่นบาท